Core Scientific (CORZ) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
Core Scientific ออกแบบ สร้าง และดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาสำหรับงานคำนวณที่กินไฟสูงเป็นพิเศษ ครับ พูดง่ายๆ คือบริษัทไม่ได้สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไปที่ฝากเซิร์ฟเวอร์ธรรมดา แต่สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับงานหนักอย่าง AI และ High-Performance Computing ที่ต้องการไฟฟ้าต่อ rack สูงถึง 50–100+ กิโลวัตต์ขึ้นไป เทียบกับดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไปที่อยู่แค่ 5–15 กิโลวัตต์ต่อ rack
ณ สิ้นปี 2025 บริษัทมีดาต้าเซ็นเตอร์ 10 แห่งใน 7 รัฐของสหรัฐฯ ได้แก่ อลาบามา จอร์เจีย เคนตักกี้ นอร์ทแคโรไลนา นอร์ทดาโคตา โอคลาโฮมา และเท็กซัส รวม capacity ที่ให้เช่าลูกค้าได้ประมาณ 920 เมกะวัตต์ และมีกำลังไฟจากสายส่งรวมประมาณ 1.4 กิกะวัตต์ บริษัทดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2017 โดยเริ่มจากการขุด Bitcoin เป็นหลัก แต่ตั้งแต่ปี 2024 ประกาศชัดว่าจะเปลี่ยนทิศทางมาโฟกัสที่ธุรกิจให้เช่าพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์ความหนาแน่นสูง (High-Density Colocation หรือ HDC) แทน
ปัจจุบันบริษัทแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 segment คือ (1) Colocation — ให้เช่าพื้นที่ ไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานแก่ลูกค้าที่นำเครื่อง AI/HPC มาติดตั้งเอง (2) Digital Asset Self-Mining — ขุด Bitcoin ด้วยเครื่องของบริษัทเอง และ (3) Digital Asset Hosted Mining — ให้บริการพื้นที่และไฟฟ้าแก่ลูกค้าที่ต้องการขุด Bitcoin แต่ segment นี้จะค่อยๆ ถูก phase out ออกไปตามแผนการเปลี่ยนผ่านครับ
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
ในปี 2025 รายได้ส่วนใหญ่ยังมาจากการขุด Bitcoin เพื่อบัญชีของบริษัทเอง (Self-Mining) ซึ่งบริษัทได้รับรางวัลเป็น Bitcoin จากการ validate transaction บนเครือข่าย Bitcoin แล้วขายออกเป็นเงินสด รายได้ segment นี้ผันผวนตามราคา Bitcoin และความยากของ network โดยตรง
ส่วน Colocation segment เพิ่งเริ่มสร้างรายได้อย่างจริงจัง รูปแบบคือลูกค้าจ่ายค่า fixed payment ตามกำลังไฟฟ้าที่จองไว้ (take-or-pay) บวกค่า variable payment รายเดือน สัญญามักเป็นแบบระยะยาว 10 ปีขึ้นไป และลูกค้าจ่ายไม่ว่าจะใช้งานเต็มที่หรือไม่ก็ตาม ทำให้บริษัทมองเห็นรายได้ล่วงหน้าได้ชัดเจนกว่า Self-Mining มาก
ไตรมาสแรกปี 2026 บริษัทมีรายได้รวม 115.2 ล้านดอลลาร์ โดยรายได้ Colocation เพิ่มขึ้นจากการ deliver capacity ให้ลูกค้าได้มากขึ้น ขณะที่รายได้ Self-Mining ลดลงจากทั้งปริมาณ Bitcoin ที่ขุดได้น้อยลงและราคา Bitcoin ที่ต่ำลงในช่วงนั้น บริษัทระบุว่าคาดว่า HDC Colocation จะกลายเป็นแหล่งรายได้หลักในปี 2026 และตั้งใจจะแปลงทุก megawatt ในพอร์ตมาเป็น HDC ภายใน 3 ปีครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งที่เป็นรูปธรรมที่สุดของ Core Scientific คือการถือครองกำลังไฟฟ้าจำนวนมากที่ได้จองไว้กับสาธารณูปโภคในสหรัฐฯ แล้ว ครับ บริษัทระบุว่าการได้มาซึ่งกำลังไฟฟ้าขนาดใหญ่นั้นยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสาธารณูปโภคหลายแห่งเริ่มตั้งเงื่อนไขเข้มงวด เช่น ต้องวางหลักประกันจำนวนมาก มีข้อผูกพัน minimum demand และต้องพิสูจน์ความพร้อมในการก่อสร้างก่อนจะได้รับการจัดสรรไฟ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนที่มีไฟฟ้าอยู่แล้วอย่าง Core Scientific อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบ
