DANA (DAN) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
Dana คือบริษัทที่ผลิตระบบส่งกำลังและระบบจัดการพลังงานสำหรับยานยนต์บนถนน (on-highway vehicles) ครับ พูดง่ายๆ คือเราทำชิ้นส่วนที่ทำให้รถบรรทุก รถ SUV รถกระบะ และรถตู้ขับเคลื่อนได้ กลุ่ม drive systems ที่เป็นหัวใจเดิมของบริษัทประกอบด้วย axles, driveshafts และ transmissions ครับ นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม sealing และ thermal products รวมถึงไลน์ electrification อย่าง motors, inverters, controllers, e-sealing, e-thermal และ digital solutions ที่รองรับทั้งรถ ICE, hybrid และ EV ครับ บริษัทระบุว่าจัดส่งสินค้าให้ OEM เกือบทุกรายบนถนนทั่วโลก ณ สิ้นปี 2025 มีพนักงานประมาณ 26,900 คน และ ณ 30 มิถุนายน 2026 มีประมาณ 27,300 คน ดำเนินงานอยู่ใน 24 ประเทศครับ
ปี 2025 บริษัทจัดโครงสร้างใหม่เหลือ 2 operating segments คือ Light Vehicle Drive Systems และ Commercial Vehicle Drive and Motion Systems ครับ ส่วนธุรกิจ Off-Highway (รถที่ใช้งานนอกถนน เช่น ก่อสร้าง เหมืองแร่ และเกษตร) ถูกขายให้ Allison Transmission Holdings ปิดดีลวันที่ 1 มกราคม 2026 แล้ว และถูกนำออกไปแสดงเป็น discontinued operations ครับ ดังนั้นตัวเลขที่ใช้วิเคราะห์ในตอนนี้จะเป็นเฉพาะธุรกิจ on-highway ครับ
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
ตอนนี้รายได้ทั้งหมดมาจาก 2 segment หลักครับ ปี 2025 Light Vehicle ทำยอดขายได้ 5,217 ล้านดอลลาร์ หรือ 70% ของรวม และ Commercial Vehicle ได้ 2,283 ล้านดอลลาร์ หรือ 30% ครับ รวมทั้งปีอยู่ที่ 7,500 ล้านดอลลาร์ ส่วนครึ่งแรกปี 2026 ยอดขายรวม 3,878 ล้านดอลลาร์ โดย Light Vehicle ยังสัดส่วนประมาณ 68% ครับ
กลไกการหาเงินคือการขายชิ้นส่วนให้ OEM ตั้งแต่ตอนที่ลูกค้ากำลังผลิตรถรุ่นนั้น ซึ่งหมายความว่าเมื่อรถรุ่นที่เราใส่ชิ้นส่วนขายดี ยอดของเราก็ไปด้วยครับ ตัวเลขในเอกสารบอกว่า Light Vehicle ใช้กับ light trucks (full frame), SUVs, crossover, utility vans, sports cars และ super sports cars ส่วน Commercial Vehicle ใช้กับ medium duty trucks, heavy duty trucks, buses และ specialty vehicles ครับ อีกส่วนคือ aftermarket ที่ขายผ่านแบรนด์ Dana, Spicer, Spicer Electrified, Victor Reinz, Glaser, GWB, Thompson, Tru-Cool, SVL และ Transejes ครับ ในแง่ภูมิศาสตร์ ครึ่งแรกปี 2026 ยอดขายจากอเมริกาเหนือ 2,286 ล้านดอลลาร์ ยุโรป 819 ล้านดอลลาร์ อเมริกาใต้ 360 ล้านดอลลาร์ และเอเชียแปซิฟิก 413 ล้านดอลลาร์ครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งแรกคือความกว้างของสินค้าครับ บริษัทครอบคลุมทั้งระบบขับเคลื่อนแบบเดิม ระบบ electrification และระบบ thermal ทำให้ลูกค้าที่กำลังเปลี่ยนจาก ICE ไป hybrid หรือ EV สามารถหาซัพพลายเออร์รายเดียวสำหรับหลายส่วนได้ ซึ่งบริษัทบอกว่าเป็นจุดขายที่สำคัญครับ
