Everest Group (EG) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
EG คือ Everest Group บริษัทรับประกันภัยและรับประกันภัยต่อ (reinsurance) ที่ตั้งฐานอยู่ที่ Bermuda ครับ พูดง่ายๆ คือเป็นบริษัทที่รับความเสี่ยงจากบริษัทประกันอื่นอีกชั้นหนึ่ง และยังรับประกันภัยโดยตรงให้ลูกค้าเชิงพาณิชย์ด้วยครับ ปี 2025 บริษัทมีเบี้ยประกันรวมที่เขียนได้ (gross written premiums) 17.7 พันล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้ราว 72.4% มาจาก Reinsurance, 27.1% มาจาก Insurance และที่เหลือ 0.5% มาจาก Other ครับ
ตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 บริษัทเปลี่ยนการแบ่งส่วนธุรกิจ (segment) เป็นสามส่วนคือ Reinsurance Treaty, Global Wholesale & Specialty และ Legacy ครับ สองส่วนแรกคือธุรกิจที่ยังขายประกันอยู่ ส่วน Legacy คือก้อนที่กำลังทยอยปิดหรือขายออก ไม่ได้ขายประกันใหม่เป็นหลักครับ
Reinsurance Treaty คือการรับความเสี่ยงแบบ treaty ครอบคลุมพอร์ตของบริษัทประกันคู่สัญญา โดยมีประเภทหลักเป็น casualty pro rata, casualty excess of loss, Property CAT XOL และ Property Non-CAT XOL ครับ ส่วน Global Wholesale & Specialty เป็นประกันทรัพย์สินและความรับผิด (property and casualty) เชิงพาณิชย์ที่ผ่านนายหน้าแบบ wholesale และ retail รวมถึง surplus lines brokers และ program administrators ครับ
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
กลไกหลักคือ เบี้ยที่ได้รับ (premiums earned) หักด้วยค่าสินไหมและค่าใช้จ่ายในการจัดการสินไหม ค่านายหน้า/คอมมิชชัน และค่าใช้จ่ายด้านการรับประกันอื่น ที่เหลือคือกำไรจากการรับประกัน (underwriting gain) ครับ ในครึ่งแรกของปี 2026 เบี้ยที่ได้รับอยู่ที่ 7,064 ล้านดอลลาร์ ส่วนรายได้จากการลงทุนสุทธิอยู่ที่ 1,091 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวช่วยสำคัญอีกทางครับ
ฝั่งลูกค้า ช่องทางหลักคือโบรกเกอร์ โดยเบี้ยราว 65.9% ของปี 2025 เขียนผ่านตลาด broker reinsurance และอีก 7.1% มาจาก direct reinsurance ที่คู่สัญญาเลือกซื้อตรงกับบริษัท ส่วนค่าโบรกเกอร์ตามปกติผู้รับประกันภัยต่อเป็นคนจ่ายครับ สิ่งที่ควรดูต่อคือ ค่าคอมมิชชันและค่านายหน้ากินสัดส่วนราว 23% ของเบี้ย จึงเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่คอยควบคุมครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งแรกคือวินัยในการรับความเสี่ยง บริษัทระบุว่าให้ความสำคัญกับกำไรจากการรับประกันมากกว่าปริมาณเบี้ย และพร้อมปรับสัดส่วนธุรกิจเมื่อสภาพตลาดเปลี่ยนครับ ผลที่เห็นชัดคือในครึ่งปี 2026 เบี้ยรวมลดลง 18.7% แต่ combined ratio ดีขึ้นจาก 96.4% เป็น 91.5% ครับ
จุดแข็งที่สองคือการกระจายความเสี่ยง บริษัทระบุว่าไม่พึ่งลูกค้ารายใดรายหนึ่ง ปี 2025 ลูกค้ารายที่ใหญ่ที่สุดมีสัดส่วนไม่เกิน 3.6% ของเบี้ยรวมครับ จุดแข็งที่สามคือความแข็งแรงทางการเงิน ณ 30 มิถุนายน 2026 ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 15.4 พันล้านดอลลาร์ และ book value ต่อหุ้นเพิ่มเป็น 398.83 ดอลลาร์ จาก 379.83 ดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2025 ครับ บริษัทระบุว่า operating subsidiaries ที่ยังทำงานอยู่ทุกแห่งได้เรตติ้ง A+ (Superior) จาก A.M. Best ครับ
จุดแข็งที่สี่คือเครือข่ายและใบอนุญาต บริษัทระบุว่ามีเครือข่ายใน 100 กว่าประเทศ และมี Lloyd's Syndicate 2786 ที่ตลาด Lloyd's of London ผ่าน Everest Corporate Member Limited ครับ ในฝั่งสหรัฐ มีบริษัทลูกหลายแห่งได้รับอนุญาตในทุกรัฐ เช่น Everest Re และ Everest National Insurance Company ครับ
