First Merchants (FRME) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
FRME หรือ First Merchants Corporation เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ถือธนาคาร First Merchants Bank ครับ พูดง่ายๆ คือรับเงินฝากจากลูกค้า แล้วเอาเงินนั้นไปปล่อยกู้ต่อ รายได้หลักมาจากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยที่ได้จากลูกหนี้กับดอกเบี้ยที่จ่ายให้คนฝาก
ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026 ยอดสินเชื่อคงค้าง (ไม่รวมที่ตั้งใจขาย) อยู่ที่ประมาณ 15.5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 1.7 พันล้านจากสิ้นปี 2025 ครับ บริษัทระบุว่าเน้นปล่อยกู้ให้ธุรกิจขนาดเล็กและกลาง สินเชื่อเชิงพาณิชย์ สินเชื่ออสังหาฯ เชิงพาณิชย์ สินเชื่อภาครัฐ และสินเชื่อที่อยู่อาศัย ส่วนนี้ทำให้พอร์ตกระจายตัวได้ดีพอสมควรครับ ไม่ได้พึ่งประเภทใดประเภทหนึ่งมากเกินไป
ปี 2026 มีเรื่องใหญ่คือการซื้อ First Savings ซึ่งบริษัทรับโอนหนี้ด้อยสิทธิ (subordinated notes) มูลค่า 29 ล้านดอลลาร์มาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2026 ครับ ผลคือค่าใช้จ่ายด้านพนักงานเพิ่มขึ้นมาก และมีค่าใช้จ่ายรวมจากการควบรวมด้วย ซึ่งเราต้องดูต่อว่ากิจการที่ซื้อมาทำกำไรให้ได้จริงไหมครับ
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
ก้อนใหญ่ที่สุดคือ Net interest income หรือรายได้ดอกเบี้ยสุทธิครับ ไตรมาส 2 ปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 165 ล้านดอลลาร์ (ตัวเลขปรับเทียบ FTE) เพิ่มจาก 139 ล้านในปีก่อน ราว 19% ส่วน Net interest margin อยู่ที่ 3.38% เทียบกับ 3.25% ปีก่อน หมายความว่าบริษัทได้ส่วนต่างต่อทุกหนึ่งดอลลาร์ของสินทรัพย์ที่ทำเงินเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
อีกก้อนคือ Noninterest income ซึ่งไตรมาส 2 ปี 2026 อยู่ที่ 37.2 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18.7% โดยหลักมาจากกำไรและค่าธรรมเนียมจากการขายสินเชื่อ ค่า Fiduciary and wealth management ค่า Service charges on deposit accounts และ Card payment fees ครับ คิดเป็นราว 18% ของรายได้รวมในไตรมาสนี้ ส่วนครึ่งปีแรกรายได้ก้อนนี้ลดลง 29.9% เพราะบริษัทขาดทุนสุทธิ 29.8 ล้านดอลลาร์จากสินเชื่อที่อยู่อาศัยบางส่วนที่ย้ายไปถือเพื่อขาย แล้วปรับมูลค่าตลาดในไตรมาสแรก ก่อนขายออกไปในไตรมาสสอง ส่วนนี้จึงเป็นเรื่องครั้งเดียวมากกว่าการหาเงินปกติครับ
ฝั่งค่าใช้จ่ายที่ต้องดูคือ Noninterest expense ไตรมาส 2 อยู่ที่ 115.3 ล้านดอลลาร์ เพิ่มจากปีก่อน 23.2% ส่วนใหญ่มาจากเงินเดือนและสวัสดิการที่เพิ่มขึ้นจากการซื้อ First Savings ครับ ครึ่งปีแรกมี integration cost ราว 20.8 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมค่ายกเลิกสัญญาราว 10.7 ล้านดอลลาร์
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งแรกคือฐานเงินฝากครับ ไตรมาส 2 ปี 2026 มีเงินฝากไม่มีดอกเบี้ยเฉลี่ยประมาณ 3.7 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นราว 22% ของเงินฝากทั้งหมด และต้นทุนเงินฝากที่มีดอกเบี้ยอยู่ที่ 2.67% ซึ่งต่ำกว่าปีก่อนเล็กน้อย การมีเงินฝากต้นทุนต่ำแบบนี้ช่วยให้ margin รักษาระดับได้ดีกว่าการพึ่งเงินกู้ยืมครับ
จุดแข็งที่สองคือเงินทุนยังอยู่ในระดับเกินเกณฑ์ขั้นต่ำ ณ 30 มิถุนายน 2026 อัตราส่วน Total risk-based capital ของบริษัทอยู่ที่ 12.98% เทียบกับเกณฑ์ขั้นต่ำ 10.5% และธนาคารอยู่ที่ 12.75% บริษัทระบุว่าธนาคารผ่านเกณฑ์ well capitalized ครับ แต่ต้องระวังว่า CET1 ของบริษัทลดลงจาก 11.70% เป็น 11.16% ในครึ่งปีแรก ส่วนหนึ่งเพราะค่าความนิยมและสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่เพิ่มจากการซื้อกิจการ
จุดแข็งที่สามคือสภาพคล่อง บริษัทระบุว่ามีวงเงินกู้ยืมจาก FHLB ที่ยังเหลือประมาณ 749 ล้านดอลลาร์ และจาก Federal Reserve ประมาณ 6.6 พันล้านดอลลาร์ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026 ครับ นอกจากนี้มีพอร์ตหลักทรัพย์ที่ขายได้ (available for sale) มูลค่าตลาด 1.4 พันล้านดอลลาร์
