Schrodinger (SDGR) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
Schrödinger (SDGR) สร้างซอฟต์แวร์ที่ใช้ฟิสิกส์เชิงคำนวณในการทำนายคุณสมบัติของโมเลกุลก่อนที่จะสังเคราะห์จริงในห้องแล็บครับ พูดง่ายๆ คือแทนที่นักวิทยาศาสตร์จะต้องสร้างโมเลกุลขึ้นมาทีละตัวแล้วทดสอบว่าได้ผลไหม ซอฟต์แวร์ของ SDGR จะช่วยคัดกรองและออกแบบโมเลกุลที่มีคุณสมบัติดีกว่าได้ตั้งแต่ก่อนลงมือสังเคราะห์จริง ลดเวลาและต้นทุนการค้นพบยาลงได้มาก
บริษัทดำเนินธุรกิจผ่านสองส่วนหลักครับ ส่วนแรกคือ Software Segment ขายสิทธิ์ใช้งานซอฟต์แวร์ให้กับบริษัทยา บริษัทวัสดุศาสตร์ มหาวิทยาลัย และหน่วยงานรัฐบาลทั่วโลก ส่วนที่สองคือ Drug Discovery Segment ที่บริษัทใช้แพลตฟอร์มของตัวเองค้นหาโมเลกุลยาใหม่ ทั้งร่วมกับพาร์ทเนอร์ (collaborative programs) และพัฒนาเองเป็น pipeline ของตัวเอง (proprietary programs) สำหรับพอร์ตของตัวเองนี้ SDGR มียา SGR-1505 และ SGR-3515 ที่อยู่ในการทดลองทางคลินิก Phase 1 อยู่ ณ ขณะนี้ครับ
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
รายได้รวมปี 2025 อยู่ที่ $255.9 ล้าน แบ่งเป็นสองธารา
ธาราแรก — Software (~$199.5 ล้าน หรือประมาณ 78% ของรายได้รวมปี 2025) มาจากสี่แหล่งย่อยครับ คือ (1) On-premise license ให้ลูกค้าติดตั้งซอฟต์แวร์บนเซิร์ฟเวอร์ตัวเอง รับรู้รายได้ทันทีเมื่อส่งมอบ (2) Hosted software subscription ลูกค้าเข้าถึงผ่านคลาวด์ รับรู้รายได้แบบทยอยตลอดอายุสัญญา (3) Software maintenance ค่าซัพพอร์ตและอัปเกรต (4) Professional services ให้บริการเทคนิคและการสร้างโมเดลให้ลูกค้า บริษัทกำลังเร่งเปลี่ยนลูกค้าจาก on-premise มาเป็น hosted ซึ่งในระยะสั้นทำให้รายรับรับรู้ช้าลงเพราะกระจายออกตลอดสัญญา แทนที่จะรับรู้คราวเดียวตอนต้น
ธาราที่สอง — Drug Discovery (~$56.4 ล้านปี 2025) มาจากค่าบริการวิจัย (research funding) ที่ได้รับขณะดำเนินงานภายใต้สัญญา collaboration และเงิน milestone payments เมื่อโปรแกรมยาบรรลุจุดสำเร็จตามที่ตกลงไว้ นอกจากนี้ยังมีรายได้ Contribution อีกส่วนเล็กๆ (~$3.5 ล้านในครึ่งแรกปี 2026) ที่มาจากเงินทุนสนับสนุนของ Gates Foundation สำหรับโครงการพัฒนา predictive toxicology
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งที่สำคัญที่สุดของ SDGR คือ แพลตฟอร์มที่ใช้ฟิสิกส์จริงเป็นฐาน (physics-based) ซึ่งบริษัทระบุว่าสร้างและพัฒนามาหลายสิบปีแล้วครับ ต่างจากคู่แข่งที่อาจใช้ machine learning ล้วนๆ ซึ่งพึ่งพาข้อมูลทางประวัติศาสตร์เป็นหลัก แพลตฟอร์มของ SDGR อ้างว่าสามารถทำนายคุณสมบัติโมเลกุลได้แม่นยำสูงแม้ในสถานการณ์ที่ไม่เคยมีข้อมูลมาก่อน ความรู้สะสมนี้ยากที่จะลอกเลียนแบบได้ในระยะเวลาสั้น
จุดแข็งที่สองคือ การฝังรากลึกอยู่ในบริษัทยาชั้นนำ ปี 2025 บริษัทยาอันดับ Top 20 ของโลก (วัดจากรายได้ปี 2024) ทุกรายล้วนเป็นลูกค้าของ SDGR ครับ คิดเป็น $73.7 ล้าน หรือ 37% ของ software revenue และ 41% ของ ACV ทั้งหมดในปีนั้น ยิ่งไปกว่านั้น ค่าเฉลี่ย ACV ต่อลูกค้าที่ซื้อเกิน $1 ล้านต่อปีเพิ่มขึ้นจาก $3.3 ล้านในปี 2024 มาเป็น $3.9 ล้านในปี 2025 แสดงว่าลูกค้าขนาดใหญ่กำลังใช้ซอฟต์แวร์ในสเกลที่ใหญ่ขึ้น ไม่ใช่แค่ทดลองใช้