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ลูกค้าหลักคือบริษัทประกันคู่สัญญา (ceding companies) และลูกค้าเชิงพาณิชย์ที่ผ่านโบรกเกอร์ ซึ่งโบรกเกอร์รายใหญ่ที่สุดคือ Marsh McLennan มีสัดส่วนราว 22.4% ของเบี้ยในธุรกิจ reinsurance และรายที่สองคือ Aon ราว 18.7% ครับ 10 โบรกเกอร์รายใหญ่รวมกันราว 60.9% ของเบี้ย reinsurance ปี 2025 ครับ ในธุรกิจ Insurance ไม่มี program administrator รายใดเกิน 4.3% ของเบี้ยในส่วนนี้ครับ
พาร์ทเนอร์ที่น่าติดตามในปี 2026 มีสามกลุ่มครับ กลุ่มแรกคือ AIG ซึ่งซื้อ renewal rights ของธุรกิจ commercial retail บางส่วนในสหรัฐ สหราชอาณาจักร เอเชียแปซิฟิก และสหภาพยุโรป และยังตกลงจ่ายค่าบริการ transition ให้บริษัท 10 ล้านดอลลาร์ต่อเดือนเป็นเวลาเก้าเดือนนับจาก 1 มกราคม 2026 ครับ กลุ่มที่สองคือ Stone Point ที่ร่วมกับบริษัทเปิดตัว Annapurna Re Ltd. ซึ่งเป็น reinsurance sidecar ที่ Stone Point เป็นนักลงทุนกลุ่มแรกครับ กลุ่มที่สามคือ State National Insurance Company และ MS Transverse Insurance Company ผู้รับประกัน adverse development cover ที่ได้รับการหนุนหลังโดย Longtail Re ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Stone Ridge Capital ครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงแรกคือภัยพิบัติ (catastrophe) ซึ่งเป็นธุรกิจของบริษัทโดยตรงครับ ค่าความเสียหายจากภัยพิบัติสุทธิหลังประกันต่อในห้าปีปฏิทินล่าสุดอยู่ระหว่าง 470 ถึง 1,135 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยปี 2025 อยู่ที่ 726 ล้านดอลลาร์ครับ บริษัทระบุว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น ทั้งเรื่อง secondary perils อย่างพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงครับ
ความเสี่ยงที่สองคือการประเมินสำรองค่าสินไหม ปี 2025 บริษัทต้องเพิ่มสำรองขึ้น 657 ล้านดอลลาร์ก่อนภาษี โดยส่วนใหญ่มาจาก excess casualty และ U.S. liability lines ของปี accident 2022–2024 ซึ่งบริษัทโยงกับปัจจัย social inflation ครับ ส่วนความเสี่ยงด้าน A&E ค่อนข้างสูงในการประเมิน แม้สัดส่วนสำรอง A&E จะอยู่ที่ 0.6% ของสำรองรวมครับ
ความเสี่ยงที่สามคือการหาประกันต่อให้ตัวเองในราคาที่เหมาะสม บริษัทระบุว่าปี 2025 ส่งต่อเบี้ยให้ผู้รับประกันภัยต่อราว 12.4% ของเบี้ยรวม และไม่มีการันตีว่าจะหาความคุ้มครองได้ในราคาเดิมทุกปีครับ ความเสี่ยงที่สี่คือวงจรราคาของตลาด บริษัทระบุว่าราคาที่ลดลงอาจกดกำไร และเบี้ย Property CAT XOL กับ Property Non-CAT XOL ลดลงแล้วในปีนี้ครับ
ความเสี่ยงอื่นที่ควรรู้มีอีกหลายเรื่องครับ ทั้งการกำกับดูแลกลุ่มบริษัทโดย Bermuda Monetary Authority ที่ต้องใช้เวลาและต้นทุนปรับตัวจนถึงเดือนมกราคม 2027 กฎภาษีของ Bermuda และ OECD ที่อาจลดมูลค่าสินทรัพย์ภาษีรอตัดบัญชี และการขายธุรกิจ Canada กับ Colombia ที่คาดว่าจะปิดในปลายปี 2026 และต้นปี 2027 ตามลำดับครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
บริษัทระบุว่าจะโฟกัสที่ธุรกิจ Reinsurance Treaty และ Global Wholesale & Specialty เป็นหลัก โดยขายธุรกิจ commercial retail ที่ไม่ใช่แกนออกไปครับ ธุรกิจ renewal rights ที่ขายให้ AIG บริษัทประเมินว่ามีเบี้ยรวมประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ครับ
ในด้านโครงสร้าง บริษัทระบุว่า Annapurna Re เป็น vehicle ระยะหลายปี ซึ่งช่วยแยกสินทรัพย์และหนี้สินของนักลงทุนภายนอกออกจากบัญชีของบริษัทครับ บริษัทยังบอกว่าจะเข้าสู่การกำกับกลุ่มบริษัทแบบใหม่ของ Bermuda ภายในเดือนมกราคม 2027 และขยายได้อีกสูงสุดสิบสองเดือนหากยื่นขอครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ครึ่งแรกของปี 2026 (สิ้นสุด 30 มิถุนายน) บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,213 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 36.2% และ combined ratio อยู่ที่ 91.5% ลดลงจาก 96.4% ปีก่อนครับ แต่เบี้ยรวมลดลง 18.7% ในช่วงเดียวกัน ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ EG →