Akebia Therapeutics (AKBA) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
พูดง่ายๆ คือ Akebia Therapeutics (ticker AKBA) เป็นบริษัทยาชีวภาพที่ทำครบวงจรครับ ตั้งแต่วิจัย พัฒนายา ทดลองทางคลินิก ไปจนถึงขายเอง โฟกัสที่ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (CKD) ตอนนี้มียาที่ขายจริงในตลาด 2 ตัวครับ
- Vafseo (vadadustat) เป็นยารับประทาน ได้รับอนุมัติจาก FDA ในเดือนมีนาคม 2024 ใช้สำหรับ "anemia due to CKD in adult patients on dialysis for at least three months" และเริ่มวางขายในสหรัฐฯ ตั้งแต่มกราคม 2025 ครับ
- Auryxia (ferric citrate) เป็นยารับประทานอีกตัว ใช้สำหรับ "control of serum phosphorus levels in adult patients with DD-CKD" และ "treatment of iron deficiency anemia in adult patients with NDD-CKD" บริษัทถือสิทธิ์ตัวนี้ตั้งแต่ปี 2018 ครับ
นอกจาก 2 ตัวนี้ บริษัทยังมี pipeline ที่อยู่ในขั้นทดลองทางคลินิกอีกหลายตัว ซึ่งจะเล่าในหัวข้ออนาคตครับ
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
รายได้ก้อนหลักมาจากการขายยา Vafseo และ Auryxia ในสหรัฐฯ ครับ ลูกค้าโดยตรงคือ dialysis organizations (องค์กรที่บริหารคลินิกฟอกไต) รวมถึง wholesale distributors, specialty pharmacy และ AG Distributor ที่ขาย authorized generic ของ Auryxia ให้ ในครึ่งแรกของปี 2026 รายได้จากยาอยู่ที่ 98.8 ล้านดอลลาร์ โดย Vafseo ได้ 37.1 ล้าน และ Auryxia ได้ 61.7 ล้านครับ
รายได้อีกส่วนมาจาก license, collaboration และ supply agreements กับพาร์ทเนอร์ต่างประเทศ เช่น Medice ที่ดูแล Vafseo ในยุโรปและบางประเทศ และ TPC ที่ดูแลในญี่ปุ่น ซึ่งปีนี้ตัวเลขส่วนนี้ยังเล็กมาก อยู่ที่ประมาณ 3.9 ล้านดอลลาร์ในครึ่งปีแรกครับ
ที่สำคัญคือ Vafseo ได้รับ TDAPA ซึ่งเป็นการจ่ายเงินเพิ่มจาก Medicare ให้ dialysis organizations เป็นเวลา 2 ปี เพิ่มจากอัตราจ่ายปกติ เพื่อให้คลินิกกล้าใช้ยาตัวใหม่ครับ กลไกนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ยอดขาย Vafseo โตได้เร็วในช่วงแรก
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งแรกคือ Vafseo เป็นยาในกลุ่ม oral HIF ตัวเดียวที่มีขายในสหรัฐฯ ณ ตอนนี้ครับ ต่างจาก ESA แบบฉีดที่เป็นมาตรฐานเดิม บริษัทระบุว่าข้อมูลจาก INNO2VATE trials แสดงให้เห็นว่ายาช่วยรักษาระดับ hemoglobin ให้อยู่ในเป้าหมายได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป และมีโปรไฟล์ความปลอดภัยใกล้เคียงกับ ESA ครับ
จุดแข็งที่สองคือการเข้าถึงผู้ป่วย บริษัทระบุว่าก่อนเปิดขายในปี 2025 มีสัญญาจัดหายากับ dialysis organizations ที่ดูแลผู้ป่วยเกือบ 100% ของทั้งประเทศ ณ สิ้นปี 2025 มีแพทย์ผู้สั่งยาเกือบ 1,000 คนจาก 24 องค์กร และปัจจุบันผู้ป่วยฟอกไตราว 290,000 คนสามารถถูกสั่งยาได้แล้วครับ ซึ่งเป็นฐานลูกค้าที่บริษัทต้องใช้เวลาสร้างมาพอสมควร
