คุณพ่อนักลงทุน
คุณพ่อนักลงทุนรีวิวหุ้นแบบเจ้าของธุรกิจ
📈 WINA

Winmark (WINA) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที

สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง

📄 อ้างอิง: แบบ 10-K (ยื่น 2026-02-25) และ 10-Q (ยื่น 2026-10-14) · ข้อมูลจาก SEC EDGAR (public domain)

🏢 ทำธุรกิจอะไร

พูดง่ายๆ คือ WINA เป็น franchisor ครับ บริษัทไม่ได้เปิดร้านเองสักร้าน แต่ขายสิทธิ์ใช้แบรนด์ ระบบการทำงาน และการฝึกอบรมให้ franchisee ไปเปิดร้านรับซื้อและขายของมือสองภายใต้ชื่อแบรนด์ของบริษัท ณ สิ้นปี 2025 มีร้านทั้งหมด 1,378 แห่งในสหรัฐฯ และแคนาดา และทุกร้านเป็นของและดำเนินการโดย franchisee ครับ

บริษัทมีห้าแบรนด์ที่ให้สิทธิ์ franchise ดังนี้ครับ
- Plato's Closet: gently used clothing and accessories for teenage and young adult market ครับ
- Once Upon A Child: gently used clothing, toys, furniture and equipment for children ครับ
- Play It Again Sports: gently used and new sporting goods for team sports, fitness, ski/snowboard and golf ครับ
- Style Encore: gently used women's apparel, shoes and accessories ครับ
- Music Go Round: gently used and some new musical instruments, amplifiers and music-related electronics ครับ

ตัวเลขที่ควรรู้คือ system-wide sales ซึ่งเป็นยอดขายประมาณการของทุกร้านรวมทั้งออนไลน์ ปี 2025 อยู่ที่ราว 1,682 ล้านดอลลาร์ โดย Plato's Closet อยู่ที่ 675.5 ล้าน และ Once Upon A Child อยู่ที่ 543.4 ล้านครับ ตัวเลขนี้เป็นยอดขายของ franchisee ไม่ใช่รายได้ของ WINA โดยตรง แต่เป็นฐานที่ทำให้บริษัทได้ค่าธรรมเนียมครับ บริษัทยังระบุว่ามีพื้นที่ franchise ที่เปิดได้มากกว่า 2,800 แห่งครับ

💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน

รายได้หลักคือ royalties และ franchise fees ครับ ปี 2025 ก้อนนี้อยู่ที่ 77.9 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 90.5% ของรายได้รวมทั้งหมดของบริษัทครับ royalties คือค่าลิขสิทธิ์ที่ franchisee จ่ายให้บริษัท และบริษัทระบุว่ารายได้ส่วนนี้โตขึ้นหลักๆ เพราะยอดขายหน้าร้านของ franchisee เพิ่มขึ้นครับ ส่วน franchise fees คือค่าธรรมเนียมที่เก็บตอนเซ็นสัญญาเปิดร้านใหม่ ซึ่งในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2026 อยู่ที่ 1.1 ล้านดอลลาร์ เท่ากับปีก่อนครับ

แบรนด์ที่สร้างรายได้ค่าลิขสิทธิ์มากที่สุดในปี 2025 คือ Plato's Closet 32.2 ล้านดอลลาร์ (37.4%) ตามด้วย Once Upon A Child 25.9 ล้านดอลลาร์ (30.1%) และ Play It Again Sports 14.9 ล้านดอลลาร์ (17.3%) ครับ ส่วน Style Encore กับ Music Go Round มีสัดส่วนน้อยกว่ามากครับ

รายได้อื่นที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในปี 2026 มีดังนี้ครับ ค่า software fee เดือนละ 295 ดอลลาร์ต่อร้านที่เริ่มเก็บตั้งแต่ 1 กันยายน 2026 ยอดขาย merchandise ให้ franchisee ผ่าน Computer Support Center หรือ buying group ของ Play It Again Sports ซึ่งเก้าเดือนแรกอยู่ที่ 2.5 ล้านดอลลาร์ และ North American Advertising Fund ที่ Plato's Closet franchisee ต้องจ่าย 2% ของยอดขายเข้ากองทุนโฆษณาครับ เงินก้อนนี้บริษัทบันทึกทั้งรายได้และค่าใช้จ่ายในจำนวนเท่ากัน ทำให้กำไรสุทธิไม่ได้เปลี่ยนจากส่วนนี้มากนักครับ

🏰 จุดแข็งของธุรกิจ

จุดแข็งแรกคือโมเดลที่ใช้เงินลงทุนน้อยครับ บริษัทระบุว่าธุรกิจนี้ไม่ได้ใช้เงินทุนมาก เพราะ franchisee เป็นคนลงทุนเปิดร้าน ซื้อสต็อก และจ่ายค่าเช่าเอง ส่วน WINA ทำหน้าที่เก็บค่าลิขสิทธิ์และให้บริการระบบ ผลคือในเก้าเดือนแรกของปี 2026 อัตรากำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 59.1% ของรายได้ครับ

จุดแข็งที่สองคือการต่ออายุสัญญาสูงมากครับ สัญญาแต่ละฉบับอายุ 10 ปี ปี 2025 มีการต่อสัญญา 114 จาก 116 ฉบับที่ถึงกำหนด คิดเป็น 98% และเก้าเดือนแรกของปี 2026 ต่อครบ 77 จาก 77 ฉบับครับ

