Coda Octopus Group (CODA) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
Coda Octopus Group ทำอุปกรณ์และระบบเทคโนโลยีใต้น้ำ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนชัดเจนครับ
ส่วนแรกและใหญ่ที่สุดคือ Marine Technology Business — พูดง่ายๆ คือบริษัทออกแบบและผลิตโซนาร์ 3 มิติแบบเรียลไทม์ที่ชื่อว่า Echoscope® รวมถึงระบบช่วยดำน้ำที่ชื่อ DAVD (Diver Augmented Vision Display) ซึ่งเป็นแว่นแสดงข้อมูลให้นักดำน้ำดูได้ขณะอยู่ใต้น้ำ สิ่งที่ทำให้ Echoscope® ต่างจากโซนาร์ทั่วไปคือมันถ่ายภาพ 3 มิติของ "วัตถุที่กำลังเคลื่อนไหว" ได้แม้ในน้ำที่มองไม่เห็นอะไรเลย ซึ่งโซนาร์แบบ multibeam ทั่วไปทำไม่ได้ เพราะถูกออกแบบมาสำหรับสแกนพื้นทะเลเท่านั้น นอกจากนี้ยังขายผลิตภัณฑ์ใต้น้ำอื่นๆ เช่น ระบบนำทางเฉื่อย และระบบสื่อสารดิจิทัลใต้น้ำ โดยทุกอย่างออกแบบและผลิตเองภายในบริษัท
ส่วนที่สองคือ Acoustic Sensors and Materials Business (PAL) — เพิ่งเข้าซื้อกิจการ Precision Acoustics Limited มาในเดือนตุลาคม 2567 ครับ PAL ขายเซ็นเซอร์อะคูสติก วัสดุอะคูสติก และบริการให้คำปรึกษา รวมถึงให้บริการ calibration สำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ได้รับมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ซึ่งในสหราชอาณาจักรมีองค์กรที่ได้รับการรับรองนี้เพียงสองแห่งเท่านั้น
ส่วนที่สามคือ Defense Engineering Services Business — ทำชิ้นส่วนและระบบย่อยสำหรับโปรแกรมป้องกันประเทศขนาดใหญ่ ทำมาตั้งแต่ปี 2520 รองรับโปรแกรมระดับทศวรรษอย่าง Raytheon CIWS และ Northrop Grumman AQS-24
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
รายได้มาจาก 3 ส่วนครับ โดยแต่ละส่วนมีกลไกหาเงินต่างกัน
Marine Technology Business สร้างรายได้จาก 4 ช่องทางหลัก ได้แก่ การขายอุปกรณ์ (Equipment Sales), การเช่าอุปกรณ์ (Equipment Rental), การขายซอฟต์แวร์ และบริการ ในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (สิ้นสุด ก.ค. 2569) รายได้รวมของส่วนนี้อยู่ที่ประมาณ 9.57 ล้านดอลลาร์ โดยยอดขายอุปกรณ์อยู่ที่ 6.29 ล้านดอลลาร์ แต่ที่น่าสนใจมากคือรายได้จากการเช่า (Rental) พุ่งขึ้น 217% เป็น 2.21 ล้านดอลลาร์ เทียบกับแค่ 0.70 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน การที่รายได้ค่าเช่าโตแบบนี้ส่งผลให้ Gross Margin ของ segment นี้ดีขึ้นด้วย เพราะรายได้จากการเช่ามี margin สูงกว่าการขายฮาร์ดแวร์
Defense Engineering Services หาเงินจากสัญญากับ prime defense contractors เช่น Raytheon และ Northrop Grumman โดยโมเดลธุรกิจคือพัฒนาต้นแบบชิ้นส่วน → ผ่านการ validate → จากนั้นก็ได้สัญญาผลิต/ซ่อม/อัพเกรดไปตลอดอายุโปรแกรมซึ่งอาจยาวเป็นหลายสิบปี บริษัทระบุว่ามีสถานะ "sole source" สำหรับชิ้นส่วนที่ตัวเองออกแบบและจัดส่งเข้าโปรแกรมเหล่านี้ ทำให้รายได้มีความต่อเนื่องสูง
