Murphy Oil (MUR) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
พูดง่ายๆ บริษัทนี้ทำธุรกิจ สำรวจและผลิตน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และ NGLs ครับ คือไปหาแหล่งปิโตรเลียมแล้วผลิตขึ้นมาขาย ตามเอกสารมีสองส่วนงานหลักคือ E&P (สำรวจและผลิต) กับ Corporate ที่ดูเรื่องดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และงานบริหารส่วนกลางครับ
ณ สิ้นปี 2025 บริษัทถือสิทธิ์ในพื้นที่สำรวจและผลิตรวมประมาณ 10.8 ล้านเอเคอร์ (gross) ซึ่งส่วนที่เป็นของบริษัทจริงๆ (net) อยู่ราว 7.3 ล้านเอเคอร์ครับ พื้นที่กระจายอยู่หลายประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ (ทั้งบนบกที่ Eagle Ford Shale และนอกชายฝั่งที่ Gulf of America) แคนาดา (ทั้งที่ British Columbia และ Alberta) เวียดนาม โกตดิวัวร์ บราซิล และบรูไน ครับ ในจำนวนนี้ที่เป็นพื้นที่สำรวจที่ยังไม่พบแหล่งผลิตเยอะที่สุดคือเวียดนามและบราซิล ส่วนหลุมที่ผลิตอยู่ตอนนั้นมีราว 1,402 หลุมน้ำมัน และ 411 หลุมก๊าซ (นับแบบ gross) ใช่ไหมครับ
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
ก้อนหลักคือการขายน้ำมันดิบ NGLs และก๊าซที่ผลิตได้ครับ ตัวเลขที่บอกได้ชัดคือในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2026 รายได้จากการผลิตเพิ่มขึ้นราว 302.9 ล้านดอลลาร์ ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นผลจากราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้นเป็นหลักครับ ส่วนแยกรายได้ต่อ segment หรือต่อประเทศ ไม่อยู่ในส่วนที่ให้มา จึงขอเขียนว่า ข้อมูลไม่พอ ครับ
เงินที่ได้จริงหลังหักต้นทุนดำเนินงานเป็นอีกเรื่องหนึ่งครับ ช่วง 6 เดือนแรกปี 2026 เงินสดจากการดำเนินงานอยู่ที่ 977.1 ล้านดอลลาร์ ส่วนค่า lease operating expenses ลดลง 133.4 ล้านดอลลาร์ ช่วยให้ตัวเลขดีขึ้นครับ แต่เงินก้อนนี้ก็ต้องถูกใช้ไปกับการลงทุนขุดเจาะด้วย ทำให้ free cash flow ช่วงเดียวกันเหลือ 151.4 ล้านดอลลาร์ครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดที่เห็นชัดในเอกสารคือ การกระจายพอร์ตพื้นที่ผลิต ครับ บริษัทไม่ได้พึ่งแหล่งเดียว แต่มีทั้งแหล่งบนบกในสหรัฐฯ และแคนาดา แหล่งนอกชายฝั่งที่ Gulf of America และแหล่งสำรวจในแอฟริกาและเอเชีย ถ้าแหล่งหนึ่งมีปัญหา ผลกระทบต่อภาพรวมก็จำกัดลงได้บ้างครับ
อีกจุดคือ ฐานการเงินที่แข็งขึ้นในปีนี้ ครับ เดือนมิถุนายน 2026 บริษัทมีสภาพคล่องราว 2.5 พันล้านดอลลาร์ แบ่งเป็นเงินสด 483.9 ล้านดอลลาร์ และวงเงินกู้หมุนเวียนที่ยังไม่ได้ใช้อีก 2.0 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งหมดอายุในเดือนมกราคม 2031 ครับ ในปีเดียวกันบริษัทยังออกหุ้นกู้ 2034 Notes มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ เพื่อไปไถ่ถอนหุ้นกู้ 2027 และ 2028 ทำให้โครงสร้างหนี้ยืดออกไปครับ
ส่วนประเด็นที่ควรมองให้ดีคือ ต้นทุนการผลิต ครับ ในเอกสารบริษัทชี้ว่าค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลดลงจริง ซึ่งถ้าเราเป็นเจ้าของธุรกิจ นี่คือสิ่งที่ต้องติดตามต่อเนื่องใช่ไหมครับ
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ในส่วนที่ให้มา ข้อมูลไม่พอ ที่จะระบุชื่อผู้ซื้อน้ำมันหรือก๊าซรายใหญ่ครับ สิ่งที่เห็นได้คือบริษัทมีสัญญาขายก๊าซล่วงหน้าแบบราคาคงที่ในแคนาดา โดยปริมาณ 88 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันในไตรมาส 3 ปี 2026 และ 59 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันในไตรมาส 4 ปี 2026 ครับ แต่เอกสารไม่ได้ระบุชื่อคู่สัญญา
