Bristol Myers Squibb (BMY) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
Bristol-Myers Squibb หรือ BMY คือบริษัทยาขนาดใหญ่จากสหรัฐฯ ที่เน้นค้นคว้าและผลิตยารักษาโรคร้ายแรงโดยเฉพาะครับ พูดง่ายๆ คือ BMY ไม่ได้ขายยาสามัญหรือยาแก้ปวดทั่วไป แต่เน้นไปที่ยาสำหรับโรคที่รักษายากและมีมูลค่าสูง เช่น มะเร็ง โรคเลือด โรคภูมิคุ้มกัน โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงระบบประสาท
กลุ่มยาของ BMY แบ่งออกเป็นสองชั้นชัดเจน คือ "Growth Portfolio" ซึ่งเป็นยาที่ยังมีสิทธิบัตรคุ้มครองและกำลังเติบโต กับ "Legacy Portfolio" ซึ่งเป็นยาเดิมที่เริ่มถูกยาชื่อสามัญเข้ามาแย่งส่วนแบ่ง บริษัทบอกชัดเจนว่าเป้าหมายหลักคือการนำยานวัตกรรมออกสู่ตลาดให้ได้เร็วและมีประสิทธิภาพ ขณะที่บริหารต้นทุนองค์กรให้แน่น
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
รายได้หลักมาจากการขายผลิตภัณฑ์ยาโดยตรง ปี 2025 รายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 48,200 ล้านดอลลาร์ครับ แบ่งเป็นยอดขายสุทธิประมาณ 46,800 ล้านดอลลาร์ และรายได้จากพันธมิตรและอื่นๆ อีกราว 1,400 ล้านดอลลาร์
ยาที่ทำเงินหลักในไตรมาส 1 ปี 2026 มีดังนี้ครับ — Eliquis (ยาป้องกันลิ่มเลือด) ทำรายได้สูงสุดที่ประมาณ 4,100 ล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส โตถึง 16% Opdivo (ยามะเร็งกลุ่ม immunotherapy) ประมาณ 2,100 ล้านดอลลาร์ และ Orencia (โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์) ประมาณ 820 ล้านดอลลาร์ ส่วน Growth Portfolio รวมกันทำได้ประมาณ 6,200 ล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส โดยเติบโต 12% เมื่อเทียบปีก่อน
อีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจคือรายได้จาก royalty ที่ได้รับจากพันธมิตรอย่างเช่น Merck สำหรับยา Winrevair ซึ่งนับรวมในส่วน "Other" ของรายได้ด้วยครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งหลักของ BMY คือพอร์ตยาที่กว้างและลึกในโรคร้ายแรงหลายกลุ่มพร้อมกันครับ ยาอย่าง Opdivo และ Yervoy เป็นกลุ่มยา immunotherapy สำหรับมะเร็งที่มีการนำไปใช้ในหลาย indication มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ไตรมาส 1 ปี 2026 Opdivo ได้รับอนุมัติใหม่ทั้งในสหรัฐฯ และ EU สำหรับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง Hodgkin
นอกจากนี้ BMY ยังมียากลุ่ม CAR-T อย่าง Breyanzi ซึ่งเป็นการรักษาแบบใช้เซลล์ของผู้ป่วยเองที่ผ่านการดัดแปลงทางพันธุกรรม — ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ผลิตยาก ต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานเฉพาะ และมีกำแพงสูงสำหรับคู่แข่ง Breyanzi โตถึง 56% ในไตรมาส 1 ปี 2026 ครับ
ความสามารถด้าน R&D ก็เป็นจุดแข็งที่ชัดเจน — ในไตรมาส 1 ปี 2026 เพียงไตรมาสเดียว มีผลบวกจากการทดลองทางคลินิกหลายรายการพร้อมกัน ทั้ง mezigdomide, Camzyos, Reblozyl และอื่นๆ บริษัทใช้งบ R&D สูงมากคือเกือบ 10,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทลงทุนหนักเพื่อสร้างยาตัวใหม่ทดแทนยาเก่าที่กำลังหมดสิทธิบัตร
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ลูกค้าหลักคือโรงพยาบาล คลินิก และระบบสุขภาพทั้งในสหรัฐฯ และต่างประเทศครับ ในสหรัฐฯ ช่องทางสำคัญคือโปรแกรม Medicare และ Medicaid ของรัฐบาลกลาง ซึ่งเป็นทั้งแหล่งรายได้ขนาดใหญ่และแหล่งความเสี่ยงด้านราคาในเวลาเดียวกัน
พาร์ทเนอร์ที่โดดเด่นคือ Pfizer ซึ่งร่วมพัฒนาและขาย Eliquis ด้วยกัน นอกจากนี้ยังมี Merck ที่จ่าย royalty ให้ BMY สำหรับยา Winrevair รายได้จากพันธมิตรเหล่านี้รวมในส่วน alliance revenues ประมาณ 1,400 ล้านดอลลาร์ต่อปีครับ รายได้จากต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 30% ของรายได้รวม โดยไม่มีประเทศไหนนอกสหรัฐฯ เกิน 10% ของรายได้ทั้งหมด
