คุณพ่อนักลงทุน
คุณพ่อนักลงทุนรีวิวหุ้นแบบเจ้าของธุรกิจ
📈 NBR

Nabors Industries (NBR) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที

สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง

📄 อ้างอิง: แบบ 10-K (ยื่น 2026-02-13) และ 10-Q (ยื่น 2026-07-31) · ข้อมูลจาก SEC EDGAR (public domain)

🏢 ทำธุรกิจอะไร

พูดง่ายๆ คือ NBR หรือ Nabors Industries เป็นเจ้าของแท่นเจาะ (drilling rigs) จำนวนมาก แล้วให้บริษัทน้ำมันและก๊าซเช่าใช้พร้อมทีมงานเจาะครับ ณ 31 ธ.ค. 2025 บริษัทมีแท่นเจาะบนบกที่ทำตลาดอยู่ 242 แท่น และแท่นเจาะนอกชายฝั่งแบบ platform อีก 27 แท่น ทำงานในกว่า 20 ประเทศครับ ปัจจุบันมีพนักงานราว 13,900 คนทั่วโลกครับ

บริษัทแบ่งธุรกิจเป็นสี่ส่วนหลักครับ ส่วนแรกคือ U.S. Drilling ดูแลแท่นเจาะบนบกในสหรัฐฯ และ Alaska รวมถึงนอกชายฝั่งใน Gulf of America ส่วนที่สองคือ International Drilling ซึ่งเป็นส่วนที่โฟกัสตลาดตะวันออกกลางและลาตินอเมริกา โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย คูเวต อาร์เจนตินา โคลอมเบีย และเม็กซิโกครับ ส่วนที่สามคือ Drilling Solutions หรือ Nabors Drilling Solutions (NDS) ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีช่วยเจาะ และส่วนสุดท้ายคือ Rig Technologies ที่ผลิตและขายอุปกรณ์แท่นเจาะผ่าน Canrig ครับ

ในช่วงหกเดือนแรกของปี 2026 รายได้ของแต่ละส่วนคือ International Drilling ประมาณ 852 ล้านดอลลาร์ U.S. Drilling ประมาณ 494 ล้านดอลลาร์ Drilling Solutions ประมาณ 217 ล้านดอลลาร์ และ Rig Technologies ประมาณ 65 ล้านดอลลาร์ครับ จะเห็นว่าส่วนต่างประเทศเป็นก้อนใหญ่ที่สุดของบริษัทครับ

💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน

หลักๆ แล้วเงินมาจากค่าเช่าแท่นเจาะรายวันครับ สัญญาส่วนใหญ่เป็นแบบ daywork คือคิดค่าบริการเป็นอัตราต่อวันขณะกำลังเจาะ พร้อมอัตราที่ต่ำกว่าตอนย้ายแท่นหรือเมื่อการเจาะหยุดจากอุปกรณ์เสีย สภาพอากาศ หรือปัจจัยอื่นที่บริษัทควบคุมไม่ได้ครับ นอกจากนี้ยังมีค่าย้ายแท่นเข้าและออก ซึ่งบริษัทระบุว่าโดยมากใกล้เคียงกับต้นทุนจริงครับ

อีกทางรายได้คือบริการเสริม เช่น tubular running services (TRS) และ managed pressure drilling (MPD) รวมถึงซอฟต์แวร์และอุปกรณ์เจาะแนวเอียง บริษัทระบุว่าบริการพวกนี้เป็นรายได้เพิ่มจากค่าแท่นเจาะครับ ส่วน Rig Technologies จะได้เงินจากการขายอุปกรณ์แท่นเจาะและงานบริการหลังการขายครับ สัญญาจะมีตั้งแต่แบบรายบ่อ ไปจนถึงสัญญาระยะยาว 6 เดือนถึง 5 ปี ซึ่งแท่นจะถูกผูกกับลูกค้ารายเดียวตลอดระยะเวลาสัญญาครับ

เรื่องกระแสเงินสด ปี 2025 บริษัทมีเงินสดจากการดำเนินงานราว 693 ล้านดอลลาร์ แต่ใช้ไปกับ capex ราว 716 ล้านดอลลาร์ครับ ครึ่งแรกปี 2026 เงินสดจากการดำเนินงานอยู่ที่ราว 249 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ capex อยู่ที่ราว 291 ล้านดอลลาร์ครับ จึงต้องพึ่งเงินสดสำรองและการจัดการหนี้ที่มีอยู่ครับ

🏰 จุดแข็งของธุรกิจ

จุดแข็งแรกคือขนาดของฝูงแท่นเจาะและการมีเครือข่ายทั่วโลกครับ บริษัทให้ข้อมูลว่ามีแท่นเจาะบนบกเป็นหนึ่งในฝูงใหญ่ที่สุดในโลก และมีการทำงานในกว่า 20 ประเทศ ซึ่งทำให้ลูกค้าระดับ major ที่ต้องการบริการหลายพื้นที่สามารถทำสัญญากับบริษัทรายเดียวได้ครับ

