PDD Holdings (PDD) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
PDD Holdings คือบริษัทแม่ที่บริหารแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสองตัวหลักครับ ตัวแรกคือ Pinduoduo ซึ่งเปิดตัวในจีนตั้งแต่ปี 2015 และตัวที่สองคือ Temu ที่เพิ่งเปิดตัวในสหรัฐฯ ปี 2022 แล้วขยายไปทั่วโลก
พูดง่ายๆ คือ PDD ไม่ได้ขายของเองครับ แต่เปิดพื้นที่ให้พ่อค้าแม่ค้าบุคคลที่สามมาเปิดร้าน แล้วเก็บค่าบริการจากพ่อค้าเหล่านั้น ทั้งค่าธรรมเนียมการขายและค่าโฆษณา
Pinduoduo มีฟีเจอร์เด่นที่เรียกว่า "team purchase" คือให้ผู้ซื้อชวนเพื่อนหรือครอบครัวมารวมกลุ่มซื้อสินค้าร่วมกัน เพื่อได้ราคาถูกลง โมเดลนี้ทำให้แพลตฟอร์มกระจายตัวผ่านโซเชียลมีเดียโดยที่ผู้ซื้อเองช่วยบอกต่อ นอกจากนี้ยังมี Duo Duo Grocery ซึ่งเป็นบริการสั่งของชำล่วงหน้าแล้วไปรับที่จุดรับของในวันถัดไป เปิดตัวในปี 2020 ส่วน Temu ก็ทำในลักษณะคล้ายกันแต่เน้นตลาดต่างประเทศ โดย ณ สิ้นปี 2025 Temu ให้บริการในหลายประเทศ ทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่น เยอรมนี อังกฤษ ฝรั่งเศส แคนาดา และอิตาลี เป็นต้น
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
รายได้หลักมาจากสองช่องทางครับ
ช่องทางแรกคือ Transaction Services หรือค่าธรรมเนียมที่เก็บจากพ่อค้าเมื่อมีการขายสินค้าสำเร็จบนแพลตฟอร์ม พูดง่ายๆ คือ PDD เก็บเปอร์เซ็นต์จากยอดขายของพ่อค้าแต่ละรายครับ
ช่องทางที่สองคือ Online Marketing Services หรือค่าโฆษณาที่เก็บจากพ่อค้าที่ต้องการให้สินค้าตัวเองปรากฏในผลการค้นหา หรือซื้อพื้นที่แสดงโฆษณาในหน้าต่างๆ ของแอป เก็บได้ทั้งแบบคิดตามจำนวนครั้งที่แสดงผล (impressions) หรือตามจำนวนคลิก และแบบราคาคงที่
รวมรายได้ปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 431,846 ล้านหยวน (ราวๆ 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์) เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ที่ทำได้ 393,836 ล้านหยวน ส่วนปี 2023 อยู่ที่ 247,639 ล้านหยวนครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งที่ชัดเจนที่สุดคือ วงจรที่เสริมกันระหว่างผู้ซื้อและพ่อค้า ครับ ยิ่งมีผู้ซื้อมาก พ่อค้าก็ยิ่งอยากมาขาย พอมีพ่อค้าเยอะขึ้น ราคาสินค้าก็แข่งขันกันมากขึ้น ผู้ซื้อก็ยิ่งอยากมาช้อป วนเป็นวงกลมแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ฟีเจอร์ team purchase ของ Pinduoduo ก็เป็นจุดแข็งครับ เพราะทำให้ผู้ใช้งานกลายเป็นคนช่วยบอกต่อและดึงคนใหม่เข้ามาเอง ลดต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ได้ส่วนหนึ่ง
อีกจุดหนึ่งคือ ระบบ e-waybill ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเองเพื่อเชื่อมต่อระหว่างการยืนยันออเดอร์บนแพลตฟอร์มกับการส่งต่อข้อมูลให้บริษัทโลจิสติกส์ภายนอก ทำให้ผู้ซื้อสามารถติดตามสถานะพัสดุได้แบบเรียลไทม์ และกระบวนการจัดส่งทำงานได้ราบรื่นมากขึ้น
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ลูกค้าหลักของ PDD คือ พ่อค้าบุคคลที่สาม ที่มาเปิดร้านบนแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Pinduoduo หรือ Temu ครับ บริษัทเรียกกลุ่มนี้ว่า "merchants" และถือว่าเป็นแหล่งรายได้โดยตรง ส่วนผู้ซื้อนั้นบริษัทเรียกว่า "buyers" ซึ่งแม้จะไม่ได้จ่ายเงินให้ PDD โดยตรง แต่ก็เป็นตัวดึงดูดให้พ่อค้าอยากมาอยู่บนแพลตฟอร์มครับ
