Graftech International (EAF) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
บริษัทนี้ผลิต UHP graphite electrodes ครับ ซึ่งเป็นแท่งคาร์บอนขนาดใหญ่ที่ใช้เป็นตัวนำไฟฟ้าในเตาหลอมของ EAF steel production ครับ เอกสารระบุว่าแท่งนี้เป็นวัสดุสิ้นเปลือง ต้องเติมใหม่เรื่อยๆ โดยในเตาทั่วไป electrode 3 แท่งจะหมดลงเฉลี่ยทุก 8-10 ชั่วโมงการทำงานครับ นอกจากนี้บริษัทยังผลิต connecting pins ที่ใช้ต่อ electrode ให้เป็นคอลัมน์ และมีขนาดสูงสุดถึง 800 millimeters ซึ่งเพิ่ม 800-millimeter super-sized electrode เข้ามาในปี 2024 เพื่อรองรับตลาดส่วนเล็กที่กำลังโตครับ
อีกส่วนสำคัญคือ Petroleum needle coke ครับ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของ graphite electrodes และบริษัทผลิตเองที่โรงงาน Seadrift ในสหรัฐฯ โดยใช้ decant oil ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการกลั่นน้ำมันเบนซินเป็นวัตถุดิบ ถ้าเราเป็นเจ้าของธุรกิจนี้ สิ่งที่ต้องดูคือ บริษัทมี segment เดียวที่รายงานคือ Industrial Materials ซึ่งแบ่งเป็นสองกลุ่มสินค้าคือ electrodes กับ needle coke ครับ
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
รายได้ทั้งหมดมาจากการขาย graphite electrodes เป็นหลักครับ โดยเอกสารระบุว่าเป็นธุรกิจที่ขายสินค้าสิ้นเปลืองให้โรงงานเหล็ก EAF เป็นรอบๆ ตามกำลังการผลิตเหล็กของลูกค้า ไม่ได้เป็นรายได้แบบสมัครสมาชิกครับ ตัวแปรที่กำหนดรายได้มีสามตัวคือ ปริมาณขาย (sales volume), ราคาเฉลี่ยที่ได้จริง (weighted-average realized price) และ อัตราการใช้กำลังการผลิต (capacity utilization) ครับ
ไตรมาส 3 ปี 2026 ปริมาณขายอยู่ที่ 28.8 พันตัน เท่ากับปีก่อน แต่ราคาเฉลี่ยที่ได้อยู่ประมาณ 3,900 ดอลลาร์ต่อตัน ลดลง 7% ทำให้รายได้ไตรมาสนี้ลดลง 3% เหลือ 140.2 ล้านดอลลาร์ครับ ปัจจัยนี้สะท้อนว่า รายได้ของบริษัทขึ้นกับราคาต่อตันมากพอๆ กับปริมาณที่ขายได้ ใช่ไหมครับ นอกจากนี้ยังมีรายได้ที่รับรู้จากการแก้ไขข้อพิพาททางการค้าที่คาราคาซังมานาน ไตรมาส 3 ปีนี้อยู่ที่ 8.5 ล้านดอลลาร์ครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งแรกคือ การผลิต petroleum needle coke เอง ครับ บริษัทบอกว่าเป็นผู้ผลิต graphite electrode รายใหญ่ระดับโลกที่ทำ vertical integration ถึงวัตถุดิบหลัก โรงงาน Seadrift มีกำลังผลิตระบุไว้ประมาณ 140 พันตันต่อปี และบริษัทเชื่อว่าคุณภาพดีกว่าที่หาซื้อจากตลาดเปิดส่วนใหญ่ ทำให้ลดผลกระทบจากการขึ้นลงของราคาวัตถุดิบในตลาดได้บางส่วนครับ
จุดแข็งที่สองคือ กำลังผลิตและการครองส่วนแบ่งตลาด ครับ ณ สิ้นปี 2025 บริษัทมีกำลังผลิตประมาณ 178 พันตัน คิดเป็นประมาณ 23% ของกำลังผลิตทั้งโลกที่ไม่รวมจีน และบริษัทเชื่อว่าเป็นหนึ่งในห้าผู้ผลิตรายใหญ่ที่รวมกันถือประมาณ 75% ของกำลังผลิตนอกจีนครับ การผลิต UHP ใช้กระบวนการเฉพาะและความรู้ด้าน material science มาก ทำให้ผู้เล่นรายใหม่เข้ามายากขึ้นครับ อย่างไรก็ตาม เอกสารยังระบุด้วยว่า ปี 2026 บริษัทอยู่ในช่วงที่ราคาถูกกดดันจากการแข่งขัน จุดแข็งเหล่านี้จึงยังไม่ได้แปลงเป็นกำไรในช่วงนี้ครับ
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ลูกค้าหลักคือ โรงงานเหล็กที่ใช้กระบวนการ EAF ครับ เอกสารระบุว่าบริษัทขายสินค้าส่วนใหญ่ให้กลุ่มนี้ และเรียกตัวเองว่าเป็น preferred supplier ในตลาดโลก ขณะที่ปลายทางของความต้องการเหล็กคืออุตสาหกรรมยานยนต์ ก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และการขนส่งครับ ตลาดที่สร้างยอดขายมากที่สุดคือ Americas และ EMEA ซึ่งรวมกันเป็น 94% ของยอดขายสุทธิปี 2025 ครับ
