Amgen (AMGN) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
Amgen คือบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology) ที่ค้นคว้า พัฒนา ผลิต และจำหน่ายยารักษาโรคให้กับคนไข้ทั่วโลกครับ พูดง่ายๆ คือพวกเขาทำยาที่ซับซ้อนมากๆ — ไม่ใช่ยาเม็ดธรรมดาที่สังเคราะห์จากสารเคมี แต่เป็นยาชีวภาพ (biologics) ที่ผลิตจากเซลล์มีชีวิต ต้องใช้ความรู้และโครงสร้างพื้นฐานระดับสูงมากในการผลิต
กลุ่มโรคที่ Amgen โฟกัสครอบคลุมหลายด้าน ได้แก่ โรคกระดูกและข้อ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็งหลายชนิด โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน รวมถึงโรคไตและโรคหายากครับ บริษัทดำเนินธุรกิจในกลุ่มเดียว คือ "human therapeutics" — ทุกอย่างรวมศูนย์อยู่ที่การรักษาคนป่วย ไม่มีแตกออกไปทำธุรกิจอื่นที่ไม่เกี่ยวกัน
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
รายได้หลักมาจากการขายยาโดยตรงครับ ไตรมาสแรกปี 2026 Amgen มียอดขายยารวม 8,218 ล้านดอลลาร์ และมีรายได้อื่น (ค่าลิขสิทธิ์ + รายได้จากพาร์ทเนอร์) อีก 400 ล้านดอลลาร์ รวมเป็นรายได้ทั้งหมดราว 8,618 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว
ถ้าดูรายยา จะเห็นว่าไม่มียาตัวเดียวที่กินสัดส่วนใหญ่จนน่ากังวลมากนัก แต่มีหลายตัวที่ทำเงินได้ดีในไตรมาสล่าสุด เช่น Repatha (ยาลดคอเลสเตอรอล) 876 ล้านดอลลาร์, Prolia (ยารักษากระดูกพรุน) 727 ล้านดอลลาร์, EVENITY (ยารักษากระดูกพรุนอีกตัว) 562 ล้านดอลลาร์, TEPEZZA (ยารักษาโรคตาที่เกี่ยวกับไทรอยด์) 490 ล้านดอลลาร์ และ BLINCYTO (ยามะเร็งเม็ดเลือดขาว) 415 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ ENBREL ซึ่งเคยเป็นยาหลักสำคัญ ยอดขายลดลงเหลือ 320 ล้านดอลลาร์ จาก 510 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน
ในแง่ภูมิศาสตร์ สหรัฐอเมริกาเป็นตลาดหลักคิดเป็นประมาณ 5,773 ล้านดอลลาร์ หรือราว 70% ของยอดขายยา ส่วนที่เหลืออีก 30% มาจากตลาดต่างประเทศ (ส่วนใหญ่คือยุโรป) ครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งข้อแรกของ Amgen คือพอร์ตยาที่กระจายตัวหลายโรคและหลายตลาดครับ ดูจากตารางรายได้จะเห็นว่ามียาหลายสิบตัวที่ทำรายได้ ทำให้ไม่พังทั้งบริษัทถ้ายาตัวใดตัวหนึ่งโดนคู่แข่งกิน หรือหมดสิทธิบัตร
จุดแข็งข้อสองคือความสามารถในการผลิตยาชีวภาพครับ ยาพวกนี้ผลิตยากและต้องใช้เวลานานในการสร้างโรงงาน ตั้ง quality control และสะสมประสบการณ์ ทำให้คู่แข่งหน้าใหม่ลอกตามได้ยาก ผู้ผลิตยาชีวภาพที่มีประสบการณ์สะสมมานานหลายสิบปีอย่าง Amgen จึงมีความได้เปรียบในเชิงความน่าเชื่อถือทั้งกับหน่วยงานกำกับและลูกค้า
จุดแข็งข้อสามคือ Amgen เป็นทั้งผู้ผลิตยาต้นตำรับและยาชีวภาพเลียนแบบ (biosimilar) ครับ นั่นหมายความว่าพวกเขาเล่นได้ทั้งสองฝั่ง — ทำเงินจากยาที่มีสิทธิบัตรคุ้มครองและราคาสูง และในขณะเดียวกันก็มีพอร์ต biosimilar ที่เข้าไปแข่งในตลาดยาราคาถูกกว่า เช่น AMJEVITA (biosimilar ของ Humira), MVASI (biosimilar ของ Avastin) และ KANJINTI (biosimilar ของ Herceptin)
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ลูกค้าหลักของ Amgen คือโรงพยาบาล คลินิก แพทย์ผู้สั่งยา และผู้จัดการสิทธิประโยชน์ด้านยา (pharmacy benefit managers หรือ PBM) ครับ ยาหลายตัวของ Amgen เป็นยาฉีดหรือยาสำหรับโรคเรื้อรังที่ต้องใช้ต่อเนื่อง ทำให้รายได้มีความสม่ำเสมอระดับหนึ่ง