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ลูกค้าหลักในฝั่ง software คือกลุ่มบริษัทยาขนาดใหญ่ระดับโลก มหาวิทยาลัย และหน่วยงานรัฐ นอกจากนี้ยังมีลูกค้าในกลุ่มวัสดุศาสตร์ เช่น aerospace, energy, semiconductor และ electronic displays ครับ
ในฝั่ง drug discovery collaboration พาร์ทเนอร์สำคัญที่ระบุใน filing ได้แก่ Bristol-Myers Squibb (BMS) ที่ทำงานร่วมกันในสาย oncology, neurology และ immunology โดย SDGR มีสิทธิ์รับ milestone สูงสุดถึง $482 ล้านสำหรับ target ที่เหลืออยู่ รวมถึง royalty ระดับ mid-single ถึง low-double digit, Eli Lilly ที่ทำงานด้าน immunology target (eligible milestone สูงสุด $420 ล้าน) แม้ว่า Lilly จะยุติ target ที่เพิ่มเข้ามาในภายหลังในเดือนมีนาคม 2026 แต่การร่วมมือใน target แรกยังคงดำเนินต่อ และ Novartis ที่เป็นดีลล่าสุดและใหญ่ที่สุดซึ่งจ่าย upfront $150 ล้านในเดือนมกราคม 2025 พร้อม eligible milestone สูงสุดถึง $2.272 พันล้านดอลลาร์ รวม royalty ระดับ mid-single ถึง low-double digit
นอกจากนี้ SDGR ยังมีส่วนร่วมเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและถือหุ้นในบริษัทยาขนาดเล็กหลายแห่ง เช่น Ajax Therapeutics ที่ Lilly เพิ่งเข้าซื้อกิจการ ทำให้ SDGR ได้รับเงิน $47.2 ล้านจากหุ้น Ajax และ $10 ล้านจาก collaboration milestone ในเดือนมิถุนายน 2026 ครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ยังขาดทุนอยู่ต่อเนื่อง ปี 2025 net loss อยู่ที่ $103.3 ล้าน และปี 2024 ขาดทุน $187.1 ล้าน accumulated deficit สะสมถึง $628.8 ล้านแล้ว ณ สิ้นปี 2025 ครับ ปีที่มีกำไรอย่างปี 2023 ($40.7 ล้าน) นั้นเกิดจาก one-time event คือการขายหุ้นใน Nimbus ได้ $147.2 ล้าน ไม่ใช่กำไรจากการดำเนินงานปกติ
รายได้ volatile สูง โดยเฉพาะฝั่ง drug discovery ที่ขึ้นกับ timing ของ milestone ที่ทำได้ ซึ่งคาดเดาได้ยาก บวกกับรายได้จากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นในบริษัท collaborator ที่บวกลบได้มากในแต่ละไตรมาส ตัวอย่างชัดเจนคือ Q2 2026 ที่มี net income $6 ล้านเป็นเพราะรับเงิน $57.2 ล้านจากดีล Ajax-Lilly พอตัดตัวเลขนั้นออก บริษัทยังขาดทุนจากการดำเนินงานปกติอยู่ครับ
การเปลี่ยน model จาก on-premise ไป hosted กำลังกระทบรายได้ระยะสั้นชัดเจน on-premise software revenue ใน H1 ปี 2026 ลดลง 43% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เพราะรายได้เดิมที่เคยรับรู้ทีเดียวตอนส่งมอบ ต้องกระจายออกตลอดอายุสัญญาแทน
ความเสี่ยงด้าน pipeline ยา SGR-2921 ถูกหยุดการทดลองในเดือนสิงหาคม 2025 หลังพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของผู้ป่วย 2 ราย แสดงให้เห็นว่าแม้แพลตฟอร์มจะช่วยออกแบบโมเลกุลได้ดีขึ้น แต่ความเสี่ยงของการพัฒนายาในขั้นคลินิกยังคงมีอยู่เสมอครับ
