Net Power (NPWR) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
พูดง่ายๆ คือ NET Power (NPWR) เป็นบริษัทเทคโนโลยีพลังงานและพัฒนาโครงการ ที่โฟกัสการทำโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติที่ปล่อยคาร์บอนต่ำครับ บริษัทก่อตั้งในปี 2010 โดยตั้งเป้าว่าจะทำให้ก๊าซธรรมชาติกลายเป็นไฟฟ้าสะอาดที่ต้นทุนต่ำที่สุดแบบที่ป้อนได้ต่อเนื่อง
ของเดิมของบริษัทคือเทคโนโลยีชื่อ Oxy-Combustion Cycle ซึ่งออกแบบมาให้ผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและดักจับ CO2 ไปพร้อมกันในตัว โดยพิสูจน์ที่โรงสาธิตขนาด 50 MWth ในเมือง La Porte รัฐเท็กซัส เริ่มก่อสร้างปี 2016 และจ่ายไฟเข้ากริดของเท็กซัสได้ในฤดูใบไม้ร่วงปี 2021 ครับ ต่อมาบริษัทเริ่มออกแบบโรงไฟฟ้าขนาดสาธารณูปโภคชื่อ SN1 ที่ตั้งใจจะทำในแถบ Permian Basin แต่พอออกแบบเสร็จในปี 2024 ราคาประเมินสูงกว่าที่คาด และในไตรมาส 4 ปี 2025 บริษัทหยุดการพัฒนา SN1 กับการทดสอบที่ La Porte แล้วครับ
ทิศทางใหม่คือ Clean Gas Product ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซแบบโมดูลาร์ ใช้ gas turbines ร่วมกับ PCC (post-combustion carbon capture) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ดักจับ CO2 จากไอเสียของเครื่องกังหันก๊าซ โมเดลธุรกิจคือออกแบบ สร้าง เป็นเจ้าของ และดำเนินการโรงไฟฟ้าเอง แล้วขายไฟฟ้า CO2 ที่จับได้ และ environmental attributes ครับ โครงการแรกคือ Project Permian ที่เท็กซัสตะวันตก ออกแบบรองรับได้สูงสุด 1 GW แบ่งเป็นหลายเฟส เฟสแรกประมาณ 80 MW net ตอนนี้บริษัทระบุว่าเฟสแรกจะใช้อุปกรณ์ก๊าซเป็นหลักและยังไม่ติด carbon capture ครับ
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
ตอนนี้บริษัทยังไม่มีรายได้ที่มีนัยสำคัญ เอกสารระบุชัดว่าเป็นบริษัท pre-revenue ครับ ดังนั้นเงินที่ใช้ดำเนินงานส่วนใหญ่มาจากเงินทุนที่สะสมไว้เดิม ไม่ได้มาจากการขายสินค้าในปัจจุบัน
ถ้าโครงการเดินหน้าได้ตามแผน รายได้จะมาจากสามทาง ทางแรกคือขายไฟฟ้าเข้าตลาดขายส่ง (wholesale market) หรือขายให้ลูกค้ากลุ่มใหญ่ เช่น hyperscalers, data center co-locators, บริษัทน้ำมันและก๊าซ, midstream และบริษัทอุตสาหกรรมอื่น ทางที่สองคือขาย CO2 ที่จับได้ให้บริษัทน้ำมันหรืออุตสาหกรรม ทางที่สามคือขาย environmental attributes ให้บริษัทที่อยากลด Scope 2 emissions ครับ
มีอีกจุดที่ควรดูครับ บริษัทตั้งใจส่ง CO2 ไปใช้ในการ enhanced oil recovery ในแถบ Permian หรือเก็บใต้ดิน แต่ยังไม่ได้ทำสัญญาขาย ขนส่ง หรือกักเก็บ CO2 กับใครเลย นอกจากนี้ บริษัทระบุว่าเครดิตภาษี 45Q อาจให้มูลค่าได้สูงสุด 85 ดอลลาร์ต่อตันของ CO2 แต่การได้รับและการขายสิทธินี้ขึ้นกับกฎหมายและระเบียบที่ยังเปลี่ยนแปลงได้ครับ ดังนั้นต้องแยกให้ออกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นแผนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งแรกคือเรื่องไฟฟ้าที่ป้อนได้ต่อเนื่อง (firm power) บริษัทระบุว่า Clean Gas Product ออกแบบให้จ่ายไฟแบบ baseload 24/7 ได้ โดยมี availability ที่ออกแบบไว้ 92% ถึง 94% ครับ ซึ่งต่างจากพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตตามสภาพอากาศ
จุดแข็งที่สองคือการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว บริษัทระบุว่าสหรัฐฯ มีท่อก๊าซธรรมชาติราวสามล้านไมล์ และท่อส่งไฟฟ้ากว่า 300,000 ไมล์ และ EIA คาดว่าจะมีโรงไฟฟ้าความร้อนหลายร้อยแห่งที่ใกล้หมดอายุก่อนปี 2050 ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นที่ตั้งที่ต่อยอดได้ครับ