ในส่วนพาร์ทเนอร์ที่ระบุชัดใน filing คือ AstraZeneca ซึ่งเป็นผู้ทำการตลาดยา TEZSPIRE (ยาสำหรับโรคหอบหืดรุนแรง) นอกสหรัฐอเมริกา — จึงทำให้รายได้ TEZSPIRE ที่แสดงในงบนั้นเป็นแค่ส่วนของตลาดสหรัฐฯ ราว 343 ล้านดอลลาร์ครับ นอกจากนี้ยังมีรายได้จาก "Other revenues" 400 ล้านดอลลาร์ที่มาจากค่าลิขสิทธิ์และรายได้จากการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงด้านหนี้ถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตามครับ ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2026 Amgen มีหนี้ระยะยาวรวมกัน (รวมทั้งส่วนปัจจุบันและระยะยาว) กว่า 57,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเข้าซื้อ Horizon Therapeutics ในปี 2023 ดอกเบี้ยจ่ายสุทธิไตรมาสแรกปี 2026 อยู่ที่ 657 ล้านดอลลาร์ — นี่คือต้นทุนที่บริษัทต้องแบกทุกไตรมาสโดยไม่ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจเป็นอย่างไร
ความเสี่ยงด้านภาษีและนโยบายรัฐก็สำคัญมากครับ Amgen อยู่ระหว่างข้อพิพาทด้านภาษีกับ IRS (กรมสรรพากรสหรัฐ) และยังต้องจับตากฎหมายใหม่อย่าง The One Big Beautiful Bill Act ที่ลงนามเมื่อ 4 กรกฎาคม 2025 รวมถึงนโยบายกำหนดราคายา Most-Favored-Nations (MFN) ที่รัฐบาลสหรัฐพยายามผลักดัน ถ้ากำหนดราคายาขั้นสูงได้ผล รายได้ก็อาจกระทบได้โดยตรง
ความเสี่ยงด้านการแข่งขันก็ต้องพูดถึงครับ ENBREL เป็นตัวอย่างชัดเจน — ยอดขายลดลงจาก 510 ล้านเหลือ 320 ล้านดอลลาร์ใน 1 ปี ส่วนหนึ่งจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ในขณะที่ Prolia ก็ลดจาก 1,099 ล้านเหลือ 727 ล้านดอลลาร์ ซึ่งน่าติดตามว่าเป็นเรื่องฤดูกาล การแข่งขัน หรือสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงตลาด
ความเสี่ยงด้านมูลค่าสินทรัพย์ไม่มีตัวตนก็มีนัยสำคัญครับ งบดุลแสดงสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (intangible assets) กว่า 21,000 ล้านดอลลาร์ และ goodwill อีกกว่า 18,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจต้องตัดด้อยค่า (impairment) ได้ถ้ายาที่ซื้อมาไม่เป็นไปตามคาด — ไตรมาสแรกปี 2025 มีการตัดด้อยค่าสินทรัพย์ไปแล้ว 800 ล้านดอลลาร์
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
ยาที่น่าจับตาในปัจจุบันคือ MariTide (maridebart cafraglutide) ซึ่ง Amgen กำลังพัฒนาอยู่ บริษัทระบุว่าเป็นยาในกลุ่มลดน้ำหนัก/เบาหวาน ซึ่งตลาดนี้กำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในวงการยาครับ อย่างไรก็ตาม filing ไม่ได้ให้รายละเอียดผลการทดลองหรือไทม์ไลน์ที่ชัดเจนในส่วนนี้
ในแง่ยาที่ออกมาแล้วและกำลังเติบโต IMDELLTRA (tarlatamab สำหรับมะเร็งปอด) เป็นตัวที่น่าติดตาม — รายได้โตจาก 81 ล้านดอลลาร์เป็น 258 ล้านดอลลาร์ในหนึ่งปี และ UPLIZNA (สำหรับโรคระบบประสาท) โตจาก 91 ล้านเป็น 262 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกัน ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทมียาใหม่ที่กำลังตีตลาดอยู่หลายตัวครับ
บริษัทยังคงลงทุนด้าน R&D อย่างหนักต่อเนื่อง ค่าใช้จ่าย R&D ไตรมาสแรกปี 2026 อยู่ที่ 1,719 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 1,486 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน — นี่คือสัญญาณว่าบริษัทยังคงลงทุนเพื่ออนาคตอยู่ครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ไตรมาสแรกปี 2026 รายได้รวมโตประมาณ 6% เทียบปีก่อน (จาก 8,149 ล้านเป็น 8,618 ล้านดอลลาร์) กำไรสุทธิอยู่ที่ 1,819 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น net margin ราว 21% และกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 2,189 ล้านดอลลาร์ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
เริ่มเลย →