ความเสี่ยงจากการรวมตัวของลูกค้า บริษัทยาขนาดใหญ่ที่ M&A กันอาจทำให้จำนวนลูกค้าและขนาดสัญญาเปลี่ยนแปลงได้ ดีลที่ Lilly ซื้อ Ajax และ Lilly ยกเลิก target ที่เพิ่มใหม่ใน March 2026 ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นชัดครับ
📊 ตัวชี้วัดการเติบโต
บริษัทรายงาน Annual Contract Value (ACV) เป็นตัวชี้วัดหลักแทน revenue ในฝั่งซอฟต์แวร์ เหตุผลคือช่วงที่กำลังเปลี่ยนผ่านจาก on-premise ไป hosted software นั้น revenue รับรู้ต่างเวลากัน ACV จึงสะท้อนสุขภาพของธุรกิจซอฟต์แวร์ได้ต่อเนื่องกว่าครับ
ACV รวมทั้งปี 2025 อยู่ที่ $198.5 ล้าน เพิ่มขึ้น 4% จากปี 2024 และ ACV ไตรมาส 2 ปี 2026 อยู่ที่ $29.6 ล้าน เทียบกับ $23.3 ล้านในช่วงเดียวกันปีก่อน เพิ่มขึ้น 27% ครับ ตัวเลขนี้บริษัทระบุว่าไม่ใช่การคาดการณ์รายได้ในอนาคต และไม่ได้คิดตาม GAAP
สำหรับ potential milestone รวมที่บริษัทระบุว่ายังสามารถรับได้อีก: จาก BMS สูงสุด $482 ล้าน, จาก Lilly สูงสุด $420 ล้าน, จาก Novartis สูงสุด $2.272 พันล้าน — แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นกับความสำเร็จในการพัฒนายา ซึ่งยังไม่แน่นอนครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
SDGR กำลังเดินไปในสองทิศทางพร้อมกันครับ ทิศแรกคือการขยายซอฟต์แวร์ให้ลึกขึ้น โดยในเดือนกรกฎาคม 2026 บริษัทเพิ่งประกาศเปิดตัว Bunsen ซึ่งเป็น agentic AI co-scientist ที่รวม AI เข้ากับ physics-based simulation ช่วยให้นักวิจัยวางกลยุทธ์ ออกแบบ workflow และตีความผลการค้นพบโมเลกุลได้เองมากขึ้น บริษัทระบุว่าจะวางจำหน่าย commercial version เต็มรูปแบบภายในปลายปี 2026 นอกจากนี้ยังเปิดตัว predictive toxicology solution ที่ได้รับทุนจาก Gates Foundation ทั้งหมด $24.5 ล้าน เพื่อทำนายความเป็นพิษของยาต่อ off-target proteins ก่อนที่จะลงทุนพัฒนาต่อ
ทิศที่สองคือการปรับโครงสร้างให้ lean ขึ้น บริษัทประกาศในเดือนพฤษภาคม 2025 ว่าจะลดขนาดการพัฒนายา proprietary ของตัวเองลง ไม่เริ่มการทดลองคลินิกใหม่ด้วยตัวเอง และหาพาร์ทเนอร์มาร่วม/รับซื้อสิทธิ์ SGR-1505 และ SGR-3515 แทน การปรับโครงสร้างนี้บริษัทระบุว่าจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ $70 ล้านเมื่อดำเนินการเสร็จสมบูรณ์ครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ไตรมาส 2 ปี 2026 รายได้รวม $58.9 ล้าน เพิ่มขึ้น 8% YoY โดย drug discovery revenue โตแรง 65% แต่ software revenue ลดลง 10% จากผลของการเปลี่ยนผ่านไป hosted model บริษัทรายงาน net income $6.0 ล้านในไตรมาสนี้ แต่ส่วนใหญ่มาจากเงิน $57.2 ล้านจากดีล Ajax-Lilly ไม่ใช่กำไรจากการดำเนินงานปกติ และ H1 ปี 2026 ยังขาดทุนสุทธิ $54 ล้านครับ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงิน
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ SDGR →