จุดแข็งที่สองคือเทคโนโลยีที่ผนวกเข้ากับตัวแท่นเจาะ บริษัทเปิดตัวแท่น PACE-X Ultra ในปี 2025 และบริษัทระบุว่าเชื่อว่าเป็นแท่นที่ทรงพลังที่สุดในตลาด Lower 48 ครับ นอกจากนี้ยังมีระบบ Rig Zone Robotics (RZR) ที่ทำให้งานจัดการท่อบนแท่นเป็นอัตโนมัติ ลดการให้คนทำงานในจุดเสี่ยงครับ

จุดแข็งที่สามคือการผลิตอุปกรณ์เองและการรวมบริการเข้ากับแท่นครับ Canrig ผลิตอุปกรณ์แท่นเจาะเองอย่าง top drives และ drawworks บริษัทระบุว่าการนำ TRS และ MPD เข้ามาอยู่ในแท่นเอง ทำให้ไม่ต้องพึ่งผู้ให้บริการภายนอกและลดต้นทุนได้ครับ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลใน filing นี้ยังไม่มีตัวเลขที่บอกว่าจุดแข็งเหล่านี้ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดหรืออัตรากำไรสูงกว่าคู่แข่งเท่าไรครับ

🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก

ลูกค้าหลักของบริษัทคือบริษัทน้ำมันและก๊าซขนาดใหญ่ทั้งระดับนานาชาติ ระดับประเทศ และอิสระครับ ลูกค้ารายที่สำคัญที่สุดคือ Saudi Aramco ซึ่งคิดเป็นราว 30% ของรายได้รวมในปี 2025 (ปี 2024 ราว 31% และปี 2023 ราว 26%) และรายได้ส่วนนี้ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม International Drilling ครับ สัญญากับ Aramco คิดเป็นรายแท่น และดำเนินงานผ่าน SANAD ซึ่งเป็น joint venture ของบริษัทกับ Aramco ครับ

ฝั่งลูกหนี้การค้าก็สะท้อนการกระจุกตัวเช่นกันครับ ณ 30 มิ.ย. 2026 ลูกหนี้ราว 29% มาจากซาอุฯ 15% มาจากสหรัฐฯ และ 14% มาจากเม็กซิโกครับ บริษัทระบุว่าลูกค้ารายใหญ่ในเม็กซิโกมีประวัติจ่ายเงินช้า และช่วงหลังเริ่มใช้สถาบันการเงินภายนอกจ่ายแทนบางส่วนครับ ยอดหนี้ไม่ได้มีข้อพิพาท แต่ถ้าการจ่ายเงินล่าช้าเพิ่มขึ้นก็กระทบกระแสเงินสดได้ครับ

⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้

ความเสี่ยงแรกคือการพึ่งพาลูกค้าไม่กี่ราย โดยเฉพาะ Saudi Aramco ถ้าลูกค้ารายใหญ่ลดหรือยกเลิกการใช้งาน ผลกระทบต่อรายได้จะมีนัยสำคัญครับ และสัญญาแบบ single-well ส่วนใหญ่ลูกค้าสามารถยกเลิกได้ในเวลาสั้นๆ ครับ

ความเสี่ยงที่สองคือราคาน้ำมันและก๊าซ บริษัทระบุว่าการใช้จ่ายของลูกค้าในการสำรวจและพัฒนาขึ้นกับราคาเหล่านี้โดยตรงครับ ในไตรมาสล่าสุด บริษัทระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้แท่นนอกชายฝั่งบางส่วนถูกพักหรือหยุดงาน ขณะที่กิจกรรมการเจาะบนบกในตลาดที่บริษัททำงานยังคงทรงตัวและเพิ่มขึ้นเล็กน้อยครับ ฝั่งสหรัฐฯ ผู้ผลิตรายใหญ่ยังไม่เพิ่มการเจาะตามราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นครับ

ความเสี่ยงที่สามคือเรื่องหนี้และเครดิต ณ 31 ธ.ค. 2025 บริษัทมีหนี้ระยะยาวราว 2.5 พันล้านดอลลาร์ และมีกำหนดชำระภายใน 12 เดือนราว 379 ล้านดอลลาร์ครับ บริษัทระบุว่าอันดับเครดิตถูกปรับลงเป็น non-investment grade ซึ่งอาจทำให้การกู้ยืมในอนาคตแพงขึ้นครับ ข้อตกลงสินเชื่อกำหนดอัตราส่วน EBITDA ต่อดอกเบี้ย (interest coverage) ขั้นต่ำ 2.75 เท่า ณ 30 มิ.ย. 2026 บริษัทอยู่ที่ 4.69 เท่า และต้องให้ guarantor ถือทรัพย์สิน PP&E อย่างน้อย 90% ซึ่งอยู่ที่ 99.8% ครับ