จุดแข็งที่สามคือโมเดลแบบโมดูลาร์และเป็นมาตรฐาน ทำให้สร้างเป็นเฟสได้และขยายกำลังผลิตตามความต้องการ บริษัทคาดว่าการทำซ้ำจะช่วยลดความเสี่ยงและต้นทุนในระยะยาวครับ ส่วนจุดแข็งที่สี่คือประสบการณ์และข้อมูลจากโรง La Porte รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญาและทีมวิศวกรรม ซึ่งบริษัทยังคงเก็บไว้ครับ อย่างไรก็ตาม จุดแข็งเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่บริษัทอธิบายเอง ยังไม่ได้พิสูจน์ในเชิงพาณิชย์ครับ
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
พาร์ทเนอร์สำคัญคือ Entropy Inc. ผู้ให้บริการเทคโนโลยี carbon capture บริษัทลงนาม letter of intent ในเดือนพฤศจิกายน 2025 เพื่อเจรจาสัญญาให้สิทธิ์ใช้เทคโนโลยี PCC ในสหรัฐฯ แต่ตอนนี้ LOI หมดอายุตามเงื่อนไขแล้วและยังไม่มีการต่อ ยังไม่มีข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ และทั้งสองฝ่ายยกเลิกการเจรจาได้ทุกเมื่อครับ
อีกรายที่สำคัญคือ Occidental Petroleum ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และเป็น related party บริษัทเช่าที่ดินโครงการ Permian Phase I จากบริษัทในเครือ Occidental มีกำหนด 60 เดือน และมีสิทธิซื้อที่ดินได้ครับ แต่ถ้าจะขยายโครงการเกินเฟสแรกต้องได้สิทธิ์ที่ดินเพิ่ม ซึ่งยังไม่ได้รับและต้องเจรจากับเจ้าของที่ดินก่อนครับ
ส่วน Baker Hughes เคยเป็นพาร์ทเนอร์ผ่านข้อตกลง BHES JDA ซึ่งตอนนี้ถูกระงับ บริษัทจ่ายค่ายกเลิกสัญญา 26.1 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกปี 2026 และรับรู้ impairment เต็มจำนวนกับทรัพย์สินเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องครับ นอกจากนี้ ผู้ถือหุ้นที่ดำเนินงานโรง La Porte แจ้งว่าจะยกเลิกใบสั่งงานทั้งหมดที่มีกับบริษัท มีผลวันที่ 26 ธันวาคม 2026 ครับ
ส่วนลูกค้า ตอนนี้บริษัทยังไม่มีสัญญาซื้อไฟฟ้าแบบผูกมัด (binding power offtake agreement) เลย กระบวนการหาลูกค้ามุ่งไปที่ผู้พัฒนา data center และลูกค้าที่ใช้ไฟปริมาณมากเป็นหลักครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงแรกคือการขาดทุนต่อเนื่อง บริษัทขาดทุนสุทธิ 578.6 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 และ 49.2 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 และบริษัทคาดว่าค่าใช้จ่ายจะยังสูงกว่ารายได้ไปอีกระยะหนึ่งครับ
ความเสี่ยงที่สองคือยังไม่มีโครงการที่ตัดสินใจลงทุนจริง (FID) บริษัทระบุว่ายังไม่มีสัญญาซื้อไฟฟ้า ยังไม่มี project financing และยังไม่มีเงินลูกค้าหรือพาร์ทเนอร์มาสนับสนุน ถ้าเป้าหมาย FID ปี 2026 ที่เคยตั้งไว้ไม่เกิด ไทม์ไลน์ทั้งหมดก็ต้องเลื่อนตามครับ เอกสารยังบอกว่าบริษัทอาจต้องพึ่งเงินเพิ่มจากการระดมทุน ซึ่งทำให้ผู้ถือหุ้นเดิมเจือจางได้ และถ้ามูลค่าตลาดของหุ้นที่ไม่ใช่ affiliate ต่ำกว่า 75 ล้านดอลลาร์ บริษัทจะถูกจำกัดการออกหุ้นเพิ่มภายใต้ shelf registration ครับ
ความเสี่ยงที่สามคือเรื่องการอนุมัติและกริด บริษัทระบุว่า Governor ของเท็กซัสสั่งให้ตรวจสอบและ audit โครงการ data center ที่กำลังเข้าคิวเชื่อมต่อกับ ERCOT เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2026 ซึ่งอาจทำให้ลูกค้าตัดสินใจช้าลงหรือจำนวนลูกค้าที่ทำได้ลดลงครับ ยังมีเรื่อง air permit ที่ยังไม่ได้ยืนยันพื้นฐาน และอาจเปลี่ยนหากการตั้งค่าโรงไฟฟ้าเปลี่ยนครับ