จุดแข็งที่สามคือทีมวิจัยด้าน HIF biology ที่สะสมมาจากการพัฒนา Vafseo ซึ่งบริษัทใช้ต่อยอดไปยัง pipeline ตัวอื่นได้ครับ
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ลูกค้าหลักของ Vafseo คือ dialysis organizations ครับ ตามเอกสาร 5 องค์กรใหญ่ในสหรัฐฯ ได้แก่ DaVita, Fresenius, U.S. Renal Care (USRC), Dialysis Clinic (DCI) และ Innovative Renal Care (IRC) รวมกันดูแลผู้ป่วยฟอกไต 82% ของทั้งประเทศ นั่นหมายความว่าการตัดสินใจของกลุ่มเหล่านี้มีผลต่อยอดขายโดยตรงครับ
พาร์ทเนอร์ที่สำคัญมีหลายกลุ่ม ได้แก่ Medice และ TPC (ดูแล Vafseo นอกสหรัฐฯ) JT และ Torii ในญี่ปุ่น Cyclerion ที่ให้สิทธิ์ praliciguat และ Q32 ที่ขายสินทรัพย์ ebribafusp ให้บริษัท ส่วน CSL Vifor ซึ่งเกี่ยวข้องกับทั้งข้อตกลงยุติสัญญาและหนี้ก้อนใหญ่ครับ นอกจากนี้ยังมี Panion ที่ได้ค่าลิขสิทธิ์จากยอดขาย Auryxia ในสหรัฐฯ และ Riona ในญี่ปุ่น และ BlackRock (ผ่าน Kreos) ที่ให้เงินกู้ครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงแรกคือ Auryxia ครับ ยาสิทธิบัตรหมดอายุในเดือนมีนาคม 2025 และ Teva ได้รับอนุมัติ ANDA สำหรับยาชื่อสามัญในวันที่ 11 มีนาคม 2026 บริษัทระบุว่าเมื่อ Teva เข้าตลาดแล้ว ปริมาณขาย Auryxia ลดลงอย่างมาก และตัวเลขไตรมาส 2 ปี 2026 ก็สะท้อนเรื่องนี้ชัดเจนครับ
ความเสี่ยงที่สองคือราคา Vafseo หลังหมดช่วง TDAPA ครับ บริษัทคาดว่าปี 2027 จะตั้งราคาใกล้เคียงกับ ESA ซึ่งต่ำกว่าราคาปัจจุบันมาก แม้จะขายได้ปริมาณมากขึ้น แต่รายได้ Vafseo ในปี 2027 คาดว่าจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2026 ครับ ซึ่งหมายความว่าการเติบโตของปริมาณต้องชดเชยราคาที่ลดลงให้ได้
ความเสี่ยงที่สามคือหนี้และสภาพคล่องครับ เงินกู้ senior secured ของ BlackRock มียอดเต็ม 55 ล้านดอลลาร์ ดอกเบี้ยอ้างอิง SOFR (มี floor 4.25%) บวก margin 6.75% และจะเริ่มจ่ายเงินต้นตั้งแต่ 1 มกราคม 2027 ถ้าไม่ refinance บริษัทระบุว่าเงินสดที่มีอยู่ 155.5 ล้านดอลลาร์ (ณ 30 มิถุนายน 2026) จะพอใช้อย่างน้อย 2 ปี แต่ตัวเลขนี้ขึ้นอยู่กับการ refinance ครับ ถ้าทำไม่ได้ จะเหลือระยะเวลาประมาณ 12 เดือนและอาจต้องหาเงินเพิ่ม
ความเสี่ยงที่สี่คือภาระค่าลิขสิทธิ์และหนี้ที่ผูกกับ Vafseo ครับ บริษัทต้องจ่าย royalty ให้ CSL Vifor ตามยอดขาย Vafseo ในสหรัฐฯ และต้องจ่าย WCF Royalty อีก 8-14% จนถึงครบ 40 ล้านดอลลาร์หรือถึง 31 พฤษภาคม 2028 แล้วแต่อย่างไหนมาก่อน ส่วนรายได้ royalty จากญี่ปุ่นและเอเชียบางส่วนก็ขายสิทธิ์ให้ HCR ไปแล้วตั้งแต่ปี 2021 ทำให้ส่วนที่บริษัทเก็บได้เองเหลือไม่มาก
