Oric Pharmaceuticals (ORIC) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
ORIC Pharmaceuticals เป็นบริษัทยาชีวภาพที่ยังอยู่ในขั้น clinical stage ครับ คือยังไม่มียาตัวไหนได้รับอนุมัติขายเชิงพาณิชย์ แต่กำลังทดลองยาในผู้ป่วยจริง โจทย์ใหญ่ของบริษัทคือ "การดื้อยาของมะเร็ง" ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ยาเดิมได้ผลไม่นานและมะเร็งกลับมาอีกครั้ง ORIC จึงพัฒนายาที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับกลไกการดื้อเหล่านี้โดยตรงครับ
ตอนนี้มีตัวหลักสองตัวที่บริษัทเดินหน้าอยู่ครับ ตัวแรกชื่อ rinzimetostat (เดิมชื่อ ORIC-944) เป็น allosteric inhibitor ของ PRC2 ผ่านซับยูนิต EED ใช้ศึกษาในผู้ป่วย metastatic castration resistant prostate cancer (mCRPC) ซึ่งเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากระยะที่ดื้อต่อการรักษาฮอร์โมนแล้ว โดยทดลองร่วมกับ apalutamide (Erleada ของ Johnson & Johnson) และ darolutamide (Nubeqa ของ Bayer) ตัวที่สองชื่อ enozertinib (เดิมชื่อ ORIC-114) เป็นยาแบบรับประทาน ผ่านเข้าสมองได้ ออกฤทธิ์ยับยั้ง EGFR exon 20 insertion และ EGFR atypical mutations ใช้ศึกษาในมะเร็งปอด NSCLC ครับ
เมื่อเดือนสิงหาคม 2025 บริษัทตัดสินใจโฟกัสเฉพาะสองตัวนี้ และยุบ discovery research group ทำให้งานวิจัยระยะต้นลดลงมาก พร้อมปรับลดพนักงานประมาณ 20% ครับ นี่คือการเปลี่ยนจากการมีหลายโปรเจกต์ มาเป็นการเดิมพันกับสองโปรเจกต์หลักอย่างเต็มที่ครับ
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
ตอนนี้ยังไม่มีรายได้จากการขายยาเลยครับ บริษัทระบุชัดว่า "to date, we have not generated any revenue" และยังไม่รู้ว่าจะมีรายได้จริงเมื่อไหร่หรือไม่ ดังนั้นเงินที่ใช้ทำงานทั้งหมดมาจากการระดมทุนและดอกเบี้ยจากเงินลงทุนที่ถืออยู่ครับ
การระดมทุนหลักมาจากการขายหุ้นใหม่ครับ ช่วงครึ่งแรกปี 2026 บริษัทขายหุ้นผ่าน ATM ได้สุทธิประมาณ 59.9 ล้านดอลลาร์ ราว 4.7 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 12.96 ดอลลาร์ต่อหุ้น ส่วนในเดือนพฤษภาคม 2025 บริษัททำ private placement ได้ 125 ล้านดอลลาร์ก่อนหักค่าใช้จ่าย ที่ราคา 6.50 ดอลลาร์ต่อหุ้น ฝั่งดอกเบี้ย ครึ่งแรกปี 2026 บริษัทมีรายได้อื่นจากดอกเบี้ยประมาณ 7.7 ล้านดอลลาร์ครับ
ฝั่งรายจ่าย ครึ่งแรกปี 2026 บริษัทใช้เงินสดในการดำเนินงานไปประมาณ 64 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่คือค่าวิจัยและพัฒนา ซึ่งอยู่ที่ 67.7 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ค่าบริหารอยู่ที่ 17.2 ล้านดอลลาร์ครับ ในอนาคตบริษัทระบุว่าอาจได้เงินจาก milestone payment หรือ royalty ถ้ามีพาร์ทเนอร์มาร่วมพัฒนาหรือจำหน่ายยาในอนาคต