Regeneron Pharmaceuticals (REGN) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
Regeneron Pharmaceuticals (REGN) คือบริษัทยาชีวเภสัชภัณฑ์ (biotechnology) สัญชาติอเมริกัน ที่ทำครบวงจรตั้งแต่ค้นคว้าวิจัย พัฒนา ผลิต ไปจนถึงขายยาเองครับ พูดง่ายๆ คือไม่ได้แค่คิดสูตรยาแล้วส่งให้คนอื่นทำต่อ แต่ดูแลทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง
ยาของ Regeneron มุ่งเป้าไปที่โรคร้ายแรงหลายกลุ่ม ได้แก่ โรคตา โรคภูมิแพ้และการอักเสบ มะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคระบบประสาท โรคเลือด โรคติดเชื้อ และโรคหายาก ปัจจุบันมียาที่ได้รับการอนุมัติและวางตลาดแล้วมากกว่า 10 ตัว ครอบคลุมทั้งตลาดสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
รายได้หลักของ Regeneron มาจากสองทาง คือขายยาเองโดยตรง และรับส่วนแบ่งกำไรจากพาร์ทเนอร์ที่ช่วยขายในบางตลาดครับ
ยาดาวเด่นที่สร้างรายได้มากที่สุดตอนนี้คือ Dupixent (dupilumab) รักษาโรคผิวหนังอักเสบ หอบหืด และโรคภูมิแพ้อื่นๆ โดยในไตรมาสแรกของปี 2026 ยอดขายรวมทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 4,880 ล้านดอลลาร์ โต 33% จากปีก่อน — ตัวนี้คือเครื่องยนต์หลักของบริษัทเลยครับ อย่างไรก็ตาม Sanofi เป็นคนบันทึกยอดขาย Dupixent แล้ว Regeneron รับส่วนแบ่งกำไรกลับมาในรูป Collaboration Revenue
ยาตัวที่สองคือกลุ่ม EYLEA / EYLEA HD (aflibercept) รักษาโรคตา เช่น จอประสาทตาเสื่อม และเบาหวานขึ้นตา ยอดขายรวมในไตรมาสแรกปี 2026 อยู่ที่ราว 1,670 ล้านดอลลาร์ แต่ภาพรวมกลุ่มนี้ลดลง 12% เพราะ EYLEA ตัวเก่าถูก EYLEA HD เวอร์ชันใหม่ (ขนาดยา 8 mg) แย่งส่วนแบ่งไปเรื่อยๆ EYLEA HD เองโตแรงถึง 77% ในช่วงเดียวกัน ส่วน EYLEA นอกสหรัฐฯ Bayer เป็นคนขายแล้วแบ่งกำไรกลับมา
ยาตัวอื่นที่โตเร็วน่าสนใจคือ Libtayo (cemiplimab) ยามะเร็งกลุ่ม PD-1 inhibitor ยอดขายรวม 438 ล้านดอลลาร์ โต 54% และ Kevzara กับ Praluent ที่โตในระดับ 24-27% ครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งแรกคือ ความสามารถในการค้นพบยาใหม่ด้วยตัวเอง Regeneron ใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มการวิจัยที่พัฒนาขึ้นเอง รวมถึงการใช้ข้อมูลพันธุกรรมมนุษย์ในการออกแบบยา ทำให้สามารถสร้างยาใหม่ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง ดูได้จากจำนวนยาที่อนุมัติแล้วและ pipeline ใน Phase 2-3 ที่ยังมีอีกหลายตัว
จุดแข็งที่สองคือ ความเป็นบริษัทครบวงจร ตั้งแต่วิจัยจนถึงขาย มีโรงงานผลิตของตัวเองที่นิวยอร์กและไอร์แลนด์ ทำให้ควบคุมคุณภาพและต้นทุนได้ดีกว่าบริษัทที่ต้องจ้างคนอื่นผลิตทั้งหมด
จุดแข็งที่สามคือ Dupixent ที่มีขอบเขตการรักษาขยายออกไปเรื่อยๆ ตอนนี้ได้รับการอนุมัติให้ใช้กับโรคหลายชนิด ตั้งแต่ผิวหนัง หอบหืด ไซนัส ไปจนถึง COPD และยังมี indication ใหม่ที่อยู่ระหว่างการขออนุมัติอีกหลายตัว นั่นหมายความว่ายาตัวเดิมสามารถสร้างรายได้เพิ่มได้โดยไม่ต้องพัฒนาตัวใหม่ทั้งหมด
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
พาร์ทเนอร์หลักสองรายที่สำคัญมากคือ Sanofi และ Bayer ครับ
Sanofi ร่วมพัฒนาและขาย Dupixent กับ Kevzara ในตลาดโลก โดย Sanofi เป็นคนบันทึกยอดขายและแบ่งกำไรกลับให้ Regeneron นอกจากนี้ Sanofi ยังดูแล ZALTRAP ในตลาดโลกด้วย