จุดแข็งที่สองคือการกระจายตลาด บริษัทบอกว่าการมีลูกค้าทั้งรถเบาและรถหนัก และมีหลายภูมิภาคช่วยให้ยอดรวมมีเสถียรภาพขึ้นเมื่อวงจรของแต่ละตลาดไม่ตรงกันครับ จุดแข็งที่สามคือการกลับมาคุมต้นทุนได้มากขึ้น บริษัทตั้งเป้าประหยัดต้นทุนรายปีได้ 325 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2026 โดยปี 2025 ทำได้แล้วประมาณ 260 ล้านดอลลาร์ ส่วนอีก 65 ล้านดอลลาร์จะเกิดในปี 2026 ครับ ผลคือ gross margin ครึ่งแรกปี 2026 ขยับจาก 6.9% เป็น 9.8% ครับ และยังมีจุดแข็งเรื่องการผลักภาระต้นทุนวัตถุดิบไปยังลูกค้าครับ เอกสารระบุว่าสัญญาหลักกับลูกค้าส่วนใหญ่มีกลไกแชร์การเปลี่ยนแปลงราคาวัตถุดิบตาม commodity index แม้จะมีช่วงเวลาหน่วง (lag) ประมาณ 90 วันครับ
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ฝั่ง Light Vehicle ลูกค้าหลักที่เอกสารระบุคือ Ford Motor Company, Stellantis N.V. (ผ่านความสัมพันธ์แบบ directed supply), Toyota Motor Corporation, กลุ่ม Renault-Nissan-Mitsubishi Alliance, Tata Motors (รวม Jaguar Land Rover), General Motors, Volkswagen AG, Benteler Group, Suzuki Motor Corporation และ Mercedes-Benz Group AG ครับ ฝั่ง Commercial Vehicle ลูกค้าหลักได้แก่ PACCAR, Traton SE, AB Volvo, Daimler Truck AB, Ford, CNH Industrial, Stellantis, Hinduja Group, Toyota และ Oshkosh Corporation ครับ
ที่ต้องจับตาคือการพึ่งพาลูกค้าไม่กี่ราย เอกสารระบุว่าลูกค้า 10 รายแรกรวมกันคิดเป็น 76% ของยอดขายปี 2025 ครับ นั่นหมายความว่าการเปลี่ยนแปลงการสั่งซื้อของลูกค้ารายใหญ่ส่งผลกับบริษัทมากเป็นพิเศษ ส่วนพาร์ทเนอร์สำคัญอีกรายในอนาคตคือ Eaton ซึ่งเป็นคู่สัญญาในดีลควบรวมธุรกิจ Mobility ที่จะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไปครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงแรกคือเรื่องลูกค้ารายใหญ่ตามที่กล่าวไปแล้วครับ ถ้าลูกค้าลดรุ่นรถที่ใช้ชิ้นส่วนของเรา หรือเจอปัญหาการเงินเอง ผลกระทบจะตรงกับยอดขายทันทีครับ
ความเสี่ยงที่สองคือ EV ที่ยังไม่โตตามคาด เอกสารระบุว่าในครึ่งแรกปี 2026 บริษัทบันทึกค่าใช้จ่าย 59 ล้านดอลลาร์จากโครงการ EV ที่ลูกค้ายกเลิกหรือปริมาณลดลงอย่างมาก และ Light Vehicle เจอแรงกดดันจากคำสั่งซื้อ EV ที่ลดลงทั้งในยุโรปและเอเชียแปซิฟิกครับ
ความเสี่ยงที่สามคือภาษีนำเข้า เอกสารระบุว่าศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินยกเลิกภาษีบางส่วนเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2026 แต่รัฐบาลประกาศจะใช้กฎหมายอื่นเก็บภาษีแทน ทำให้ความไม่แน่นอนยังสูงครับ ครึ่งแรกปี 2026 บริษัทต้องแบกต้นทุนภาษีนำเข้าเพิ่มประมาณ 50 ล้านดอลลาร์ครับ
ความเสี่ยงที่สี่คือวัตถุดิบ บริษัทระบุว่าวัตถุดิบหลักคือเหล็ก อลูมิเนียม ทองแดง ทองเหลือง และ rare earth ครับ และมีต้นทุนบางอย่างที่ไม่สามารถผลักให้ลูกค้าได้ชัดเจน เช่น ค่าแรง ค่าพลังงาน และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น (non-material inflation) ครับ
ความเสี่ยงที่ห้าคือค่าเงินและประเทศ ครึ่งแรกปี 2026 ยอดขายประมาณ 44% มาจากนอกสหรัฐฯ ครับ ส่วนอาร์เจนตินาคิดเป็นประมาณ 3% ของยอดขาย และเอกสารระบุว่ามีการจำกัดทางการค้าที่ทำให้การปรับการดำเนินงานทำได้ยากครับ