ความเสี่ยงที่สี่คือความต้องการจ่ายเพรเมียมสำหรับไฟฟ้าสะอาด บริษัทยอมรับว่าการใส่ carbon capture จะคุ้มก็ต่อเมื่อลูกค้ายอมจ่ายแพงกว่าไฟจากก๊าซปกติ และนโยบายที่ลดการสนับสนุนพลังงานสะอาดอาจทำให้ความต้องการนี้ลดลงครับ ทั้งนี้ ราคาค่าไฟและเครดิตภาษี 45Q ก็ขึ้นกับนโยบายที่เปลี่ยนได้ครับ
ความเสี่ยงที่ห้าคือด้านการผลิตและอุปกรณ์ เครื่องกังหันมี backlog ของผู้ผลิตที่ยาวหลายปี ค่าขนส่ง ภาษีนำเข้า และความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจทำให้ของมาช้าหรือแพงขึ้นครับ ส่วนความเสี่ยงที่หกคือคู่แข่ง เช่นโรงไฟฟ้า combined cycle แบบไม่ดักคาร์บอน พลังงานหมุนเวียนกับแบตเตอรี่ และ SMR ซึ่งหลายรายมีทรัพยากรการเงินและความสัมพันธ์กับลูกค้ามากกว่าครับ
ความเสี่ยงที่เจ็ดคือประวัติการรับรู้ impairment ที่สูง บริษัทเคยตัด goodwill เต็มจำนวน 359.8 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกปี 2025 และรับรู้ impairment อีก 193.7 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่สองปี 2026 ครับ นี่คือสิ่งที่ผู้ลงทุนควรติดตามว่ามีอีกหรือไม่ครับ
📊 ตัวชี้วัดการเติบโต
บริษัทอยู่ในช่วง pre-revenue จึงไม่มีตัวชี้วัดด้านรายได้ซ้ำ เช่น ARR หรือ NRR ที่เป็นจริงครับ และในเอกสารไม่มีตัวเลข backlog หรือ RPO ที่เป็นรายได้จริงด้วยครับ สิ่งที่เอกสารมีคือตัวเลขเชิงคาดการณ์ เช่น บริษัทระบุว่าโครงการอาจขยายได้สูงสุด 1 GW และเฟสแรกประมาณ 80 MW net ครับ และยอดคำมั่นซื้ออุปกรณ์ตามสัญญาทั้งหมด 79.6 ล้านดอลลาร์ โดยเหลือ 55.8 ล้านดอลลาร์ที่ต้องจ่ายถึงปี 2028 ครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
บริษัทวางกลยุทธ์ไว้สามเสาหลักครับ เสาแรกคือทำ Clean Gas Product ให้เกิดขึ้นจริง โดยเร่งทำข้อตกลงกับ Entropy และเดินโครงการ Permian ไปสู่ FID เสาที่สองคือสร้างแพลตฟอร์มพัฒนาโครงการที่ทำซ้ำได้ เริ่มจากการหาที่ตั้ง จุดเชื่อมต่อกริด แหล่งก๊าซ และการขนส่ง CO2 เสาที่สามคือรักษาทางเลือกระยะยาวของ Oxy-Combustion Cycle ไว้ โดยไม่ลงทุนเต็มรูปแบบตอนนี้ครับ
สิ่งที่เปลี่ยนไปจากแผนเดิมคือกำหนด FID ของเฟสแรก บริษัทเคยตั้งเป้าไว้ไม่เร็วกว่าครึ่งหลังปี 2026 และเคยตั้งเป้าให้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ต้นปี 2029 แต่ตอนนี้บริษัทบอกว่าไม่คาดว่าจะ FID ในปี 2026 และยังไม่ได้ตั้งวันที่ใหม่ครับ นอกจากนี้ บริษัทอาจต้องตัดสินใจสั่งอุปกรณ์เพิ่มก่อน FID และก่อนมีสัญญาซื้อไฟฟ้า ซึ่งหากโครงการไม่ไปต่อ บริษัทอาจกู้ทุนคืนจากอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ได้ทั้งหมดครับ
ด้านนโยบาย บริษัทอ้างถึงเครดิตภาษี 45Q และโครงการค้ำประกันของ DOE ที่ตั้งวงเงินได้ถึง 250 พันล้านดอลลาร์ถึง 30 กันยายน 2028 ซึ่งเป็นกรอบนโยบายกว้างๆ ไม่ได้เจาะจงกับ NPWR ครับ ควรดูว่าบริษัทได้ใช้สิทธิ์เหล่านี้จริงหรือไม่ในเอกสารถัดไปครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ในไตรมาสที่สองของปี 2026 บริษัทมีค่าใช้จ่ายรวม 209.9 ล้านดอลลาร์ โดยมี impairment 193.7 ล้านดอลลาร์รวมอยู่ด้วย ทำให้ขาดทุนที่เป็นของ NET Power 80.3 ล้านดอลลาร์ เทียบกับ 28.1 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันปีก่อนครับ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2026 สภาพคล่องรวมอยู่ที่ 308.4 ล้านดอลลาร์ ลดลงจาก 376.1 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2025 ครับ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงิน
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ NPWR →