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดตอนนี้คือ "สิทธิบัตรหมดอายุ" ครับ ยาในกลุ่ม Legacy Portfolio กำลังถูกกัดกินอย่างหนัก ดูจาก Revlimid ที่รายได้ลดลง 63% ในไตรมาส 1 ปี 2026 Sprycel ลด 58% และ Abraxane ลด 53% ล้วนเป็นผลจากยาชื่อสามัญเข้าตลาดหลังสิทธิบัตรหมดทั้งสิ้น Eliquis เองก็กำลังเผชิญความเสี่ยงเดียวกัน เพราะสิทธิบัตรในยุโรปจะหมดในพฤศจิกายน 2026 และมีการฟ้องร้องด้านสิทธิบัตรในหลายประเทศแล้ว
ความเสี่ยงจากนโยบายรัฐบาลสหรัฐฯ ก็หนักมากครับ กฎหมาย Inflation Reduction Act (IRA) ให้รัฐบาลกำหนดราคาสูงสุดที่จะจ่ายให้สำหรับยาในโปรแกรม Medicare ได้ โดย Eliquis ถูกกำหนดราคาแล้วตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 Pomalyst จะถูกกำหนดในปี 2027 และ Orencia ถูกเลือกให้เข้ากระบวนการเจรจาราคาในปี 2028 บริษัทยังทำข้อตกลงพิเศษกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม 2025 โดยยอมให้ Eliquis ฟรีแก่โปรแกรม Medicaid ในบางเงื่อนไข แลกกับการได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าชั่วคราวถึงปี 2029
หนี้สินระยะยาวอยู่ที่ประมาณ 42,900 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2025 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูง แม้ว่าบริษัทจะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งที่ประมาณ 14,200 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 ก็ตามครับ ในปี 2024 บริษัทขาดทุนสุทธิ 8,900 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่มาจากการตั้งค่าเผื่อด้อยค่าสินทรัพย์ที่ซื้อมา (Acquired IPRD และ Amortization) ซึ่งเป็นผลจากการซื้อกิจการหลายรายการก่อนหน้า
ความเสี่ยงด้านอื่นๆ ที่ filing ระบุไว้ ได้แก่ ความเสี่ยงจากคู่ค้าที่อาจผิดนัดหรือทำงานไม่ได้มาตรฐาน ความเสี่ยงด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ ความเสี่ยงด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมและ ESG รวมถึงความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน โดย BMY ระบุว่าค่าเงินสกุลหลักที่มีผลกระทบคือ Euro และ Yen ครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
BMY กำลังพยายามสร้างคลื่นลูกใหม่จากยาที่อยู่ในช่วงทดลองทางคลินิกครับ ยาที่น่าจับตาในระยะใกล้ได้แก่ mezigdomide (สำหรับมะเร็งเม็ดเลือดชนิด myeloma) ที่เพิ่งได้ผลบวกจาก Phase III และ iberdomide ที่ได้รับการยื่นคำขออนุมัติ (NDA) จาก FDA แล้ว รวมถึง Camzyos ที่โตแรงถึง 97% ในไตรมาส 1 ปี 2026 และ Cobenfy (สำหรับโรคจิตเภท) ที่โต 107% แม้ฐานยังเล็กอยู่
บริษัทระบุว่ามีแผนประหยัดต้นทุนประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีภายในสิ้นปี 2027 จากการปรับโครงสร้างองค์กรที่ประกาศในปี 2025 ซึ่งรวมถึงการปรับกระบวนการ R&D การผลิต และฝ่ายขายให้กระชับขึ้นครับ
โจทย์ใหญ่ที่สุดในระยะ 3-5 ปีข้างหน้าคือ ยาตัวใหม่จะสร้างรายได้ทดแทนได้เร็วพอก่อนที่ Eliquis และยาอื่นๆ ใน Legacy Portfolio จะหมดสิทธิบัตรหรือไม่ — นั่นคือคำถามหลักที่นักลงทุนต้องติดตามครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ไตรมาส 1 ปี 2026 รายได้รวม 11,489 ล้านดอลลาร์ โตประมาณ 3% จากปีก่อน โดย Growth Portfolio โต 12% แต่ถูกหักล้างบางส่วนด้วย Legacy Portfolio ที่ลด 6% GAAP EPS อยู่ที่ 1.31 ดอลลาร์ต่อหุ้น เพิ่มขึ้นจาก 1.20 ดอลลาร์ในปีก่อน ขณะที่ Non-GAAP EPS ลดลงจาก 1.80 เป็น 1.58 ดอลลาร์ ส่วนหนึ่งเพราะรายได้ royalty จากยาเบาหวานหมดลงปลายปี 2025 ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
เริ่มเลย →