Conocophillips (COP) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
ConocoPhillips หรือ COP คือบริษัทสำรวจและผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (Exploration & Production หรือ E&P) ที่ใหญ่ที่สุดในฐานะบริษัทอิสระที่ไม่ได้ทำธุรกิจปิโตรเคมีหรือโรงกลั่น พูดง่ายๆ คือ COP ขุดน้ำมันและก๊าซขึ้นมาจากใต้ดิน แล้วขายออกไป — จบตรงนั้น ไม่ได้ต่อสายไปถึงปั๊มน้ำมันหรือโรงงานเคมีครับ
บริษัทตั้งสำนักงานใหญ่ที่ฮูสตัน เท็กซัส และมีการดำเนินงานใน 14 ประเทศทั่วโลก ณ สิ้นปี 2025 มีพนักงานประมาณ 9,900 คน และสินทรัพย์รวมอยู่ที่ประมาณ 122,000 ล้านดอลลาร์ การผลิตรวมทั้งปี 2025 อยู่ที่ 2,375 MBOED (หน่วยนี้คือพันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันต่อวัน) ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ใหญ่มากสำหรับบริษัท E&P อิสระครับ
COP แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 5 กลุ่มตามภูมิภาค ได้แก่ อลาสก้า, Lower 48 (สหรัฐฯ แผ่นดินใหญ่), แคนาดา, ยุโรป-ตะวันออกกลาง-แอฟริกาเหนือ (EMENA) และเอเชียแปซิฟิก โดยกลุ่ม Lower 48 เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด คิดเป็น 67% ของการผลิตของเหลวทั้งหมด และ 74% ของการผลิตก๊าซธรรมชาติครับ
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
เงินของ COP มาจากการขายน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ NGL (ของเหลวที่ได้จากก๊าซธรรมชาติ) บิทูเมน และ LNG ที่ตัวเองขุดขึ้นมาได้ครับ รายได้จากการขายและรายได้จากการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 15,800 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมทั้งรายได้จากการขายสินค้าที่ซื้อมาขายต่อ (Purchased Commodities) ด้วย
ถ้าแยกตามกลุ่ม จะเห็นว่า Lower 48 ทำรายได้ก่อนหักภาษีประมาณ 11,080 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 1 ปี 2026 กลุ่ม EMENA ทำได้ 1,627 ล้าน อลาสก้า 1,523 ล้าน แคนาดา 1,017 ล้าน และเอเชียแปซิฟิก 501 ล้านดอลลาร์ครับ
กลไกหาเงินจริงๆ คือผลิตให้ได้ปริมาณมากด้วยต้นทุนต่อบาร์เรลที่ต่ำ แล้วขายในราคาตลาดโลก กำไรก็คือส่วนต่างระหว่างราคาขายกับต้นทุนการผลิตบวกค่าใช้จ่ายต่างๆ ถ้าราคาน้ำมันโลกสูง COP ก็ได้มาก ถ้าราคาตก กำไรก็หดตามครับ นี่คือธรรมชาติของธุรกิจ E&P ที่ต้องเข้าใจก่อนเลยครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งหลักของ COP คือการมี "สำรองพิสูจน์แล้ว" (Proved Reserves) ที่ใหญ่มาก ณ สิ้นปี 2025 มีสำรองรวมทั้งหมดประมาณ 7,637 ล้านบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมัน (MMBOE) ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 6,758 ล้านในปี 2023 และประมาณ 84% ของสำรองเหล่านี้อยู่ในประเทศสมาชิก OECD ที่มีความมั่นคงทางการเมืองสูงครับ
นอกจากนี้ COP เน้นย้ำในเอกสาร Filing ว่าพอร์ตโฟลิโอของตัวเองมี "ต้นทุนอุปทานต่ำ" (Low Cost of Supply) ซึ่งหมายความว่าแม้ราคาน้ำมันจะลดลง บริษัทก็ยังสามารถทำกำไรได้ก่อนคู่แข่งที่มีต้นทุนสูงกว่า โดยพอร์ตครอบคลุมทั้งแหล่งที่ไม่ธรรมดา (Unconventional) ในอเมริกาเหนือ, แหล่งดั้งเดิม (Conventional) ในหลายทวีป, และ LNG ที่มีสัญญาระยะยาวครับ
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ COP เป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดในอลาสก้า และมีความเชี่ยวชาญในแหล่ง Unconventional ของ Lower 48 ที่มีวงจรการพัฒนาสั้น (Short Cycle Time) ทำให้สามารถปรับแผนการลงทุนได้เร็วกว่าแหล่งที่ต้องใช้เวลาพัฒนาหลายปีครับ