ความเสี่ยงที่หกคือวงจรของรถบรรทุก ครึ่งแรกปี 2026 การผลิต Class 8 ในอเมริกาเหนือลดลง 17% และ Class 5-7 ลดลง 16% ครับ ซึ่งกระทบ Commercial Vehicle โดยตรงครับ
ความเสี่ยงที่เจ็ดคือหนี้และดอกเบี้ย ค่าดอกเบี้ยเฉลี่ยครึ่งแรกปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 6.4% เทียบกับ 5.6% ปีก่อนครับ แม้บริษัทกำลังลดหนี้ แต่ดอกเบี้ยขาขึ้นยังกระทบการขยายตัวและการทำดีลได้ครับ
สุดท้ายคือดีล Eaton เองครับ ดีลนี้ต้องได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้น Dana และหน่วยงานกำกับ หากล้มเหลว Dana อาจต้องจ่ายค่าปรับ 159 ล้านดอลลาร์ และหากผู้ถือหุ้นโหวตไม่เห็นด้วย ต้องชดเชยค่าใช้จ่ายให้ Eaton สูงสุด 20 ล้านดอลลาร์ครับ
📊 ตัวชี้วัดการเติบโต
บริษัทไม่ได้ใช้ ARR หรือ NRR ครับ ตัวชี้วัดที่เอกสารระบุชัดคือ net new business backlog ประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ที่ถูกนำมาใช้ในการคาดการณ์ยอดขายปี 2026 ครับ บริษัทระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มยอดขาย 7,650 ถึง 7,850 ล้านดอลลาร์ (ข้อความในเอกสารถูกตัดบางส่วน จึงควรดูรายละเอียดเต็มในส่วน Outlook) ครับ นอกจากนี้บริษัทใช้ adjusted EBITDA เป็นตัวชี้วัดหลักของการดำเนินงาน ซึ่งเป็น non-GAAP ที่บริษัทตั้งเป้าไว้ 800 ถึง 850 ล้านดอลลาร์ปี 2026 ครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
เรื่องใหญ่ที่สุดคือดีล Eaton Mobility ครับ เป็นการเข้าซื้อธุรกิจ Vehicle และ eMobility ของ Eaton ผ่านโครงสร้าง Reverse Morris Trust ครับ บริษัทระบุว่าหลังดีลเสร็จ ผู้ถือหุ้นเดิมของ Eaton จะถือหุ้นใน SpinCo อย่างน้อย 50.1% และผู้ถือหุ้นเดิมของ Dana จะถือไม่เกิน 49.9% ครับ Eaton จะได้รับเงินสดประมาณ 1,100 ล้านดอลลาร์ และบริษัทคาดว่าจะปิดดีลในไตรมาสแรกของปี 2027 ครับ ถ้าเราเป็นเจ้าของธุรกิจนี้ เรื่องที่ควรดูคือดีลนี้จะเพิ่มขนาดและกลุ่ม electrification ได้จริงหรือไม่ และหนี้ที่เพิ่มขึ้นจะคุมได้แค่ไหนครับ
ด้านการคืนทุนให้ผู้ถือหุ้น คณะกรรมการอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพิ่มเป็นรวม 2,000 ล้านดอลลาร์ถึงสิ้นปี 2030 จากเดิม 1,000 ล้านดอลลาร์ถึงปี 2027 ครับ ณ 30 มิถุนายน 2026 บริษัทใช้ไปแล้ว 819 ล้านดอลลาร์ครับ ส่วนการลดหนี้ก็ดำเนินต่อเนื่อง โดยเงินจากการขาย Off-Highway ถูกนำไปจ่ายหนี้ส่วนหนึ่งครับ บริษัทยังระบุว่าจะโฟกัสการเข้าซื้อกิจการขนาดเล็กหรือที่ต่อยอดธุรกิจเดิม (bolt-on) เป็นหลักครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ครึ่งแรกปี 2026 ยอดขาย 3,878 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นประมาณ 4.4% จากปีก่อน และ gross margin ดีขึ้นเป็น 9.8% ครับ โดยกำไรสุทธิจากการดำเนินงานต่อเนื่อง (continuing operations) ยังขาดทุนเล็กน้อย 4 ล้านดอลลาร์ครับ ส่วนกำไรสุทธิที่รายงานจริงสูงมากจากการขาย Off-Highway ที่ทำกำไรจากการขายก้อนใหญ่ ซึ่งเป็นรายการที่ไม่เกิดขึ้นซ้ำครับ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงิน
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ DAN →