Viatris (VTRS) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
Viatris คือบริษัทยาระดับโลกที่เกิดจากการรวมกิจการระหว่าง Mylan และ Upjohn (แผนกยาสามัญของ Pfizer) ในปี 2020 พูดง่ายๆ คือบริษัทนี้ผลิตและจำหน่ายยาให้คนไข้ราวๆ 1 พันล้านคนต่อปีทั่วโลก ใน 165 ประเทศและดินแดน ครับ
พอร์ตสินค้าของ Viatris แบ่งออกเป็นสามกลุ่มหลัก ได้แก่ ยาสามัญ (generics) รวมถึงสินค้าที่มีความซับซ้อนทางเทคนิค, แบรนด์ยาที่เป็นที่รู้จักในระดับโลก เช่น Viagra® และ Dymista® และกลุ่มยานวัตกรรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและเพิ่งเริ่มเข้าตลาด บริษัทมีโรงงานผลิต บรรจุภัณฑ์ และกระจายสินค้ารวม 27 แห่งทั่วโลก และมีโมเลกุลที่ได้รับการอนุมัติแล้วมากกว่า 1,400 รายการ
สิ่งที่น่าสนใจคือในช่วงปี 2022-2024 บริษัทได้ขายธุรกิจออกไปหลายส่วน ทั้งพอร์ตยา biosimilars ให้ Biocon Biologics, ธุรกิจ women's healthcare ให้ Insud Pharma, ธุรกิจ API ในอินเดียให้ Matrix Pharma และธุรกิจ OTC ให้ Cooper Consumer Health เหตุผลหลักคือต้องการลดหนี้และโฟกัสกับธุรกิจหลักที่ทำกำไรได้ดีกว่าครับ
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
รายได้ของ Viatris มาจากการขายยาผ่านสี่ segment ทางภูมิศาสตร์ครับ
Developed Markets คือตลาดหลักที่ใหญ่ที่สุด ครอบคลุมอเมริกาเหนือและยุโรป ไตรมาสแรกปี 2026 ทำรายได้ประมาณ 2,020 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนราว 57% ของยอดขายรวม ในจำนวนนี้แบ่งเป็นอเมริกาเหนือประมาณ 828 ล้านดอลลาร์ และยุโรปประมาณ 1,190 ล้านดอลลาร์
Greater China ทำรายได้ราว 680 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกปี 2026 เติบโตแรงที่สุดในบรรดาทุก segment โดยเติบโต 18% ในรูปสกุลเงินคงที่ ขับเคลื่อนโดยการขายผ่านช่องทาง e-commerce, ร้านค้าปลีก และโรงพยาบาลเอกชน JANZ (ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์) ทำรายได้ราว 273 ล้านดอลลาร์ และ Emerging Markets ทำรายได้ราว 535 ล้านดอลลาร์
ช่องทางจำหน่ายหลักคือร้านขายยาและเภสัชกรรม, ผู้จัดจำหน่ายยา (wholesalers), หน่วยงานภาครัฐ และสถาบันสุขภาพต่างๆ รายได้ทั้งปี 2025 รวมอยู่ที่ 14.30 พันล้านดอลลาร์ครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งที่เห็นได้ชัดที่สุดของ Viatris คือ ขนาดและการกระจายตัวทางภูมิศาสตร์ ครับ การมีฐานรายได้ใน 165 ประเทศหมายความว่าหากตลาดใดตลาดหนึ่งอ่อนแอ เช่น JANZ ที่หดตัวเพราะนโยบายรัฐกดราคา ยังมีตลาดอื่นช่วยรองรับได้
พอร์ตโมเลกุลที่กว้าง มากกว่า 1,400 รายการที่ได้รับการอนุมัติแล้วทำให้บริษัทไม่พึ่งพาสินค้าตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป แม้ว่า top 10 สินค้าจะคิดเป็นสัดส่วนราว 40% ของยอดขายก็ตาม
ความสามารถด้าน regulatory และวิทยาศาสตร์ ก็เป็นอีกจุดแข็งหนึ่ง บริษัทเป็นรายแรกที่ได้รับการอนุมัติ FDA สำหรับยาสามัญของ Advair Diskus®, Restasis® และ Symbicort® ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเชี่ยวชาญในกระบวนการขอการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลครับ
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ลูกค้าของ Viatris กระจายอยู่ในหลายรูปแบบครับ ทั้งร้านขายยาและเภสัชกรรมค้าปลีก, ผู้จัดจำหน่ายยาขนาดใหญ่ (wholesalers), รัฐบาลและหน่วยงานสาธารณสุข, สถาบันการแพทย์ และแพทย์ผู้สั่งจ่ายยา ในตลาด Greater China มีการขายผ่าน e-commerce และโรงพยาบาลเอกชนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ในด้านพาร์ทเนอร์ที่น่าสนใจ Viatris ถือหุ้นใน Biocon Biologics ราวๆ 12.9% (fully diluted) ซึ่งเป็นผลจากการโอนพอร์ต