ความเสี่ยงที่ห้าคือการเพิ่มทุน บริษัทมีขาดทุนสะสม 1.7 พันล้านดอลลาร์ และระดมทุนสุทธิรวม 932.5 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่ก่อตั้ง ในเดือนมิถุนายน 2026 บริษัทยังเพิ่มจำนวนหุ้นที่ได้รับอนุญาตให้ออกได้ ซึ่งบ่งชี้ว่าการเพิ่มทุนยังเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ต่อเนื่องครับ
ความเสี่ยงสุดท้ายคือด้านคลินิกและการแข่งขันครับ ยาที่อยู่ใน pipeline ยังไม่มีตัวไหนได้รับอนุมัติ และ ESA แบบฉีดยังเป็น standard of care ที่แพทย์คุ้นเคยอยู่มาก บริษัทยังปรับทีมขายในเดือนมิถุนายน 2026 โดยลดคนราว 13% ของพนักงานทั้งหมดครับ
📊 ตัวชี้วัดการเติบโต
บริษัทยังขาดทุนสุทธิอยู่ จึงมีตัวชี้วัดเฉพาะที่ควรติดตามครับ ในเอกสารที่ให้มาไม่มี ARR, NRR หรือ backlog ที่บริษัทเปิดเผยเป็นตัวเลขชัดเจน ตัวชี้วัดที่มีคือจำนวนผู้ป่วยที่เข้าถึงยาได้ราว 290,000 คน จำนวนแพทย์ผู้สั่งยาเกือบ 1,000 คน และขนาดตลาด Vafseo ในสหรัฐฯ ประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ตามราคา ESA ปัจจุบันครับ ยอดขาย Vafseo ไตรมาส 2 ปี 2026 อยู่ที่ 21.3 ล้านดอลลาร์ เพิ่มจาก 13.3 ล้านในปีก่อน ส่วน Auryxia ลดลงจาก 47.2 ล้านเหลือ 25.5 ล้านครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
บริษัทวางเป้าหมายแรกคือทำให้ Vafseo เป็น standard of care ของการรักษาโลหิตจางจาก CKD ในผู้ป่วยฟอกไตในสหรัฐฯ ครับ โดยเพิ่มการเข้าถึงยาและจำนวนแพทย์ที่สั่งยา พร้อมเก็บข้อมูลเพิ่มเติมเทียบกับ ESA ในเดือนมิถุนายน 2026 มีรายงาน interim analysis ของ VOICE trial ร่วมกับ USRC Kidney Research ที่บริษัทระบุว่าผ่านเงื่อนไขการหยุดทดลองเพราะแสดงทั้ง non-inferiority และ superiority ของ primary composite endpoint ครับ
ในส่วน pipeline บริษัทระบุว่า praliciguat อยู่ในการทดลอง Phase 2 สำหรับ FSGS ซึ่งเริ่มให้ยาผู้ป่วยรายแรกไปแล้วในเดือนธันวาคม 2025 ส่วน ebribafusp (AKB-097) จะทดลองแบบ Phase 2 basket study กับ IgAN, C3G และ LN และบริษัทคาดว่าจะรายงานข้อมูลเบื้องต้นในปี 2027 ครับ ด้าน AKB-9090 เป็นยา HIF ที่เริ่มทดลอง Phase 1 ในอาสาสมัครสุขภาพดีแล้ว และเริ่มให้ผู้ป่วยรายแรกในการทดลองสำหรับ CS-AKI ในเดือนเมษายน 2026 ครับ ส่วน AKB-10108 ยังอยู่ระดับ preclinical ที่จะศึกษาเรื่อง ROP ในทารกแรกเกิดครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ไตรมาส 2 ปี 2026 รายได้จากยาอยู่ที่ 46.8 ล้านดอลลาร์ ลดลง 23% จากปีก่อน ขณะที่บริษัทขาดทุนสุทธิ 8.9 ล้านดอลลาร์ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินนะครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ AKBA →