PAL รับรายได้จากการขายเซ็นเซอร์ วัสดุ และบริการ calibration ให้กับลูกค้าหลากหลายกลุ่มทั้งทางการแพทย์ ป้องกันประเทศ และสถาบันวิจัย
ในภาพรวม 9 เดือนแรกปีงบประมาณ 2569 รายได้รวมอยู่ที่ 21.33 ล้านดอลลาร์ โดยราว 55% มาจากลูกค้านอกสหรัฐฯ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งหลักของบริษัทคือเทคโนโลยีที่เป็นสิทธิบัตรและไม่มีคู่แข่งตรงๆ ครับ Echoscope® เป็นโซนาร์ตัวเดียวที่ถ่ายภาพ 3 มิติแบบเรียลไทม์ของวัตถุเคลื่อนไหวได้ในน้ำที่ทัศนวิสัยเป็นศูนย์ ซึ่งตอบโจทย์งานที่โซนาร์ mapping แบบ multibeam ทำไม่ได้ บริษัทออกแบบและผลิตเองทั้งหมด และมีนโยบายจดสิทธิบัตรอย่างต่อเนื่อง ส่วน DAVD ก็มีสิทธิบัตรที่ครอบคลุม concept การใช้แว่น augmented reality ในหน้ากากดำน้ำ
สำหรับ Defense Engineering Services สถานะ sole source ในชิ้นส่วนที่ตัวเองออกแบบสร้างฐานรายได้ที่คาดเดาได้และยาวนาน เพราะลูกค้าอย่าง Raytheon ไม่ง่ายที่จะเปลี่ยนซัพพลายเออร์กลางโปรแกรมที่ใช้งานมาหลายสิบปี
PAL เพิ่งเข้ามาเสริมด้วยการเป็น 1 ใน 2 องค์กรในสหราชอาณาจักรที่ได้รับรอง ISO/IEC 17025 สำหรับ ultrasonic free-field sensitivity calibration ซึ่งทั่วโลกมีเพียงไม่กี่แห่ง ความหายากนี้ทำให้ลูกค้าในกลุ่มที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น อุปกรณ์การแพทย์และงาน defense ไม่มีตัวเลือกมากนัก
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ฝั่ง Defense Engineering Services ลูกค้าหลักคือ prime defense contractors รายใหญ่ ได้แก่ Raytheon (โปรแกรม CIWS), Northrop Grumman (โปรแกรม AQS-24 Mine Hunting Systems), Atlas Electronics และ Thales Underwater บริษัทระบุว่าในปีงบประมาณใดก็ตาม ลูกค้ากลุ่มนี้อาจรวมกันสร้างรายได้ถึง 20-30% ของรายได้รวมทั้งบริษัท
ฝั่ง Marine Technology Business ลูกค้ากระจายอยู่ในหลายภูมิภาค โดยในไตรมาสล่าสุด (Q3 FY2026) ลูกค้าในสหรัฐฯ คิดเป็นราว 47.3% ของรายได้ฝั่ง product ส่วนลูกค้าในเอเชียและตะวันออกกลางรวมกันอยู่ที่ 1.2 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสนั้น PAL ให้บริการกลุ่มที่หลากหลายกว่า ครอบคลุมมหาวิทยาลัย สถาบัน R&D ลูกค้าทางการแพทย์ และงาน defense
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ลูกค้ากระจุกตัว ฝั่ง Defense Engineering Services พึ่งพา prime contractors กลุ่มเล็กมาก ซึ่งถ้า Raytheon หรือ Northrop ลดการสั่ง หรือโปรแกรมถูกตัดงบ รายได้ก็กระทบทันที และวงจรการจัดซื้อของรัฐบาลกลางเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก
ตลาด defense ใช้เวลานาน Echoscope® และ DAVD กำลังอยู่ระหว่างการ evaluate เพื่อเข้าโปรแกรม defense ครับ ซึ่งกว่าจะผ่านกระบวนการทดสอบ, ประมูล, และอนุมัติงบประมาณ อาจใช้เวลาหลายปี และก็ไม่มีการรับประกันว่าจะได้สัญญา
ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ในไตรมาส Q3 FY2026 รายได้จากเอเชียและตะวันออกกลางลดลงถึง 42.2% เหลือ 1.2 ล้านดอลลาร์จาก 2.1 ล้านดอลลาร์ โดยบริษัทระบุว่าสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์อิหร่านและการปิด Strait of Hormuz ซึ่งทำให้ลูกค้าในภูมิภาคชะลอการตัดสินใจซื้อ
ความเสี่ยงค่าเงิน รายได้เกินครึ่งมาจากนอกสหรัฐฯ และบริษัทมีบริษัทย่อยในสหราชอาณาจักร, เดนมาร์ก, และที่อื่นๆ ทำให้ผลลัพธ์ที่รายงานในดอลลาร์ผันผวนตามค่าเงิน Pound, Krone เทียบ USD อยู่เสมอ
ภาษีนำเข้า สินค้าที่ผลิตในสหราชอาณาจักรแล้วขายเข้าสหรัฐฯ ถูกเก็บภาษีนำเข้า 10% ในช่วง Q3 FY2026 ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคา
📊 ตัวชี้วัดการเติบโต
บริษัทมีกำไรและสร้าง cash flow จากการดำเนินงานได้แล้ว — ดูงบปกติได้เลยครับ
อย่างไรก็ตามมีจุดที่ควรติดตามเป็นพิเศษ คือสัดส่วนรายได้ค่าเช่า (Rental Revenue) ของ Marine Technology Business ที่โตจาก 0.70 ล้านดอลลาร์เป็น 2.21 ล้านดอลลาร์ (ช่วง 9 เดือน) บริษัทระบุว่าการเปลี่ยนสัดส่วนจากขายขาดมาเป็นให้เช่ามากขึ้น ส่งผลให้ Gross Margin ของ segment นี้ดีขึ้นจาก 72.6% เป็น 76.9% ซึ่งเป็นตัวเลขที่บ่งบอกทิศทางของโมเดลธุรกิจได้ชัดเจนครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
บริษัทระบุว่าโอกาสการเติบโตที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ตลาด defense ใต้น้ำครับ ซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานพาหนะไร้คนขับ (Unmanned Underwater Vehicles) ทั้งแบบมีคนควบคุมจากระยะไกลและแบบ autonomous ทุกแพลตฟอร์มเหล่านี้ต้องการ "ตา" ใต้น้ำ และ Echoscope® ก็ตอบโจทย์นั้นในฐานะ sensor ตัวเดียวที่ทำงานได้หลายอย่าง บริษัทยังระบุว่าการลดจำนวน sensor บนยานช่วยลด SWaP (Size, Weight, Power) ซึ่งส่งผลให้ยานบินได้นานขึ้น
ในปีงบประมาณ 2568 บริษัทเพิ่งเปิดตัว Echoscope PIPE NANO Gen Series® ซึ่งเป็นโซนาร์ขนาดเล็กกว่าสมาร์ทโฟนเล็กน้อย โดยบริษัทระบุว่ามีการทดลองใช้งานกับยานป้องกันประเทศใต้น้ำหลายครั้งและประสบความสำเร็จ ซึ่งเปิดประตูให้เข้าสู่ตลาด underwater vehicle ขนาดเล็กที่กำลังเติบโตได้
PAL เองก็มีโปรเจกต์พัฒนา product line สำคัญที่เคยพึ่งซัพพลายเออร์ภายนอก ให้สามารถผลิตเองได้ภายในกลุ่ม ซึ่งจะเพิ่มระดับ vertical integration และลดการพึ่งพาภายนอกครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ในช่วง 9 เดือนแรกปีงบประมาณ 2569 (สิ้นสุด ก.ค. 2569) รายได้รวมเติบโต 10.6% เป็น 21.33 ล้านดอลลาร์ และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 29.4% เป็น 4.02 ล้านดอลลาร์ ส่วน Operating Income โตแรงที่ 38.6% Gross Margin ของ Marine Technology Business อยู่ที่ 76.9%, PAL ที่ 57.7% และ Defense Engineering Services ที่ 55.5% — ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ CODA →