อีกจุดหนึ่งคือประสบการณ์ในการสร้างและดูแลโครงสร้างพื้นฐานที่กินไฟสูงมาตั้งแต่ยุคขุด Bitcoin บริษัทบอกว่าการขุด Bitcoin ต้องการการออกแบบระบบไฟฟ้าขนาดใหญ่ ระบบระบายความร้อนเฉพาะทาง และการประสานงานกับสาธารณูปโภคอย่างต่อเนื่อง ทักษะเหล่านี้ตรงกับสิ่งที่ต้องใช้ในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับ AI workload พอดี
นอกจากนี้สัญญา HDC ที่บริษัทใช้เป็นแบบ take-or-pay ระยะยาว 10+ ปี ช่วยให้รายได้ฝั่ง Colocation มีความแน่นอนสูงกว่ารายได้จากการขุด Bitcoin ซึ่งขึ้นอยู่กับราคาตลาดที่ควบคุมไม่ได้เลยครับ
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ณ ตอนนี้ ลูกค้า Colocation รายเดียวของบริษัทคือ CoreWeave ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ HPC cloud ครับ สัญญาเริ่มจาก 16 MW ที่ออสติน เท็กซัส ในเดือนกุมภาพันธ์ 2024 และขยายขึ้นเรื่อยๆ ผ่านการใช้สิทธิ option หลายรอบ จนถึงประมาณ 590 MW ของ leased customer power capacity รวมทั้งหมด ซึ่งนับเป็นขนาดสัญญาที่ใหญ่มากในอุตสาหกรรม
มีรายละเอียดที่น่าสังเกตในไตรมาสแรกปี 2026 คือ CoreWeave แจ้งว่าจะโอนสิทธิ์ภายใต้สัญญาบางส่วน (Dalton 1 และ Denton North) ไปยัง special purpose vehicle ของ CoreWeave แต่บริษัทระบุว่า CoreWeave ยังคงเป็น primary obligor ภายใต้สัญญาอยู่ การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นพร้อมกับ CoreWeave ได้รับ commitment จากลูกค้าของตัวเองจนหนี้ที่ออกโดย SPV นั้นได้รับ investment grade rating
สำหรับฝั่ง Hosted Mining ยังมีลูกค้าขุด Bitcoin รายเล็กรายน้อยอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติมใน filing ครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงแรกและหนักที่สุดตอนนี้คือการพึ่งพิง CoreWeave รายเดียว 100% สำหรับรายได้ทั้งหมดของ Colocation segment ครับ ถ้า CoreWeave มีปัญหาในการชำระเงิน ยกเลิกสัญญา หรือปรับเปลี่ยน deployment schedule รายได้ที่บริษัทคาดหวังก็อาจสะดุดได้ทันที ตอนนี้บริษัทอยู่ระหว่างหาลูกค้าใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง แต่ยังไม่ได้ระบุใน filing ว่ามีสัญญาใหม่เกิดขึ้นแล้ว
ความเสี่ยงที่สองคือความเสี่ยงด้านการก่อสร้างและ delivery ครับ การแปลงดาต้าเซ็นเตอร์จากขุด Bitcoin มาเป็น AI HDC ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะทางอย่าง high-voltage transformer, switchgear, generator และระบบระบายความร้อนแบบ liquid-cooled ซึ่งมี lead time 12–18 เดือนขึ้นไป ถ้า deliver ช้า รายได้ Colocation ก็จะล่าช้าตามไปด้วย และมีค่าใช้จ่ายจาก tariff ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บบนสินค้านำเข้าบางประเภทที่ส่งผลต่อต้นทุนโครงการที่บริษัทต้องออกเองด้วย
ความเสี่ยงที่สามคือการแบกรับ Self-Mining ระหว่างการเปลี่ยนผ่าน รายได้จากการขุด Bitcoin ขึ้นอยู่กับราคา Bitcoin ที่ผันผวนสูง network hash rate ทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และค่าไฟฟ้าที่เป็นต้นทุนหลัก ถ้าราคา Bitcoin ต่ำลงพร้อมกับ network difficulty สูงขึ้น margin ฝั่งนี้จะบีบลงมากในช่วงที่ HDC ยังไม่ได้ generate รายได้เต็มที่