Bayer ดูแลการขาย EYLEA และ EYLEA HD นอกสหรัฐฯ ในรูปแบบเดียวกัน คือขายแล้วแบ่งกำไรกลับให้ Regeneron
ส่วนลูกค้าปลายทางหลักคือโรงพยาบาล คลินิกผู้เชี่ยวชาญ และผู้ป่วยที่ใช้ยาเหล่านี้ โดยการได้รับเงินจริงๆ ขึ้นอยู่กับว่าประกันสุขภาพ ทั้งเอกชนและรัฐบาล (Medicare, Medicaid) จะคุ้มครองยาเหล่านี้มากแค่ไหนด้วยครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงแรกและใหญ่ที่สุดคือ การกระจุกตัวของรายได้ ยาหลักสามตัว คือ EYLEA HD, EYLEA, และ Dupixent คิดเป็นสัดส่วนรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัท ถ้าตัวใดตัวหนึ่งมีปัญหา ไม่ว่าจะจากคู่แข่งหรือนโยบายราคา จะกระทบผลประกอบการโดยตรง สำหรับปี 2025 ยอดขาย EYLEA HD และ EYLEA รวมกันในสหรัฐฯ คิดเป็น 31% ของรายได้รวม ลดลงจาก 42% ในปี 2024 ซึ่งสะท้อนว่า EYLEA ตัวเก่ากำลังถูก biosimilar และตัวใหม่กดดัน
ความเสี่ยงที่สองคือ ยา biosimilar คู่แข่งที่ผลิตยาที่มีสูตรใกล้เคียงกันในราคาถูกกว่า ซึ่ง EYLEA เดิมกำลังเผชิญอยู่แล้ว และในอนาคต Dupixent ก็อาจเจอแบบนี้ได้เมื่อสิทธิบัตรหมดอายุ
ความเสี่ยงที่สามคือ นโยบายราคายาของรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็น Medicare Drug Negotiation หรือมาตรการใหม่ๆ ที่อาจบังคับให้ขายถูกลง ใน filing ล่าสุดมีการระบุถึงข้อตกลงกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน 2026 เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย
ความเสี่ยงที่สี่คือ การพึ่งพาพาร์ทเนอร์ ถ้าความสัมพันธ์กับ Sanofi หรือ Bayer มีปัญหา จะกระทบการขายยาในตลาดสำคัญนอกสหรัฐฯ ทันที
ความเสี่ยงที่ห้าคือ กำลังการผลิต บริษัทยอมรับว่าการขยายโรงงานมีค่าใช้จ่ายสูงและอาจไม่ทันความต้องการ ถ้า pipeline ยาใหม่ได้รับการอนุมัติเร็วกว่าที่คาด
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
บริษัทระบุว่ามี pipeline ยาใน Phase 2 และ Phase 3 อีกหลายตัวที่น่าติดตามครับ ฝั่งภูมิแพ้และการอักเสบ Dupixent กำลังขออนุมัติ indication ใหม่เพิ่มเติม เช่น โรคผิวหนัง Lichen simplex chronicus และโรคภูมิแพ้ในเด็กเล็ก นอกจากนี้ยังมียา itepekimab สำหรับโรค COPD และไซนัสอักเสบที่อยู่ใน Phase 3
ฝั่งมะเร็ง บริษัทระบุว่า fianlimab (ยากลุ่ม LAG-3) ร่วมกับ Libtayo กำลังอยู่ในการทดสอบ Phase 3 สำหรับมะเร็งผิวหนัง melanoma และ NSCLC โดยบริษัทระบุว่าคาดว่าจะรายงานผลการทดลองระยะ Phase 3 ในมะเร็ง melanoma ช่วงไตรมาสสองและครึ่งหลังของปี 2026
ฝั่งโรคตา มีการพัฒนา cemdisiran ร่วมกับ pozelimab สำหรับโรค geographic atrophy ซึ่งยังไม่มียารักษาที่ดีพอในตลาด และ EYLEA HD ยังได้รับการขยาย indication และรูปแบบการใช้งานใหม่ต่อเนื่อง
นอกจากนี้บริษัทยังมียาสำหรับโรคหายากและโรคใหม่ๆ เช่น Otarmeni สำหรับการสูญเสียการได้ยินจากพันธุกรรม ซึ่งเพิ่งได้รับการอนุมัติในสหรัฐฯ ครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ไตรมาสแรกปี 2026 รายได้รวม 3,605 ล้านดอลลาร์ โต 19% จากปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 727 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น net margin ประมาณ 20% ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
เริ่มเลย →