คุณพ่อนักลงทุน
คุณพ่อนักลงทุนรีวิวหุ้นแบบเจ้าของธุรกิจ
📈 LIVN

LivaNova (LIVN) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที

สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง

📄 อ้างอิง: แบบ 10-K (ยื่น 2026-02-25) และ 10-Q (ยื่น 2026-08-05) · ข้อมูลจาก SEC EDGAR (public domain)

🏢 ทำธุรกิจอะไร

พูดง่ายๆ LivaNova เป็นบริษัทเทคโนโลยีการแพทย์ระดับโลกที่ออกแบบ ผลิต และขายเครื่องมือกับเครื่องรักษาให้โรงพยาบาลและแพทย์ครับ หุ้นซื้อขายที่ Nasdaq ใช้สัญลักษณ์ LIVN ครับ

บริษัทแบ่งธุรกิจหลักเป็นสองกลุ่มครับ กลุ่มแรกคือ Cardiopulmonary ปี 2025 ทำรายได้ 785.4 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นราว 57% ของรายได้รวม กลุ่มนี้ทำผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการผ่าตัดหัวใจซึ่งต้องมีการช่วยหัวใจและปอดระหว่างผ่าตัด (cardiopulmonary bypass) เช่น HLMs (เครื่องปอดหัวใจเทียม) oxygenators, autotransfusion systems, perfusion tubing systems, cannulae และอุปกรณ์เสริม รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องครับ ตัวที่เอกสารเน้นคือ Essenz Perfusion System ซึ่งเป็น HLM รุ่นใหม่ที่มี patient monitor ติดอยู่ในตัวเครื่อง และมีระบบ sensing ไว้ช่วยตัดสินใจระหว่างการผ่าตัดครับ

กลุ่มที่สองคือ Neuromodulation ปี 2025 ทำรายได้ 592.8 ล้านดอลลาร์ หรือราว 43% ครับ ผลิตภัณฑ์หลักคือ VNS Therapy System ประกอบด้วยตัวเครื่องกำเนิดพัลส์ที่ฝังในร่างกาย และสายนำ (lead) ที่กระตุ้นเส้นประสาท left vagus nerve ใช้รักษา DRE และ DTD ตามที่เอกสารระบุไว้ ซึ่งเอกสารใช้เป็นตัวย่อโดยไม่ได้ขยายความ ผมจึงคงตัวย่อไว้ตามเดิมครับ ข้อดีด้านการออกแบบคือเวลาเปลี่ยนตัวเครื่องที่แบตหมด ไม่ต้องถอดสายออกครับ ส่วนอีกตัวคือ aura6000 System สำหรับ OSA ซึ่งกระตุ้นเส้นประสาท hypoglossal เพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดขณะนอนหลับ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2026 FDA อนุมัติ PMA ให้ใช้กับผู้ใหญ่ที่เป็น OSA ระดับปานกลางถึงรุนแรง และล้มเหลวหรือทนไม่ได้กับการรักษาขั้นแรกอย่าง positive airway pressure ครับ

💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน

ตอนนี้รายได้ส่วนใหญ่มาจากสหรัฐฯ ราว 53% ของรายได้ปี 2025 ยุโรปราว 19% และภูมิภาคอื่นทั่วโลกราว 27% ครับ ในด้านกำไรของแต่ละกลุ่ม Cardiopulmonary มี segment income ปี 2025 อยู่ที่ 108.3 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นราว 14% ของรายได้กลุ่ม ขณะที่ Neuromodulation ได้ 215.5 ล้านดอลลาร์ หรือราว 36% ของรายได้กลุ่ม ดังนั้นกลุ่ม Neuro ทำกำไรต่อดอลลาร์ของยอดขายได้สูงกว่ามากครับ ส่วน Cardiopulmonary ใช้ปริมาณรายได้เข้ามาช่วยเป็นหลักครับ ทางบริษัทระบุว่าการเติบโตของกลุ่มนี้มาจากยอดขาย consumables ที่แข็งแรง และยอดขาย Essenz ครับ

ภาพรวมทั้งบริษัทในปี 2025 มีรายได้ 1,388.1 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10.7% กำไรขั้นต้น 939.9 ล้านดอลลาร์ หรือราว 67.7% ของรายได้ และกำไรจากการดำเนินงาน 199.4 ล้านดอลลาร์ ครับ ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร (SG&A) อยู่ที่ราว 39.5% ของรายได้ และ R&D ราว 13.4% ครับ ทั้งนี้ตัวเลขในงบปี 2025 มีการปรับปรุงย้อนหลังตามที่หมายเหตุ "Revision of Previously Issued Financial Statements" ระบุไว้ ควรดูประกอบด้วยครับ

🏰 จุดแข็งของธุรกิจ

จุดแข็งแรกคือการมีสองขาธุรกิจที่ต่างกันครับ ขาเครื่องมือผ่าตัดหัวใจโตเร็วและมีฐานการขายกว้าง ส่วนขาเทคโนโลยีกระตุ้นประสาทมีอัตรากำไรสูง ทำให้ภาพรวมไม่ได้ฝากไว้กับกลุ่มเดียวครับ ในช่วงครึ่งปีแรก 2026 Cardiopulmonary โตขึ้น 14.5% และ Neuromodulation โตขึ้น 9.7% ครับ

