คุณพ่อนักลงทุน
คุณพ่อนักลงทุนรีวิวหุ้นแบบเจ้าของธุรกิจ
📈 SRTS

Sensus Healthcare (SRTS) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที

สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง

📄 อ้างอิง: แบบ 10-K (ยื่น 2026-03-04) และ 10-Q (ยื่น 2026-08-14) · ข้อมูลจาก SEC EDGAR (public domain)

🏢 ทำธุรกิจอะไร

SRTS เป็นบริษัทเครื่องมือแพทย์ที่ขายเครื่องรักษาด้วยเทคโนโลยี superficial radiation therapy หรือ SRT ซึ่งใช้รังสีเอ็กซ์พลังงานต่ำฉายไปที่ผิวหนังโดยตรงครับ เครื่องนี้ใช้รักษา non-melanoma skin cancer และใช้ป้องกันแผลเป็นนูนหลังผ่าตัด (keloid) ครับ บริษัทระบุว่าเทคโนโลยีนี้ถูกใช้รักษาผู้ป่วยผิวหนังทั้งที่เป็นมะเร็งและไม่ใช่มะเร็งรวมใกล้ 1 ล้านคนทั่วโลกแล้วครับ

ตัวเครื่องหลักคือ SRT-100 ใช้รักษา basal cell และ squamous cell skin cancers รวมถึง keloids ครับ จุดที่บริษัทเน้นคือไม่ต้องใช้ยาสลบ ไม่ต้องทำ skin grafting และมักเหมาะกับแผลบริเวณหน้าที่ถ้าผ่าตัดอาจทิ้งรอยแผลเป็นชัดครับ รุ่นที่ต่อยอดขึ้นมาคือ SRT-100+ ที่เพิ่ม expanded energy range และ remote diagnostics ครับ ส่วน SRT-100 Vision เพิ่มซอฟต์แวร์วางแผนการรักษาที่มี high frequency ultrasound imaging module และ volumetric tumor analysis ครับ

ณ สิ้นปี 2025 บริษัทติดตั้งเครื่องไปแล้ว 955 เครื่องใน 21 ประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐฯ ครับ บริษัทบริหารงานเป็นส่วนงานเดียว (one segment) ครับ ดังนั้นภาพรวมคือธุรกิจหลักยังเป็นการขายเครื่อง SRT-100 และงานต่อเนื่องที่เกี่ยวข้องครับ

💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน

ก้อนรายได้หลักคือการขายเครื่องให้คลินิกหรือโรงพยาบาลโดยตรงครับ ในการขายแบบนี้บริษัทรับรู้รายได้ตอนส่งสินค้า ทำให้รายได้กระโดดขึ้นลงตามจำนวนเครื่องที่ส่งในแต่ละไตรมาสครับ ตัวเลขจริงสะท้อนชัดมาก ครึ่งแรกปี 2025 ขายได้ 40 เครื่อง แต่ครึ่งแรกปี 2026 ขายได้ 16 เครื่องครับ

อีกรูปแบบคือ Fair Deal Agreement ที่บริษัทเริ่มทำผ่านบริษัทลูก Sensus Healthcare Services ตั้งแต่ ก.พ. 2024 ครับ แบบนี้บริษัทส่งเครื่อง พร้อมนักเทคนิครังสีและการกำกับดูแลด้านฟิสิกส์การแพทย์ให้คลินิก แล้วได้เป็นสัดส่วนที่ตกลงไว้จากค่ารักษาที่เก็บได้จากผู้จ่ายเงินทุกราย ครับ ข้อดีคือเป็นรายได้ต่อเนื่อง แต่บริษัทบอกว่าเครื่องที่วางภายใต้โปรแกรมนี้และแบบเช่าจะรับรู้รายได้ทยอยตามอายุสัญญาครับ

นอกจากนี้ยังมีรายได้จากสัญญาบริการ Sentinel ที่คุ้มครองอะไหล่และค่าแรงตลอดสัญญา พร้อมการบำรุงรักษาประจำปี และวัสดุสิ้นเปลืองอย่างแผ่นกำบังตะกั่วและอุปกรณ์ป้องกันรังสีครับ ส่วนการจำหน่ายเลเซอร์ไม่มีการขายในปี 2024 และ 2025 เลยครับ ขณะที่ TransDermal Infusion (TDI) บริษัทระบุว่าปัจจุบันยังไม่ได้เปิดขายครับ