แต่ยังไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นจริงในตอนนี้ครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแรกคือประสบการณ์ของทีมผู้ก่อตั้งครับ Charles Sawyers และ Richard Heyman เคยร่วมก่อตั้ง Aragon ซึ่งพัฒนางานที่นำไปสู่ยา Erleada และถูก Johnson & Johnson ซื้อกิจการในปี 2013 รวมถึงมีบทบาทในการพัฒนา Gleevec และ Sprycel ด้วยครับ ส่วนทีมวิจัยที่ทำงานร่วมกันที่ Genentech ก่อนหน้านี้ บริษัทระบุว่าผลักดันโปรแกรมมะเร็งมากกว่า 20 โปรแกรมเข้าสู่การทดลองทางคลินิก และมียาได้รับอนุมัติแล้ว 4 ตัวครับ
จุดที่สองคือข้อมูลการทดลองของ rinzimetostat ครับ ในการทดลองระยะ 1b กับผู้ป่วย 20 ราย ที่ได้รับข้อมูลเดือนพฤศจิกายน 2025 บริษัทรายงานว่า 55% ของผู้ป่วยมี PSA50 response และ 76% มี ctDNA ลดลงมากกว่า 50% ต่อมาเดือนมีนาคม 2026 บริษัทรายงาน landmark 5-month rPFS อยู่ที่ 84% และระบุว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกับ benchmark ของยา PRC2 inhibitor คู่แข่ง ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลที่บริษัทนำเสนอเองและกลุ่มตัวอย่างยังเล็กอยู่ครับ จึงควรดูเป็นสัญญาณเบื้องต้นมากกว่าข้อสรุปครับ
จุดที่สามคือการร่วมมือกับยักษ์ใหญ่ในวงการยาครับ Bayer ตกลงจัดหา darolutamide ให้ใช้ในการทดลอง Himalayas-1 โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนของบริษัทในการทดลองเฟส 3 ครับ
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ตอนนี้ยังไม่มีลูกค้าที่ซื้อยาจากบริษัทครับ สิ่งที่มีคือพาร์ทเนอร์ที่ให้สิทธิ์และร่วมทดลองยากับ ORIC ครับ
- Mirati Therapeutics: ให้สิทธิ์การพัฒนาและจำหน่าย rinzimetostat ภายใต้ Mirati License Agreement ครับ
- Voronoi Inc.: ให้สิทธิ์การพัฒนาและจำหน่าย enozertinib ภายใต้ license and collaboration agreement ครับ
- Johnson & Johnson (Janssen): ร่วมทดลอง rinzimetostat กับ apalutamide (Erleada) และร่วมทดลอง enozertinib กับ SC amivantamab ในผู้ป่วยมะเร็งปอด NSCLC ที่มี EGFR exon 20 mutations ครับ
- Bayer: ร่วมทดลอง rinzimetostat กับ darolutamide (Nubeqa) และจัดหายาให้ใช้ในการทดลอง Himalayas-1 ครับ
- ผู้ให้บริการภายนอก: บริษัทใช้ CRO และ CMO ในการทดลองทางคลินิกและการผลิต ซึ่งบริษัทระบุเป็นค่าใช้จ่ายภายนอกที่สำคัญครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
- ยังไม่มีรายได้และขาดทุนต่อเนื่อง: ขาดทุนสุทธิครึ่งแรกปี 2026 อยู่ที่ 77.3 ล้านดอลลาร์ และขาดทุนสะสมอยู่ที่ 769.5 ล้านดอลลาร์ บริษัทระบุว่าจะขาดทุนมากขึ้นต่อไปครับ
- พึ่งพายาสองตัวเป็นหลัก: ถ้า rinzimetostat หรือ enozertinib ตัวใดตัวหนึ่งล้มเหลวในการทดลอง ผลกระทบต่อบริษัทจะใหญ่มากครับ