ความเสี่ยงที่สี่คือตัวเลขเชิงคุณภาพของกำไร ครึ่งแรกปี 2026 บริษัทขาดทุนสุทธิ 37.5 ล้านดอลลาร์ และเงินสดกับ short-term investments ลดจาก 940.7 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2025 เหลือ 509.8 ล้านดอลลาร์ ณ 30 มิ.ย. 2026 ครับ ส่วนหนึ่งมาจากการชำระหนี้ราว 379 ล้านดอลลาร์ในครึ่งปีแรกครับ

ความเสี่ยงที่ห้าคือการขายลูกหนี้ (A/R Agreements) บริษัทมีวงเงินรับซื้อสูงสุด 250 ล้านดอลลาร์ และ ณ 30 มิ.ย. 2026 ลูกหนี้ที่ถูกซื้อไปแล้วอยู่ที่ 138 ล้านดอลลาร์ครับ ยอดนี้ขึ้นลงตามลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติในแต่ละช่วง จึงไม่ใช่แหล่งเงินที่คงที่ครับ

ความเสี่ยงอื่นๆ ที่บริษัทระบุไว้ ได้แก่ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศที่ทำงาน นโยบายภาษีและการค้า การเปลี่ยนผ่านพลังงาน การด้อยค่าของสินทรัพย์ระยะยาว และความเสี่ยงด้าน cybersecurity ครับ

📊 ตัวชี้วัดการเติบโต

ธุรกิจนี้ไม่ได้มีรายได้แบบ subscription จึงไม่มีตัวเลข ARR หรือ NRR ใน filing นี้ครับ และ filing ก็ไม่ได้เปิดเผย backlog หรือ RPO ไว้ในส่วนที่อ่านให้ข้อมูลไม่พอครับ ตัวชี้วัดที่บริษัทรายงานเป็นประจำคือจำนวน average rigs working ซึ่งเป็นการวัดจำนวนแท่นที่ทำงานจริงในช่วงเวลานั้นครับ

ปี 2025 ทั้งฝูงทำงานเฉลี่ย 158.3 แท่น ลดลงจาก 158.8 แท่นในปี 2024 ครับ โดย U.S. Drilling ลดลงจาก 75.1 เหลือ 69.9 แท่น ขณะที่ International Drilling เพิ่มจาก 83.7 เป็น 88.4 แท่นครับ ไตรมาส 2 ปี 2026 ฝั่งสหรัฐฯ ทำงานเฉลี่ย 77.8 แท่น เพิ่มขึ้น 7% ส่วนฝั่งต่างประเทศทำงานเฉลี่ย 93.4 แท่น เพิ่มขึ้น 9% ครับ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าปริมาณงานเพิ่มขึ้น แม้ราคาต่อวันในบางส่วนจะอ่อนลงครับ

🚀 อนาคตจะไปทางไหน

ทิศทางหลักที่บริษัทระบุคือการใช้โครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกและการดำเนินงานที่แข็งแรง เพื่อคว้าโอกาสการเติบโต พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีการเจาะทั้งบนแท่นและใต้หลุม และขยายบริการเสริมที่มีมูลค่าเพิ่มให้ลูกค้าครับ บริษัทยังระบุว่าจะลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกและการลดคาร์บอนด้วยครับ

ในส่วนของแนวโน้ม บริษัทระบุว่าในระยะกลางถึงยาว ตลาดต่างประเทศมีพื้นฐานที่ค่อนข้างดี จากการขยายกำลังการผลิตและการพัฒนาแหล่ง unconventional บางแห่ง และหลายพื้นที่มีสัญญาระยะยาวช่วยลดความผันผวนระยะสั้นครับ ฝั่งสหรัฐฯ บริษัทระบุว่าค่าเช่าแท่น leading-edge เริ่มขยับขึ้น แต่ประสิทธิภาพการเจาะที่ดีขึ้นทำให้ผู้ผลิตใช้แท่นน้อยลงครับ ส่วนการผนวก Parker Drilling ที่ปิดดีลในวันที่ 11 มี.ค. 2025 ยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตามว่าจะได้ประโยชน์ตามที่คาดไว้หรือไม่ครับ

📈 ผลล่าสุดสั้นๆ

ไตรมาส 2 ปี 2026 บริษัทมีรายได้ 814.8 ล้านดอลลาร์ ลดลง 18.0 ล้านดอลลาร์จากปีก่อน และขาดทุนสุทธิ 22.3 ล้านดอลลาร์ หรือ 2.04 ดอลลาร์ต่อหุ้น ซึ่งดีขึ้นจากขาดทุน 30.9 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนครับ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ

🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?

📑 อ่านผลประกอบการบริษัท 10-K / 10-Q (ภาษาไทย)
🎓 AI คุณพ่อนักลงทุน เจาะลึกหุ้นรายตัว [PRO]
🔔 แจ้งเตือนแนวรับ-แนวต้าน / Stage Analysis

 

ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ NBR →