ด้านพาร์ทเนอร์นั้น บริษัทพึ่งพา บริษัทโลจิสติกส์ภายนอก เป็นหลักในการจัดส่งสินค้า รวมถึงผู้ให้บริการโกดังและจุดรับของในกรณีของ Duo Duo Grocery ข้อมูลใน filing ไม่ได้ระบุชื่อพาร์ทเนอร์โลจิสติกส์รายใดเป็นพิเศษครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงมีหลายชั้นครับ ขอเล่าที่สำคัญๆ
ความเสี่ยงโครงสร้างบริษัท (VIE Structure) นี่คือเรื่องที่นักลงทุนต่างชาติต้องเข้าใจครับ เพราะกฎหมายจีนไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติถือหุ้นโดยตรงในธุรกิจอินเทอร์เน็ต PDD จึงใช้โครงสร้างสัญญาที่เรียกว่า VIE ซึ่งหมายความว่าผู้ถือ ADS ไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการในจีนโดยตรง แต่มีสิทธิ์ผ่านชุดสัญญา ถ้าวันหนึ่งสัญญาพวกนี้ถูกตีความว่าผิดกฎหมาย หรือผู้ถือหุ้น VIE ไม่ทำตามข้อตกลง ผลกระทบก็จะรุนแรงมาก
ข้อจำกัดการโอนเงินออกนอกจีน บริษัทระบุว่าเงินที่อยู่ในจีนอาจไม่สามารถนำออกมาได้อย่างเสรี เนื่องจากกฎการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราของรัฐบาลจีน โดย ณ สิ้นปี 2025 ยอดสินทรัพย์สุทธิที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดเหล่านี้รวมอยู่ที่ประมาณ 125,917 ล้านหยวนครับ
Temu ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น บริษัทระบุเองว่า Temu ยังอยู่ในระยะแรกของการพัฒนา และต้องการทรัพยากรทั้งเงินและคนจำนวนมากอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังไม่รับประกันว่าจะดึงผู้ใช้ได้เพียงพอหรือทำกำไรได้ตามที่คาดหวัง
ชื่อเสียงและปัญหาสินค้าเลียนแบบ USTR ของสหรัฐฯ ได้ขึ้นบัญชี Pinduoduo เป็น "notorious market" ตั้งแต่ปี 2019 และอาจทำเช่นนั้นต่อไปในอนาคต ซึ่งกระทบภาพลักษณ์แบรนด์โดยตรง
การพึ่งพาโลจิสติกส์ภายนอก เพราะ PDD ไม่ได้บริหารการขนส่งเอง ถ้าผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายใดขึ้นราคา หยุดบริการ หรือทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ก็กระทบประสบการณ์ผู้ซื้อโดยตรงครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
บริษัทระบุว่าต้องการขยาย Temu ให้ครอบคลุมตลาดโลกมากขึ้นครับ โดยปัจจุบันให้บริการในหลายประเทศรวมถึงเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป และบริษัทระบุว่า Temu มีเป้าหมายจะเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซระดับโลกที่เน้นสินค้าคุณภาพในราคาที่จับต้องได้
นอกจากนี้บริษัทยังบอกว่าต้องการดึงธุรกิจและผู้คนเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้น โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นและธุรกิจขนาดเล็กที่จะได้ประโยชน์จากเครือข่ายด้านโลจิสติกส์และการจัดการสินค้าที่บริษัทสร้างไว้ครับ
อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุชัดเจนใน filing ว่าไม่รับประกันว่าอัตราการเติบโตในอดีตจะคงอยู่ต่อไปได้ เนื่องจากตลาดอีคอมเมิร์ซมีการแข่งขันสูง และสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงเร็วมากครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ปี 2025 รายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 431,846 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นราว 10% จากปี 2024 ที่ทำได้ 393,836 ล้านหยวน ส่วนกำไรสุทธิปี 2025 อยู่ที่ 97,843 ล้านหยวน ลดลงจากปี 2024 ที่ทำได้ 112,435 ล้านหยวน ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
เริ่มเลย →