คุณพ่อนักลงทุน
คุณพ่อนักลงทุนรีวิวหุ้นแบบเจ้าของธุรกิจ
📈 NASDAQ : PFE

Pfizer (PFE) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที

สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง

📄 อ้างอิง: แบบ 10-K (ยื่น 2026-02-26) และ 10-Q (ยื่น 2026-05-05) · ข้อมูลจาก SEC EDGAR (public domain)

🏢 ทำธุรกิจอะไร

Pfizer Inc. (PFE) เป็นบริษัทยาและวัคซีนระดับโลก พูดง่ายๆ คือ ค้นคว้า พัฒนา ผลิต และขายยาให้คนทั่วโลก ตั้งแต่ยารักษาโรคหัวใจ มะเร็ง ไปจนถึงวัคซีนครับ

ปัจจุบัน Pfizer แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วนหลัก ส่วนแรกคือ Biopharma ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก ครอบคลุมยาและวัคซีนสำหรับผู้บริโภคทั่วไปและสถานพยาบาล ส่วนที่สองคือ Pfizer CentreOne (PC1) ซึ่งเป็นธุรกิจผลิตยาให้บริษัทอื่น (Contract Manufacturing) รวมถึงขายสารตั้งต้นยา (Active Pharmaceutical Ingredient) ให้ลูกค้าองค์กร ทั้งสองส่วนนี้เพิ่งถูกจัดโครงสร้างใหม่ตั้งแต่ต้นปี 2026 ครับ

ถ้าดูจากตัวเลข รายได้รวมในไตรมาสแรกปี 2026 อยู่ที่ราว 14,500 ล้านดอลลาร์ โดย Biopharma คิดเป็นสัดส่วนหลักที่ราว 14,161 ล้านดอลลาร์ ส่วน PC1 อยู่ที่ 289 ล้านดอลลาร์ครับ

💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน

รายได้ส่วนใหญ่มาจากการขายยาและวัคซีนในฝั่ง Biopharma ซึ่งมีสินค้าหลายตัวที่แต่ละตัวทำเงินหลักพันล้านดอลลาร์ต่อไตรมาสครับ

ตัวทำเงินหลักในไตรมาสแรก 2026 ได้แก่ Eliquis (ยาป้องกันเลือดแข็งตัว) ทำรายได้ 2,166 ล้านดอลลาร์ โต 8% เมื่อเทียบปีก่อน, Prevnar family (วัคซีนป้องกันปอดบวม) 1,690 ล้านดอลลาร์, Vyndaqel family (ยารักษาโรคหัวใจชนิดหนึ่ง) 1,602 ล้านดอลลาร์ และ Ibrance (ยามะเร็งเต้านม) อีก 1,008 ล้านดอลลาร์ครับ

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่กำลังโตเร็ว เช่น Padcev (ยามะเร็งกระเพาะปัสสาวะ) โต 39% และ Nurtec ODT/Vydura (ยาไมเกรน) โต 41% ในขณะที่ Comirnaty (วัคซีน COVID-19) และ Paxlovid (ยารักษา COVID-19) ยังคงหดตัวลงต่อเนื่อง โดยลดลง 59% และ 63% ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่ารายได้จาก COVID-19 กำลังเจือจางลงอย่างมีนัยสำคัญครับ

รายได้มาจากทั้งในสหรัฐฯ ราว 8,731 ล้านดอลลาร์ และต่างประเทศอีก 5,719 ล้านดอลลาร์ ถือว่ากระจายตัวได้พอสมควร และสังเกตได้ว่าหลายผลิตภัณฑ์โตดีในตลาดต่างประเทศมากกว่าในสหรัฐฯ ครับ

🏰 จุดแข็งของธุรกิจ

จุดแข็งที่ชัดเจนที่สุดของ Pfizer คือ ทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิบัตร ครับ ตราบใดที่ยาแต่ละตัวยังอยู่ในช่วงสิทธิบัตร บริษัทก็สามารถตั้งราคาและรักษาส่วนแบ่งตลาดได้โดยไม่ต้องแข่งกับยาสามัญหรือ biosimilar

นอกจากนั้น Pfizer มี พอร์ตยาที่กว้างและกระจายตัว ครอบคลุมหลายโรคทั้งมะเร็ง โรคหัวใจ โรคติดเชื้อ และวัคซีน ทำให้ถ้าผลิตภัณฑ์ใดตัวหนึ่งหดตัว ตัวอื่นยังช่วยประคองรายได้รวมได้ระดับหนึ่ง ดังจะเห็นว่าแม้รายได้ COVID-19 ลดลงมาก แต่รายได้รวมยังโต 5% ได้ในไตรมาสแรก 2026 ครับ

บริษัทยังมี ขนาดและเครือข่ายการกระจายยาระดับโลก ซึ่งต้องใช้เวลาและเงินลงทุนมหาศาลในการสร้าง รวมถึงความสัมพันธ์กับหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลก ทำให้คู่แข่งหน้าใหม่เข้ามาแข่งได้ยาก ส่วนด้านการเงิน Pfizer มี Non-GAAP Adjusted Income ปี 2025 ที่ราว 18,400 ล้านดอลลาร์ สูงกว่า GAAP Net Income ที่ 7,771 ล้านดอลลาร์ สะท้อนว่ายังมีกำไรจากการดำเนินงานหลักอยู่ในระดับดีครับ

🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก

Pfizer ขายสินค้าผ่านช่องทางหลักหลายแบบครับ ได้แก่ โรงพยาบาล ร้านขายยา บริษัทประกันสุขภาพและ Managed Care Organizations รวมถึงรัฐบาลต่างๆ ที่ซื้อวัคซีนและยาในระดับประเทศ เช่น การจัดซื้อ Comirnaty และ Paxlovid โดยรัฐบาลในหลายประเทศช่วงที่ผ่านมา

ในส่วนของ Pfizer CentreOne นั้น ลูกค้าจะเป็นบริษัทยาอื่นๆ ที่จ้างให้ Pfizer ผลิตยาหรือส่งสารตั้งต้นให้ครับ

ในฝั่ง Eliquis มี Bristol-Myers Squibb เป็นพาร์ทเนอร์ร่วมในการขายและทำการตลาด ส่วน Xtandi มีพาร์ทเนอร์ชิปกับ Astellas ครับ อย่างไรก็ตาม filing ที่มีอยู่ไม่ได้ระบุสัดส่วนรายได้จากลูกค้ารายใดรายหนึ่งโดยตรง

⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้

ความเสี่ยงแรกและใหญ่ที่สุดคือ การหมดอายุสิทธิบัตร ครับ Pfizer เองระบุใน filing ว่าคาดว่ารายได้จะได้รับผลกระทบจากการหมดสิทธิบัตรราว 1,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 และจะเร่งตัวขึ้นอีกในปี 2026–2030 สินค้าที่จะถูกกระทบ ได้แก่ Ibrance และ Xtandi ในปี 2027 และ Xeljanz ในปี 2028 เมื่อสิทธิบัตรหมดลง ยาสามัญหรือ biosimilar ก็เข้ามาแข่ง ราคาและ margin ก็ลง

ความเสี่ยงที่สองคือ แรงกดดันด้านราคายาจากภาครัฐ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ กฎหมาย Inflation Reduction Act (IRA) ทำให้รัฐบาลสามารถต่อรองราคายาในโครงการ Medicare ได้โดยตรง Eliquis ถูกกำหนดราคาใหม่แล้วตั้งแต่ต้นปี 2026 และยาตัวอื่นจะทยอยตามมาในปีถัดๆ ไปครับ

ความเสี่ยงที่สามคือ ภาษีนำเข้า (Tariff) ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่น่าจับตา รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศมาตรการ Section 232 สำหรับยานำเข้า อาจเรียกเก็บภาษีสูงถึง 100% โดยจะเริ่มทยอยใช้ตั้งแต่ 31 กรกฎาคม 2026 ซึ่ง Pfizer กำลังอยู่ระหว่างเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ อยู่ครับ ผลกระทบยังไม่ชัดเจน

ความเสี่ยงที่สี่คือ ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน เพราะรายได้กว่า 40% มาจากต่างประเทศ และในไตรมาสแรก 2026 ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวช่วยหนุนรายได้อยู่ 3% แต่ถ้าพลิกทิศก็กดรายได้ได้เช่นกันครับ

สุดท้ายคือ ความเสี่ยงด้านกฎหมายและคดีความ Pfizer มีคดีความเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หลายคดีอยู่ตลอดเวลา รวมถึงภาษีที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน (Unrecognized Tax Benefits) ที่ยอดรวมอยู่ที่ราว 4,700 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2025 ครับ

🚀 อนาคตจะไปทางไหน

บริษัทระบุว่ากลยุทธ์หลักคือการพัฒนาสินค้าใหม่จาก pipeline ของตัวเองและเติมพอร์ตด้วยการซื้อกิจการ ล่าสุดในเดือนพฤศจิกายน 2025 Pfizer เข้าซื้อกิจการ Metsera ซึ่ง filing ระบุไว้ในส่วนของกิจกรรม Business Development แต่ยังไม่มีรายละเอียดผลิตภัณฑ์ชัดเจนในส่วนที่ได้รับมาครับ

กลุ่มที่น่าจับตามองในแง่การเติบโตระยะกลางคือ Padcev ในมะเร็งกระเพาะปัสสาวะที่โต 39%, Nurtec ODT/Vydura ในยาไมเกรนที่โต 41% และ Lorbrena ในมะเร็งปอดที่โต 32% ในไตรมาสแรก 2026 ครับ รวมถึง Vyndaqel ที่ยังมีโอกาสขยายฐานผู้ป่วยในต่างประเทศอีกมาก

ส่วนความท้าทายที่ Pfizer ต้องผ่านให้ได้คือการสร้างรายได้ใหม่ให้ทดแทนรายได้ COVID-19 ที่หายไป และรับมือกับสิทธิบัตรที่หมดอายุในหลายตัวพร้อมๆ กันในช่วง 2026–2030 ครับ

📈 ผลล่าสุดสั้นๆ

ไตรมาสแรก 2026 รายได้รวมอยู่ที่ 14,451 ล้านดอลลาร์ เติบโต 5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (โตเชิงปฏิบัติการ 2% หลังหักผลกระทบค่าเงิน) โดยถ้าตัดรายได้ COVID-19 ออก รายได้ส่วนที่เหลือโตถึง 7% เชิงปฏิบัติการ ส่วน Income from Continuing Operations ก่อนภาษีอยู่ที่ 3,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 386 ล้านดอลลาร์จากปีก่อนครับ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงิน

🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?

📑 อ่านผลประกอบการบริษัท 10-K / 10-Q (ภาษาไทย)
🎓 AI คุณพ่อนักลงทุน เจาะลึกหุ้นรายตัว [PRO]
🔔 แจ้งเตือนแนวรับ-แนวต้าน / Stage Analysis

 

เริ่มเลย →