🏰 จุดแข็งของธุรกิจ

จุดแข็งแรกคือเทคโนโลยี SRT เป็นของบริษัทเอง (proprietary) และบริษัทบอกว่าพัฒนามาหลายสิบปีครับ เมื่อเครื่องถูกนำไปใช้จริงในคลินิกหลายพันแห่งทั่วโลก ก็เกิดข้อมูลการใช้งานและความคุ้นเคยของแพทย์ที่เป็นทุนสะสมครับ

จุดแข็งที่สองคือการรับรองทางการแพทย์และการเบิกค่ารักษา บริษัทได้รับ FDA clearance สำหรับการรักษา keloid ตั้งแต่ปี 2014 ครับ และระบุว่า Medicare (Part B) รวมถึงประกันเอกชนหลายแห่งในสหรัฐฯ ให้ความคุ้มครองการรักษาทั้ง non-melanoma skin cancer และ keloid ด้วย SRT-100 ครับ สำหรับตลาดคลินิกผิวหนัง บริษัทระบุว่ามีคลินิกในสหรัฐฯ มากกว่า 100 แห่งที่ใช้ SRT รักษา keloid แล้วครับ

จุดแข็งที่สามคือฐานติดตั้งเครื่องที่ใหญ่ ซึ่งช่วยให้มีรายได้จากบริการและวัสดุสิ้นเปลืองต่อเนื่องได้ครับ ส่วนด้านการผลิต บริษัทจ้างผู้ผลิตภายนอกในสหรัฐฯ และมีข้อตกลงราคาต่อเครื่องแบบคงที่ ปรับตามต้นทุนวัสดุเป็นรายปีครับ ที่ควรจับตาคือบริษัทยังมีเงินสดราว 15.2 ล้านดอลลาร์ ณ มิถุนายน 2026 และยังไม่มียอดเงินกู้ค้างจากวงเงินหมุนเวียนครับ

🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก

ลูกค้าเป้าหมายหลักมีสองกลุ่มครับ คือคลินิกผิวหนังเอกชน ซึ่งเป็นจุดแรกที่ผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังมักเข้ารับการตรวจ และแพทย์รังสีรักษา (radiation oncologist) ทั้งในคลินิกเอกชนและโรงพยาบาลครับ บริษัทใช้ทีมขายตรงในสหรัฐฯ ควบคู่กับตัวแทนจำหน่ายและดีลเลอร์ในต่างประเทศครับ

ความเสี่ยงด้านลูกค้าค่อนข้างเด่นชัดครับ ปี 2025 ยอดขายกว่า 92% มาจากสหรัฐฯ และลูกค้ารายเดียวในสหรัฐฯ คิดเป็น 52% ของรายได้ ทั้งที่ปี 2024 สัดส่วนนี้สูงถึง 73% ครับ ในไตรมาส 2 ปี 2026 บริษัทระบุว่าไม่มีการขายให้ลูกค้ารายใหญ่รายนี้เลย ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่รายได้หายไปครับ

ด้านซัพพลายเออร์ บริษัทมีผู้จัดหาหลักรายเดียวสำหรับหลอดเอกซเรย์และชิ้นส่วนสำคัญอื่นๆ ครับ บริษัทเชื่อว่าคุณภาพสูงกว่าตัวเลือกอื่นในตลาดครับ ส่วนผู้ผลิตเครื่องคือ RbM Services ที่ทำสัญญากันตั้งแต่ปี 2010 โดยต่ออายุเป็นรายปีได้ และแต่ละฝ่ายยกเลิกได้ด้วยการแจ้งล่วงหน้า 90 วันครับ นอกจากนี้บริษัทยังเปิดโปรแกรมสินเชื่อผ่านธนาคารภายนอกชื่อ Sensus Healthcare Financial Services ตั้งแต่ ก.พ. 2026 เพื่อให้ลูกค้าซื้อหรือเช่าเครื่องได้ง่ายขึ้นครับ

⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้

ความเสี่ยงแรกที่สำคัญมากคือการเบิกค่ารักษาครับ ถ้าประกันหรือ CMS ลดหรือถอนความคุ้มครอง ยอดขายและรายได้จาก Fair Deal จะได้รับผลกระทบโดยตรงครับ ตลาดต่างประเทศยิ่งซับซ้อนกว่า เพราะต้องขอการเบิกจ่ายทีละประเทศ และบางประเทศอาจมองว่าเครื่องไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ครับ