ความเสี่ยงสุดท้ายที่น่าจับตาคือภาระหนี้ใหม่ครับ ในช่วงต้นปี 2026 บริษัทออก senior secured notes มูลค่า 3.3 พันล้านดอลลาร์ อัตราดอกเบี้ย 7.75% ครบกำหนดปี 2031 ซึ่งเป็นตัวเลขใหญ่มากเมื่อเทียบกับขนาดรายได้ปัจจุบัน บริษัทต้องสร้างกระแสเงินสดจาก Colocation ได้เพียงพอเพื่อ service หนี้ก้อนนี้ในระยะยาวครับ
📊 ตัวชี้วัดการเติบโต
บริษัทอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและยังขาดทุนในระดับ GAAP ดังนั้นตัวชี้วัดที่ควรติดตามมีดังนี้ครับ
Billable Customer Power Capacity (MW): นี่คือตัวชี้วัดหลักของ Colocation ครับ ยิ่ง deliver MW ให้ลูกค้าได้มาก รายได้ก็ยิ่งเพิ่ม ตอนนี้สัญญากับ CoreWeave รวม 590 MW แต่ capacity ที่ "billable" จริงยังน้อยกว่านั้น เพราะบางส่วนยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง
Adjusted EBITDA: ไตรมาสแรกปี 2026 อยู่ที่ 4.4 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก -6.1 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันปีก่อน บริษัทใช้ตัวเลขนี้เป็นตัวชี้วัด operating performance หลักแทน GAAP net income ซึ่งได้รับผลกระทบจาก non-cash items ขนาดใหญ่ เช่น impairment charges 266.5 ล้านดอลลาร์จากอุปกรณ์ขุด Bitcoin ในไตรมาสนี้
Total Leasable Customer Power Capacity: ณ มีนาคม 2026 อยู่ที่ 1.3 GW (เพิ่มจาก 920 MW ณ สิ้นปี 2025) บริษัทระบุว่าอยู่ระหว่างพัฒนาพื้นที่เพิ่มเติมในเท็กซัส (ขยายจาก 3 แห่งเป็น 4 แห่ง) และกำลังคุยกับสาธารณูปโภคเพื่อขอกำลังไฟเพิ่ม
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
บริษัทระบุชัดว่าจะแปลงทุก megawatt ในพอร์ตมาเป็น High-Density Colocation ภายใน 3 ปีครับ ซึ่งหมายความว่า Self-Mining จะค่อยๆ หายไปจากรายได้ และ Colocation จะเข้ามาแทนที่เป็น revenue หลัก เป้าหมายคือสัญญา take-or-pay ระยะยาวที่ให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอและคาดเดาได้มากกว่าการขุด Bitcoin ที่ผันผวนตามตลาด
บริษัทยังบอกว่ากำลังมองหาที่ดินและกำลังไฟใหม่เพื่อขยายพอร์ตเกินกว่าที่มีอยู่ และอยู่ระหว่างคุยกับลูกค้า Colocation รายใหม่เพื่อลดการพึ่งพา CoreWeave รายเดียว อย่างไรก็ตาม filing ยังไม่ได้ระบุว่ามีสัญญาลูกค้าใหม่เกิดขึ้นแล้ว
ส่วนเรื่องการเงิน การออก senior secured notes 3.3 พันล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม 2026 บริษัทระบุว่าจะนำไปใช้พัฒนาโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง เป็นการล็อก funding ไว้ล่วงหน้า แต่ก็มาพร้อมกับ completion guarantee ที่บริษัทต้องรับผิดชอบถ้า proceed ไม่พอสร้างให้เสร็จครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ไตรมาสแรกปี 2026 รายได้รวม 115.2 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น ~45% จาก 79.5 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันปีก่อน ขับเคลื่อนโดย Colocation revenue ที่เพิ่มขึ้น แต่ขาดทุนสุทธิ GAAP อยู่ที่ 347.2 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่มาจาก impairment charge non-cash 266.5 ล้านดอลลาร์บนอุปกรณ์ขุด Bitcoin ส่วน Adjusted EBITDA พลิกมาเป็น +4.4 ล้านดอลลาร์จาก -6.1 ล้านดอลลาร์ปีก่อน ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
เริ่มเลย →