จุดแข็งที่สองคือการที่ผลิตภัณฑ์บางตัวถูกออกแบบมาให้ใช้ต่อเนื่อง เช่น Essenz ที่มี patient monitor และ sensing ในตัว และ VNS ที่เปลี่ยนตัวเครื่องได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนสาย ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบทางเทคนิคที่บริษัทนำเสนอเอง ครับ จุดแข็งที่สามคือการได้ใบอนุญาต PMA จาก FDA สำหรับ aura6000 ซึ่งเป็นด่านการอนุมัติที่ต้องผ่านการพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิผลก่อนขายในสหรัฐฯ ครับ

🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก

ข้อมูลไม่พอสำหรับการระบุชื่อโรงพยาบาล ลูกค้ารายใหญ่ หรือพาร์ทเนอร์รายสำคัญ เพราะเอกสารที่ให้มาไม่ได้เอ่ยชื่อไว้ครับ สิ่งที่เอกสารบอกได้คือการกระจายรายได้ตามภูมิภาค ซึ่งยุโรปเติบโตเร็วมากในปี 2026 โดยไตรมาส 2 โตขึ้น 22.5% และครึ่งปีแรกโตขึ้น 24.5% ครับ

ด้านซัพพลายเออร์ บริษัทระบุว่าผลิตภัณฑ์ Cardiopulmonary จำนวนมากผลิตและจัดหาจากนอกสหรัฐฯ รวมถึงอิตาลีและเยอรมนี ส่วนผลิตภัณฑ์ Neuromodulation ผลิตในสหรัฐฯ แล้วส่งกระจายไปหลายประเทศครับ บริษัทยังระบุด้วยว่าพยายามทำ supply agreements ในที่ที่ทำได้ครับ

⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้

ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดในปี 2025 คือ SNIA environmental liability ครับ หลังศาลฎีกาอิตาลีตัดสินเมื่อ 14 มีนาคม 2025 บริษัทอาจต้องรับผิดชอบร่วมกันกับหนี้สินของ SNIA ตอนแยกกิจการ และหนี้สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นภายหลัง ทำให้ปี 2025 บันทึกค่าใช้จ่ายก้อนนี้ 365.6 ล้านดอลลาร์ และทำให้ขาดทุนสุทธิปีนั้นอยู่ที่ 242.5 ล้านดอลลาร์ครับ ความเสี่ยงด้านคดีความยังมีอีกเรื่องคือคดีเกี่ยวกับอุปกรณ์ 3T Heater-Cooler ที่บริษัทต้องตั้งค่าใช้จ่ายสำรองเพิ่มขึ้น 10.7 ล้านดอลลาร์ในครึ่งแรกปี 2026 ครับ

ความเสี่ยงที่สองคือเรื่องภาษีและการค้า บริษัทระบุว่ากำลังติดตามผลของภาษีนำเข้า รวมถึงการคืนภาษี IEEPA หลังศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยังมีความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าที่อาจเปลี่ยนได้ครับ ถ้าเราเป็นเจ้าของธุรกิจ ต้องดูด้วยว่ากำไรไตรมาส 2 ปี 2026 ที่สูงถึง 108.6 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่มาจากประโยชน์ทางภาษีที่ได้จากคำวินิจฉัยของกรมสรรพากรอิตาลี ไม่ใช่กำไรจากการดำเนินงานล้วนๆ ครับ ซึ่งการรับรู้ deferred tax asset ก้อนนี้ก็ขึ้นกับการประเมินในอนาคตด้วยครับ

ความเสี่ยงสุดท้ายคือต้นทุนและสภาพคล่อง บริษัทยังเจอข้อจำกัดด้าน logistics, capacity และแรงงาน และค่าเงินที่ผันผวนทำให้ไตรมาส 2 ปี 2026 มีรายการ FX และอื่นๆ ขาดทุนราว 23.8 ล้านดอลลาร์ครับ เงินสดลดจาก 635.6 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2025 เหลือ 516.6 ล้านดอลลาร์ ณ 30 มิถุนายน 2026 แม้หนี้จะลดลงมากแล้วก็ตามครับ

🚀 อนาคตจะไปทางไหน

ทางบริษัทระบุว่าได้รับ PMA สำหรับ aura6000 แล้ว แต่เอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุแผนการขาย ช่วงเวลาเปิดตัว หรือตัวเลขยอดขายที่คาดหวังของผลิตภัณฑ์นี้ไว้ครับ ค่าใช้จ่าย R&D ของ OSA เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้สัดส่วน R&D ของครึ่งปีแรก 2026 อยู่ที่ราว 14.9% ของรายได้ครับ

ในด้านการเงิน บริษัทระบุว่าเชื่อว่าแหล่งสภาพคล่องที่มีอยู่จะเพียงพอสำหรับ 12 เดือนข้างหน้า รวมถึงการจ่ายหนี้ การลงทุน และภาระ SNIA ครับ สภาพคล่องพร้อมใช้ทั้งหมดอยู่ที่ราว 741.6 ล้านดอลลาร์ ณ 30 มิถุนายน 2026 ซึ่งรวมวงเงิน revolving ที่ยังใช้ได้ 225 ล้านดอลลาร์ครับ

📈 ผลล่าสุดสั้นๆ

ครึ่งปีแรก 2026 รายได้เพิ่มขึ้น 12.5% เป็น 752.8 ล้านดอลลาร์ และกำไรขั้นต้นอยู่ที่ราว 68.7% ของรายได้ครับ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ

🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?

📑 อ่านผลประกอบการบริษัท 10-K / 10-Q (ภาษาไทย)
🎓 AI คุณพ่อนักลงทุน เจาะลึกหุ้นรายตัว [PRO]
🔔 แจ้งเตือนแนวรับ-แนวต้าน / Stage Analysis

 

ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ LIVN →