ความเสี่ยงที่สองคือรายได้พึ่งพาสินค้าตระกูล SRT-100 เป็นหลัก บริษัทคาดว่ารายได้ส่วนใหญ่ในระยะใกล้ถึงกลางยังมาจากตระกูลนี้ครับ ดังนั้นถ้าเทคโนโลยีอื่นได้รับการยอมรับจากแพทย์และผู้ป่วยมากกว่า ธุรกิจก็อาจถูกแย่งส่วนแบ่งได้ครับ บริษัทยังระบุว่าเทคโนโลยีการแพทย์แข่งขันสูงและเปลี่ยนเร็ว รวมถึง AI และระบบอัตโนมัติที่อาจกระทบการดำเนินงานด้วยครับ

ความเสี่ยงที่สามคือเรื่องลูกค้าและซัพพลายเออร์ที่พูดไปแล้วข้างต้นครับ ซึ่งรวมถึงความเสี่ยงจากการพึ่งซัพพลายเออร์หลอดเอกซเรย์รายเดียวด้วยครับ ความเสี่ยงสุดท้ายคือระบบไอทีและไซเบอร์ที่อาจกระทบการดำเนินงาน แม้บริษัทบอกว่ายังไม่มีผลกระทบรุนแรงจนถึงตอนนี้ครับ ส่วนด้านการเงิน ไตรมาส 2 ปี 2026 บริษัทบันทึก valuation allowance กับสินทรัพย์ภาษีรอตัดบัญชี ทำให้ค่าใช้จ่ายภาษีพุ่งผิดปกติ จึงควรดูประกอบกับผลขาดทุนจริงครับ

📊 ตัวชี้วัดการเติบโต

บริษัทยังขาดทุนอยู่ จึงขอดูตัวชี้วัดที่บอกทิศทางธุรกิจได้ตรงกว่าแค่ตัวเลขกำไรครับ ตัวแรกคือจำนวนเครื่องที่ขายได้ ซึ่งลดลงจาก 40 เครื่องเหลือ 16 เครื่องในครึ่งแรกของปี ตามที่บริษัทอธิบายไว้ครับ ตัวที่สองคือฐานติดตั้ง 955 เครื่องใน 21 ประเทศ ที่เป็นฐานของรายได้บริการในอนาคตครับ ส่วนตัวชี้วัดสายซอฟต์แวร์แบบ ARR, NRR, backlog หรือ RPO บริษัทไม่ได้เปิดเผยในเอกสารที่มีครับ จึงขอระบุว่า ข้อมูลไม่พอ

🚀 อนาคตจะไปทางไหน

บริษัทระบุว่าคาดว่าตระกูล SRT-100 จะยังเป็นแกนรายได้หลักในระยะใกล้ถึงกลางครับ ในช่วง ก.พ. 2026 บริษัทเปิดตัวสองอย่างคือ Sensus Link ซอฟต์แวร์และการเชื่อมต่อคลาวด์สำหรับฐานเครื่อง SRT-100 ที่ติดตั้งแล้ว และโปรแกรมสินเชื่อที่กล่าวไปแล้วครับ บริษัทเชื่อว่าทั้งสองอย่างจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจทั้งการซื้อขาดและ Fair Deal ครับ

นอกจากนี้บริษัทมองว่าตลาดศัลยกรรมพลาสติกและเลเซอร์เพื่อความงามเป็นโอกาสเติบโตครับ โดยอาศัย FDA clearance ที่ใช้ได้กับ keloid อยู่แล้ว ส่วน TDI บริษัทเริ่มพัฒนาระบบของตัวเองตั้งแต่ปี 2023 แต่ยังไม่ได้เปิดขายครับ ส่วนการใช้จ่ายในอนาคต บริษัทบอกว่ากำลังขยายการขายการตลาดและการวิจัยพัฒนาครับ และสต็อกสินค้าที่เพิ่มขึ้นก็สะท้อนว่าบริษัทเตรียมรับยอดขายในอนาคตครับ

📈 ผลล่าสุดสั้นๆ

ครึ่งแรกของปี 2026 รายได้อยู่ที่ 5.7 ล้านดอลลาร์ ลดลง 63.7% จากปีก่อน และอัตรากำไรขั้นต้นลดลงมาที่ 31.6% จาก 46.5% ครับ ขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 11.4 ล้านดอลลาร์ ดูตัวเลขและกราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ

🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?

📑 อ่านผลประกอบการบริษัท 10-K / 10-Q (ภาษาไทย)
🎓 AI คุณพ่อนักลงทุน เจาะลึกหุ้นรายตัว [PRO]
🔔 แจ้งเตือนแนวรับ-แนวต้าน / Stage Analysis

 

ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ SRTS →