เรื่องพาร์ทเนอร์ มีสองจุดที่เอกสารพูดถึงชัดครับ จุดแรกคือ MP GOM ซึ่งมีผู้ถือส่วนได้เสียที่ไม่ใช่บริษัท (noncontrolling interest) ทำให้ตัวเลขบางส่วนต้องแยกออกมาต่างหาก จุดที่สองคือ การซื้อสินทรัพย์ในอดีต เช่น ข้อตกลงซื้อสินทรัพย์กับ LLOG และข้อตกลง contribution กับ Petrobras America ที่อยู่ในรายการ exhibit ครับ ถ้าเราจะติดตามบริษัทนี้ การรู้ว่าใครถือส่วนแบ่งอยู่ในแหล่งไหนก็สำคัญพอกัน ใช่ไหมครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงอันดับหนึ่งคือ ราคาน้ำมันและก๊าซ ครับ ราคาขึ้นลงตามอุปสงค์อุปทานและการเมืองโลก ถ้าราคาต่ำลงหรือต้นทุนสูงขึ้น กำไรและกระแสเงินสดจะลดลง และบริษัทระบุว่าอาจต้องบันทึกค่าด้อยค่าสินทรัพย์ด้วยครับ ตามเอกสาร ราคาน้ำมัน WTI ที่ซื้อขายล่วงหน้าปี 2026 อยู่ราว 76.97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และปี 2027 ราว 69.99 ดอลลาร์ครับ
ความเสี่ยงที่สองคือ การสำรวจไม่สำเร็จ ครับ ตัวอย่างคือหลุม Hai Su Vang-4X ในเวียดนามที่ไม่พบไฮโดรคาร์บอน และถูกบันทึกเป็น dry hole รวมถึงการเจาะที่โกตดิวัวร์ที่ทำให้ค่าใช้จ่ายสำรวจในไตรมาส 2 ปี 2026 เพิ่มขึ้นครับ
ความเสี่ยงที่สามคือ ระยะเวลาสัมปทานพื้นที่ ครับ บริษัทระบุว่าพื้นที่ในเวียดนามราว 4.27 ล้านเอเคอร์ net จะหมดอายุในปี 2026 และบริษัทวางแผนจะขอต่ออายุ ส่วนนี้ต้องติดตามว่าจะได้ต่อหรือไม่ครับ
ความเสี่ยงที่สี่คือ ภาษีและอัตราแลกเปลี่ยน ครับ ภาษีเงินได้เพิ่มขึ้นตามกำไรที่สูงขึ้น และเงินสดบางส่วนถืออยู่นอกสหรัฐฯ ราว 160 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแคนาดาหักภาษีการส่งเงินกลับ 5% ครับ ช่วงหกเดือนแรกบริษัทยังได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวนมาก แต่ตัวเลขแบบนี้ขึ้นลงได้ตามค่าเงินครับ
ความเสี่ยงอื่นที่ต้องรู้คือ กฎระเบียบสิ่งแวดล้อมและการเมืองการค้า ครับ เอกสารระบุว่าการลดการปล่อยก๊าซมีเทนและการรายงาน GHG อยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงอย่างมาก และบริษัทตั้งเป้าลดความเข้มข้นการปล่อย Scope 1 และ 2 ลง 15–20% ภายในปี 2030 เทียบกับปี 2019 ส่วนเรื่องภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ ประกาศในกรกฎาคม 2026 บริษัทบอกว่ายังประเมินผลกระทบไม่ได้ครับ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบเส้นทางช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้ราคาพลังงานผันผวนครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
บริษัทระบุว่าปี 2026 จะใช้เงินลงทุนรวม 1.5–1.6 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าแนวทางเดิม 1.2–1.3 พันล้านดอลลาร์ครับ สาเหตุหลักคือการเจาะเพิ่มที่โกตดิวัวร์ การขยาย Eagle Ford และค่าใช้จ่ายหลุม Chinook #8 ที่สูงกว่าที่คาดครับ
ในแง่ไทม์ไลน์ บริษัทระบุว่า Chinook #8 น่าจะเริ่มผลิตในไตรมาส 4 ปี 2026 หลุม Cello #1 และ Banjo #1 ที่ Gulf of America น่าจะเริ่มผลิตในไตรมาส 4 ปี 2027 และที่เวียดนาม Lac Da Vang (Golden Camel) คาดว่าจะได้น้ำมันแรกในไตรมาส 4 ปี 2026 ครับ ส่วน Hai Su Vang (Golden Sea Lion) บริษัทระบุว่าจะตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายในไตรมาส 4 ปี 2027 ครับ
ที่โกตดิวัวร์ บริษัทระบุว่าจะเจาะ appraisal ได้มากถึง 5 หลุมในช่วง 18–24 เดือนข้างหน้า และกำลังเตรียมสัญญาสำรวจนอกชายฝั่งที่ Cameroon และยื่นขอ block ที่ Mauritania ครับ ถ้าเราเป็นเจ้าของ เรื่องพวกนี้คือเรื่องที่ควรเช็กความคืบหน้าทุกไตรมาสใช่ไหมครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ช่วงไตรมาส 2 ปี 2026 บริษัทมีกำไรสุทธิที่เป็นของผู้ถือหุ้น 232.2 ล้านดอลลาร์ เทียบกับ 22.3 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน และ adjusted EBITDAX ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 1,097.7 ล้านดอลลาร์ครับ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ MUR →