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ในแง่ลูกค้า COP ขายสินค้าให้กับโรงกลั่นและผู้ค้าสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก เอกสาร Filing ไม่ได้ระบุลูกค้ารายใหญ่เฉพาะเจาะจงในส่วนที่ให้มา แต่จากการที่น้ำมันจากอลาสก้าถูกส่งไปยังโรงกลั่นบนชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ เป็นหลักนั้น ก็พอเห็นทิศทางตลาดครับ
ในแง่พาร์ทเนอร์ ที่น่าสังเกตคือ COP ถือหุ้น 29.5% ในท่อส่งน้ำมัน Trans-Alaska Pipeline System (TAPS) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันจากอลาสก้า และที่แหล่ง Prudhoe Bay ที่ใหญ่ที่สุด บริษัทถือหุ้น 36.5% โดย Hilcorp เป็นผู้ดำเนินการ นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในโรงงาน LNG ในกาตาร์ร่วมกับ QatarEnergy ด้วยครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงแรกและใหญ่ที่สุดคือ ราคาน้ำมันและก๊าซ ครับ รายได้ของ COP ขึ้นตรงกับราคาตลาดโลกซึ่งบริษัทควบคุมไม่ได้เลย ดูได้จากไตรมาส 1 ปี 2026 ที่ราคาก๊าซธรรมชาติใน Lower 48 ลดลงจาก 2.65 ดอลลาร์ต่อ MCF เหลือ 1.19 ดอลลาร์ต่อ MCF เทียบปีต่อปี กดให้กำไรกลุ่ม Lower 48 หายไปเกือบ 400 ล้านดอลลาร์จากปีก่อนครับ
ความเสี่ยงที่สองคือ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ในไตรมาส 1 ปี 2026 บริษัทถอด "กาตาร์" ออกจากการประมาณการผลิตไตรมาส 2 เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ QatarEnergy ต้องลดการผลิต LNG ที่แหล่ง Ras Laffan และ COP มีการลงทุนใน LNG ที่นั่นด้วย แม้โครงสร้างยังไม่เสียหาย แต่ความไม่แน่นอนยังมีอยู่ครับ
ความเสี่ยงที่สามคือ ความเสี่ยงจากการซื้อกิจการ เอกสาร Filing ระบุว่ามีความเสี่ยงจากการที่สินทรัพย์ที่ซื้อมาอาจไม่ได้ผลตอบแทนตามคาด, อาจพบหนี้สินแฝงที่ไม่รู้มาก่อน หรืออาจมีปัญหาในการรวมการดำเนินงาน ซึ่งตรงกับกรณีการซื้อ Marathon Oil ที่ส่งผลให้ค่าเสื่อม (DD&A) เพิ่มขึ้นในปี 2026 จากการปรับราคาซื้อขั้นสุดท้ายครับ
ความเสี่ยงที่สี่คือ เรื่องการจ่ายเงินคืนผู้ถือหุ้น คณะกรรมการบริษัทมีอิสระในการตัดสินใจจ่ายหรือไม่จ่ายเงินปันผล และอาจระงับโครงการซื้อหุ้นคืนได้ตลอดเวลา เหมือนที่เคยทำในปี 2020 ช่วงที่ราคาน้ำมันตกครับ แม้ปัจจุบันจะยังมีวงเงินซื้อหุ้นคืนอีก 25,700 ล้านดอลลาร์ แต่ไม่ได้ผูกพันว่าต้องใช้ทั้งหมดครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
โครงการที่น่าติดตามมากที่สุดคือ Willow Project ในอลาสก้าครับ บริษัทประกาศ Final Investment Decision (FID) ในเดือนธันวาคม 2023 และ ณ ไตรมาส 1 ปี 2026 โครงการทำได้ถึง 50% แล้ว โรงงานประมวลผลกำลังผลิตและคาดว่าจะขนส่งไปยัง North Slope ในปี 2027 บริษัทระบุว่า Willow คาดว่าจะเริ่มผลิตน้ำมันได้ในต้นปี 2029 ซึ่งถ้าสำเร็จก็จะเพิ่มกำลังการผลิตของ COP อีกอย่างมีนัยสำคัญครับ
นอกจากนี้ COP ยังขยายโครงการในแคนาดา โดยที่ Surmont เริ่มเจาะ Pad ใหม่ในปี 2025 และที่ Montney ก็มีบ่อใหม่มาช่วยชดเชยการลดลงจาก Surmont บริษัทระบุว่างบลงทุนปี 2026 จะอยู่ที่ 12,000 ถึง 12,500 ล้านดอลลาร์ และยังคงเป้าการผลิตทั้งปีที่ 2,295 ถึง 2,325 MMBOED โดยปรับลดลงเล็กน้อยจากผลกระทบของกาตาร์และค่าลิขสิทธิ์ที่ Surmont ที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ไตรมาส 1 ปี 2026 COP รายงาน EPS ที่ 1.78 ดอลลาร์ต่อหุ้น มีกำไรสุทธิ 2,183 ล้านดอลลาร์ ลดลงจาก 2,849 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ประมาณ 15,761 ล้านดอลลาร์ ลดลงราว 5% เมื่อเทียบปีต่อปี ส่วนหนึ่งมาจากราคาก๊าซที่ต่ำลงและปริมาณผลิตที่ลดลงตามวัฏจักรธรรมชาติของแหล่งผลิต ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
เริ่มเลย →