สำหรับรายชื่อลูกค้ารายใหญ่เป็นรายราย ข้อมูลไม่พอ ในส่วนที่เราอ่านมาครับ ส่วนพาร์ทเนอร์ด้านวัตถุดิบ บริษัทซื้อ decant oil จากซัพพลายเออร์ในสหรัฐฯ ที่กระจายหลายราย และซื้อพลังงานกับขนส่งจากบุคคลที่สามเป็นหลักครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงแรกคือ อุตสาหกรรมเหล็กเป็นวัฏจักร ครับ บริษัทระบุว่าเคยมีช่วงขาดทุนสุทธิหนักมาแล้ว และลูกค้าอย่างโรงงานเหล็กก็อาจล้มเหลวหรือลดกำลังซื้อได้เมื่อเศรษฐกิจถดถอยครับ ถ้าเราเป็นเจ้าของ ต้องดูว่าความต้องการยังไปได้ไหมเมื่อวงจรเหล็กขาลง
ความเสี่ยงที่สองคือ ราคาและ overcapacity ครับ เอกสารบอกว่าราคา spot ปี 2025 เฉลี่ยประมาณ 4,100 ต่อตัน ต่ำกว่าช่วงสูงสุดปี 2018 มาก และบริษัทเองก็บอกว่าราคาอาจลดต่อได้อีก ส่วนหนึ่งเกิดจากกำลังผลิตส่วนเกินในจีนและสินค้านำเข้าที่เข้ามาในอเมริกาและยุโรปครับ ความเสี่ยงที่สามคือ การพึ่งพาวัตถุดิบและพลังงาน ครับ เช่น ต้องพึ่งโรงงาน Seadrift ส่วนใหญ่ และต้องซื้อ decant oil ที่ซัลเฟอร์ต่ำซึ่งหาได้ยากขึ้น ขณะที่ราคาพลังงานในยุโรปผันผวนมาก
ความเสี่ยงที่สี่คือ การพึ่งพาโรงงานเดียวสำหรับ connecting pins ครับ เอกสารระบุว่าการผลิต pins ส่วนใหญ่อยู่ที่โรงงานเม็กซิโก และมีโรงงานสเปนเป็นทางเลือกสำรองซึ่งยังเป็นเพียงความสามารถบางส่วน ถ้าโรงงานนี้หยุดผลิต อาจทำให้ยอดขายหายไปได้ครับ สุดท้ายคือ ภาระหนี้และผลขาดทุน ครับ บริษัทมีหนี้รวมราว 1.2 พันล้านดอลลาร์ ณ 30 กันยายน 2026 และดอกเบี้ยจ่ายไตรมาส 3 อยู่ที่ 25.9 ล้านดอลลาร์ ทำให้ขาดทุนสุทธิยังสูงแม้ราคาจะนิ่งขึ้นครับ
📊 ตัวชี้วัดการเติบโต
บริษัทอยู่ในภาวะขาดทุนสุทธิ จึงควรดูตัวชี้วัดชุดนี้ครับ ไตรมาส 3 ปี 2026 ปริมาณผลิตอยู่ที่ 27.0 พันตัน อัตราการใช้กำลังผลิต 64% ขึ้นจาก 63% ของปีก่อนครับ สำหรับ 9 เดือนแรกปี 2026 ปริมาณขายโตเป็น 87.7 พันตัน จาก 82.1 พันตัน และอัตราการใช้กำลังผลิตอยู่ที่ 68% ครับ ขณะที่ Adjusted EBITDA ไตรมาส 3 อยู่ที่ 8.6 ล้านดอลลาร์ ลดจาก 13.0 ล้านดอลลาร์ ส่วน 9 เดือนแรกติดลบ 3.0 ล้านดอลลาร์ครับ
ประเด็นที่ต้องติดตามคือ ปริมาณขายโตได้แต่ราคาต่อตันลดลงครับ บริษัทระบุว่าปี 2026 คาดว่าความต้องการ graphite electrodes จะโตเล็กน้อย และบริษัทคาดว่าปริมาณขายจะเพิ่มขึ้น 5-10% เทียบปีก่อนครับ ถ้าเราเป็นเจ้าของ คงต้องดูว่าการเพิ่มปริมาณนั้นมาพร้อมกับราคาที่ดีขึ้นหรือไม่ใช่ไหมครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
บริษัทระบุว่าเห็นสัญญาณ "inflection point" ของราคาครับ โดยคำมั่นซื้อขายช่วงไตรมาส 3 ถึงต้นไตรมาส 4 อยู่ที่ราคาสูงกว่าช่วงก่อนหน้า และคาดว่าราคาเฉลี่ยที่ได้ในไตรมาส 4 จะเพิ่มขึ้นระดับกลางๆ หลักเดียวเทียบไตรมาส 3 ครับ บริษัทยังบอกว่าคาดว่าราคาจะดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2027 ซึ่งเป็นเพียงการคาดการณ์ของบริษัท ไม่ใช่ตัวเลขที่รับประกันครับ
ด้านต้นทุน บริษัทคาดว่า cash cost of goods sold ต่อตันปี 2026 จะลดลงเล็กน้อยเทียบปี 2025 และตั้งงบ capex ไว้ประมาณ 35 ล้านดอลลาร์ครับ ส่วนการปิดโรงงานที่เม็กซิโก (Mexico Facility Closure) ที่ประกาศไว้ ทำให้มีการตัดสินทรัพย์และค่าชดเชยพนักงานในไตรมาส 3 ครับ เรื่องโอกาสระยะยาว บริษัทบอกว่าเห็นการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตเหล็กด้วย EAF และ petroleum needle coke ที่ใช้ในแบตเตอรี่ของยานยนต์ไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานด้วยครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ไตรมาส 3 ปี 2026 ยอดขายสุทธิอยู่ที่ 140.2 ล้านดอลลาร์ ลดลง 3% เทียบปีก่อน และขาดทุนสุทธิ 46.8 ล้านดอลลาร์ครับ โดยมี Adjusted EBITDA เป็นบวก 8.6 ล้านดอลลาร์ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ EAF →