- ข้อมูลยังไม่ผ่านการทดลองระยะใหญ่: บริษัทระบุว่ายังไม่เคยทำการทดลองระยะใหญ่หรือ pivotal trial ที่สำเร็จ และการทดลอง Himalayas-1 เพิ่งเริ่มในเดือนกรกฎาคม 2026 ครับ
- ความเสี่ยงการเพิ่มทุน: บริษัทเปิดโปรแกรม ATM วงเงินสูงสุด 200 ล้านดอลลาร์ และอาจต้องระดมทุนเพิ่มอีก ซึ่งทำให้ผู้ถือหุ้นเดิมถูกเจือจางได้ครับ
- การแข่งขันสูง: บริษัทระบุว่าตลาดที่ทั้งสองตัวเข้าไปนั้นมีการแข่งขันสูงครับ ทั้งจากยากลุ่ม EZH2/PRC2 และยาที่มุ่งเป้า EGFR ครับ
- พึ่งพาคู่ค้าและสิทธิ์ที่ได้มาจากคนอื่น: ทั้ง rinzimetostat และ enozertinib ใช้สิทธิ์จาก Mirati และ Voronoi ถ้าข้อตกลงมีปัญหาหรือถูกยกเลิก บริษัทอาจเสียสิทธิ์พัฒนายาไปครับ
- การกำกับดูแลและกฎระเบียบ: บริษัทระบุไว้ในหัวข้อความเสี่ยงว่ามี SEC civil enforcement action ต่อผู้บริหารคนหนึ่งของบริษัท ควรไปอ่านรายละเอียดในหัวข้อ Risk Factors ด้วยตัวเองครับ
- ต้นทุนการเป็นบริษัทมหาชนเพิ่มขึ้น: ตั้งแต่สิ้นปี 2025 บริษัทไม่ได้เข้าข่าย emerging growth company และ smaller reporting company แล้ว ค่าใช้จ่ายด้านการปฏิบัติตามกฎจึงน่าจะเพิ่มขึ้นครับ
📊 ตัวชี้วัดการเติบโต
เนื่องจาก ORIC ยังไม่มีรายได้ ตัวชี้วัดอย่าง ARR, NRR หรือ backlog จึงใช้ไม่ได้ครับ ตัวที่ควรติดตามแทนคือ ความคืบหน้าของการทดลอง เช่นการเริ่มเฟส 3 ของ rinzimetostat และผลข้อมูลของ enozertinib ที่บริษัทระบุว่าจะรายงานในครึ่งหลังของปี 2026 ครับ นอกจากนี้ให้ดูระยะเวลาเงินทุนที่บริษัทประเมินว่าจะพอใช้ไปถึงครึ่งหลังของปี 2028 ซึ่งเป็นการคาดการณ์ที่มีความไม่แน่นอนครับ และดูแนวโน้มค่าวิจัยและพัฒนาที่เพิ่มขึ้นจาก 55.2 ล้านดอลลาร์ในครึ่งแรกปี 2025 เป็น 67.7 ล้านดอลลาร์ในครึ่งแรกปี 2026 ครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
บริษัทระบุว่าได้เลือกขนาดยา rinzimetostat สำหรับการทดลองเฟส 3 คือ 400 mg QD ร่วมกับ darolutamide และเริ่มการทดลองทะเบียนระดับโลกชื่อ Himalayas-1 ในผู้ป่วย mCRPC ที่ผ่านการรักษาด้วย abiraterone มาแล้วในเดือนกรกฎาคม 2026 ครับ ส่วน enozertinib บริษัทระบุว่าเลือกขนาด 80 mg QD เป็นยาเดี่ยวสำหรับการพัฒนาเฟส 3 ที่อาจเกิดขึ้น และจะรายงานข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ยังไม่เคยรับการรักษาครับ
บริษัทยังระบุด้วยว่า ถ้ายาได้รับการอนุมัติ จะต้องสร้างระบบขายและการตลาดของตัวเอง ซึ่งหมายถึงการลงทุนเพิ่มอีกมากครับ เส้นทางจากตอนนี้ไปถึงยาที่ขายได้จริงยังอีกยาวและมีความไม่แน่นอนสูงครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ครึ่งแรกปี 2026 ORIC ขาดทุนสุทธิ 77.3 ล้านดอลลาร์ เพิ่มจาก 66.4 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันปีก่อน โดยยังไม่มีรายได้จากการขาย ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ ORIC →