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
เอกสารไม่ได้ระบุชื่อลูกค้ารายใหญ่ของบริษัทไว้ครับ ดังนั้นข้อมูลไม่พอสำหรับการระบุชื่อลูกค้าเฉพาะราย สิ่งที่เอกสารบอกได้คือกลุ่มลูกค้า ได้แก่ ธุรกิจขนาดเล็กและกลาง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ ลูกค้าภาครัฐและหน่วยงานท้องถิ่น และลูกค้าบุคคลที่กู้สินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อ Home Equity ครับ
ส่วนพาร์ทเนอร์ด้านการเงินที่เอกสารระบุชัดคือ Federal Home Loan Bank (FHLB) ซึ่งมียอดกู้ยืมคงค้างราว 1.4 พันล้านดอลลาร์ และ Federal Reserve Discount Window ที่ไม่มียอดคงค้าง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026 ครับ นอกจากนี้ บริษัทยังมีการควบรวมและซื้อกิจการ First Savings และ Level One ที่ทำให้มีผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิเพิ่มขึ้น
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
เรื่องแรกที่ต้องจับตาคือคุณภาพสินเชื่อครับ สินเชื่อที่หยุดรับดอกเบี้ย (nonaccrual) เพิ่มจาก 71.8 ล้านดอลลาร์ เป็น 118.2 ล้านดอลลาร์ ในครึ่งปีแรก โดยเฉพาะจากการที่บริษัทจัดลูกหนี้เชิงพาณิชย์สองรายที่รวมกันราว 41.8 ล้านดอลลาร์ เข้าสถานะนี้ในไตรมาส 2 ครับ นอกจากนี้ สินเชื่อที่ค้างชำระ 90 วันขึ้นแต่ยังรับดอกเบี้ยอยู่ เพิ่มเป็น 9.7 ล้านดอลลาร์
ค่าเผื่อหนี้สูญ (provision for credit losses) ไตรมาส 2 อยู่ที่ 33.0 ล้านดอลลาร์ เทียบกับ 5.6 ล้านในปีก่อน ทำให้กำไรก่อนภาษีลดลง ส่วนอัตราส่วนค่าเผื่อต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 1.56% เพิ่มจาก 1.42% ณ สิ้นปี 2025 ครับ
เรื่องที่สองคือกำไรที่ลดลงในไตรมาส 2 กำไรก่อนภาษีอยู่ที่ 47.8 ล้านดอลลาร์ ลดลงจาก 65.1 ล้านในปีก่อน ส่วนหนึ่งเพราะค่าใช้จ่ายจากการควบรวมและค่าเผื่อสินเชื่อ ครึ่งปีแรกบริษัทจ่ายภาษีในอัตราต่ำเพียง 3.6% เพราะมีรายได้ที่ไม่ต้องเสียภาษีสัดส่วนสูง ซึ่งอาจไม่ยั่งยืนเมื่อกำไรกลับมาเป็นปกติครับ
เรื่องที่สามคือดอกเบี้ย บริษัทระบุว่าใช้แบบจำลองวัดความอ่อนไหวของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย แต่เอกสารที่ได้มาไม่มีตัวเลขผลกระทบเฉพาะไว้ครับ นอกจากนี้ ธนาคารมีขนาดสินทรัพย์เกิน 10 พันล้านดอลลาร์ จึงอยู่ภายใต้การกำกับของ CFPB ตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2020 ซึ่งหมายถึงต้นทุนการปฏิบัติตามกฎที่อาจเพิ่มขึ้นครับ
เรื่องสุดท้ายคือความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ เช่น โรคระบาดที่กระทบการทำงานของพนักงาน ความเสี่ยงไซเบอร์ และการพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอก ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทระบุไว้ในปัจจัยเสี่ยงครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
ปัจจัยที่เอกสารระบุชัดคือบริษัทอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนใหม่ไม่เกิน 3.125 ล้านหุ้น หรือไม่เกิน 100 ล้านดอลลาร์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2026 ครับ ณ วันที่ 30 มิถุนายนยังไม่มีการซื้อคืนภายใต้โครงการนี้ โครงการปี 2025 ที่ซื้อไปแล้วราว 38.3 ล้านดอลลาร์ในครึ่งปีแรก 2026 ถูกยกเลิกไปแล้วครับ
อีกเรื่องคือการรวมกิจการ บริษัทยังอยู่ในช่วง integration ของ First Savings ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าค่าใช้จ่ายจะลดลงหรือไม่ในระยะข้างหน้า บริษัทระบุว่าวงเงินสินเชื่อที่ให้ลูกค้าไว้แต่ยังไม่ได้เบิกมีอยู่ราว 6.0 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งบริษัทระบุว่าส่วนใหญ่อาจไม่ถูกใช้ทั้งหมด จึงยังไม่ใช่ตัวเลขยอดขายจริงครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ไตรมาส 2 ปี 2026 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิโตประมาณ 19% และ net interest margin อยู่ที่ 3.38% แต่กำไรก่อนภาษีลดลงประมาณ 27% จากค่าใช้จ่ายรวมจากการควบรวมและค่าเผื่อสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ FRME →