biosimilars ให้บริษัทดังกล่าว นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือด้าน licensing สำหรับ cenerimod และ sotagliflozin (Inpefa®) สำหรับตลาดนอกสหรัฐฯ และยุโรป รวมถึงการเข้าซื้อ Aculys Pharma ในญี่ปุ่นเมื่อตุลาคม 2025 เพื่อได้สิทธิ์ในยา pitolisant และ Spydia® ครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงด้านโรงงานและซัพพลายเชน เป็นเรื่องที่จับตาเป็นพิเศษในขณะนี้ครับ โรงงานใน Indore อินเดีย กำลังอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาด้านคุณภาพกับ FDA และไตรมาสแรกปี 2026 มีเหตุไฟไหม้ที่โรงงาน Nashik ทำให้ต้องตัดสต็อกสินค้าและทรัพย์สินมูลค่า 71.9 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อ gross margin โดยตรง
ความเสี่ยงด้านการปรับโครงสร้าง จากผล EWSR บริษัทจะลดพนักงานราว 10% และคาดว่าจะเกิดค่าใช้จ่ายพิเศษระหว่าง 700-850 ล้านดอลลาร์ใน 3 ปีข้างหน้า แม้ว่าคาดว่าจะช่วยประหยัดได้ 600-700 ล้านดอลลาร์เมื่อดำเนินการเสร็จสมบูรณ์แล้ว
ความเสี่ยงด้านการแข่งขันและการกดราคา เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของธุรกิจยาสามัญ ใน JANZ รัฐบาลมีนโยบายลดราคายาอย่างต่อเนื่อง และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในตลาดที่บริษัทเคยครองอยู่ก็กัดกร่อนรายได้เป็นระยะๆ ครับ
ความเสี่ยงด้านหนี้สิน บริษัทยังมีหนี้สินจำนวนมากเป็นมรดกจากการควบรวมกิจการ ดอกเบี้ยจ่ายไตรมาสแรกปี 2026 อยู่ที่ 120 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นภาระที่กดดันกระแสเงินสดอยู่พอสมควร
ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เห็นได้ชัดในไตรมาสล่าสุดที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงทำให้รายได้ที่รายงานในสกุลเงินดอลลาร์ดูดีกว่าความเป็นจริงไป 162 ล้านดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่าในทิศทางตรงกันข้าม ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้นก็จะกระทบรายได้ได้เช่นกัน
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
Viatris ระบุว่ากำลังเดินหน้าสามทิศทางพร้อมกันครับ ทิศทางแรกคือรักษาฐานธุรกิจเดิม โดยเน้นเปิดตัวสินค้าใหม่และค่อยๆ เลื่อนพอร์ตยาสามัญไปสู่สินค้าที่มี margin สูงขึ้น เช่น สินค้าที่มีความซับซ้อนทางเทคนิคหรือแข่งขันได้น้อยกว่า
ทิศทางที่สองคือสร้างพอร์ตยานวัตกรรม บริษัทระบุว่ามี pipeline ที่น่าสนใจหลายรายการ เช่น selatogrel และ cenerimod ที่อยู่ใน Phase 3, ยา meloxicam แบบออกฤทธิ์เร็วสำหรับบรรเทาปวด, แผ่นแปะคุมกำเนิดขนาดต่ำ (FDA กำหนด target action date กรกฎาคม 2026), ยาหยอดตา phentolamine สองรูปแบบสำหรับ presbyopia และ night driving impairment รวมถึง sotagliflozin (Inpefa®) ที่เพิ่งเปิดตัวในตะวันออกกลางและกำลังยื่นขอการรับรองในตลาดอื่นๆ
ทิศทางที่สามคือการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรผ่าน EWSR ซึ่งบริษัทระบุว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายที่จะเป็นรายแรกในตลาดสำหรับยาสามัญของสินค้าชื่อดัง เช่น Ozempic® และ Wegovy™ ซึ่งบริษัทระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ไตรมาสแรกปี 2026 รายได้รวมอยู่ที่ 3.52 พันล้านดอลลาร์ เติบโต 8% เทียบปีก่อน (หรือ 3% ในรูปสกุลเงินคงที่) โดย Greater China เป็น segment ที่เติบโตแรงที่สุดที่ 18% ในรูปสกุลเงินคงที่ ส่วน gross margin ตาม GAAP อยู่ที่ 33% ลดลงจาก 36% ในปีก่อน เนื่องจากค่าใช้จ่ายพิเศษจากการปรับโครงสร้างและเหตุการณ์ไฟไหม้ที่ Nashik แต่ adjusted gross margin ยังทรงตัวที่ 56% ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
เริ่มเลย →