จุดแข็งที่สามคือการมีห้าแบรนด์ในหลายหมวดสินค้า ทำให้ไม่ได้พึ่งพาหมวดเดียว และการมีระบบซื้อของมือสองจากลูกค้าโดยตรง ซึ่งบริษัทบอกว่าช่วยให้แบรนด์ได้เปรียบร้านค้าทั่วไปในการเข้าถึงสินค้าครับ นอกจากนี้ยังมีระบบ POS ที่กำหนดราคาให้มาตรฐานเดียวกัน ระบบจัดซื้อส่วนกลางสำหรับสินค้าใหม่ และการอบรม franchisee ก่อนเปิดร้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้แฟรนไชส์แต่ละร้านทำงานคล้ายกันครับ

🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก

ลูกค้าปลายทางของร้านคือคนทั่วไปที่ซื้อและขายของมือสองครับ ส่วนลูกค้าโดยตรงของ WINA คือ franchisee ซึ่งเป็นผู้จ่ายค่าลิขสิทธิ์และค่าธรรมเนียมให้บริษัท ฝั่งลูกค้าสินค้าใหม่ บริษัทระบุว่าร้าน Once Upon A Child ซื้อสินค้าใหม่ราว 30% จาก Wild Side Accessories, Melissa & Doug และ Nuby ส่วนร้าน Music Go Round ซื้อราว 50% จาก KMC/Musicorp, Rapco Horizon, D'Addario, GHS Corporation และ Ernie Ball ครับ

พาร์ทเนอร์ด้านสินค้าใหม่ของ Play It Again Sports คือ Adidas, Wilson Sporting Goods, Champro Sports, Rawlings/Easton, CCM Hockey และ Bauer Hockey ครับ บริษัทระบุว่าหากเปลี่ยนผู้ขายรายใดรายหนึ่ง ประเภทสินค้าไม่น่าเปลี่ยนไปมาก แต่ก็ต้องปรับ vendor mix ครับ ช่องทางออนไลน์ของแบรนด์ก็ผ่าน musicgoround.com, playitagainsports.com และ style-encore.com รวมถึง Shopify, eBay, Reverb, Facebook และ Instagram ที่ franchisee ใช้เพิ่มเติมครับ

ด้านการเงิน บริษัทมีวงเงิน Line of Credit กับ CIBC Bank USA และมี Note Agreement กับ Prudential ครับ

⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้

ความเสี่ยงแรกคือการต่อสัญญา ปี 2026 มีสัญญา franchise ที่ครบอายุ 110 ฉบับ ปี 2027 อีก 103 ฉบับ และปี 2028 อีก 92 ฉบับ ถ้า franchisee จำนวนมากไม่ต่อสัญญา บริษัทระบุว่าผลประกอบการจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญครับ

ความเสี่ยงที่สองคือการขยายเครือข่ายร้านใหม่ บริษัทระบุว่าการเปิดร้านใหม่ขึ้นกับสภาพเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อการกู้เงินและฐานะการเงินของผู้สมัคร ณ สิ้นปี 2025 มีสัญญาที่เซ็นแล้วแต่ยังไม่เปิด 82 ฉบับ และบริษัทคาดว่าส่วนใหญ่จะเปิดในปี 2026 แต่ไม่มีการันตีครับ

ความเสี่ยงที่สามคือแหล่งสินค้า เพราะสินค้ามือสองมาจากประชาชนทั่วไป ซึ่งไม่ได้สม่ำเสมอเสมอไป รวมถึงกฎความปลอดภัยสินค้าและกฎของร้านรับซื้อของเก่าในแต่ละรัฐอาจจำกัดปริมาณสินค้าที่หาได้ครับ

ความเสี่ยงที่สี่คือการเก็บเงินค่าลิขสิทธิ์จาก franchisee หากเก็บหนี้ได้แย่ลงจากอัตราปัจจุบัน ก็จะกระทบกำไรและฐานะการเงินโดยตรงครับ

ความเสี่ยงที่ห้าคือการปรับปรุงระบบ POS ครับ ระบบนี้ franchisee ต้องใช้ทุกร้าน และบริษัทกำลังปรับปรุงระบบเพื่อแก้ข้อจำกัดของระบบเดิม ซึ่งมีความซับซ้อนสูง ถ้าเกิดปัญหาระหว่างติดตั้งหรือหลังเปิดใช้ อาจรบกวนการทำงานของร้านและความสัมพันธ์กับ franchisee ได้ครับ

ความเสี่ยงที่หกคือการแข่งขัน บริษัทระบุว่าค้าปลีกทั่วไป แพลตฟอร์มออนไลน์ และร้านมือสองอื่นๆ ที่มีทรัพยากรมากกว่าอาจแข่งกับ franchisee ได้ครับ

ความเสี่ยงที่เจ็ดคือหนี้และสภาพคล่อง วงเงินที่ยังใช้ไม่หมดคือ Line of Credit 20 ล้านดอลลาร์ และยอดกู้ delayed draw term loan 30 ล้านดอลลาร์ที่ครบกำหนดปี 2029 โดยมีทรัพย์สินเกือบทั้งหมดของบริษัทเป็นหลักประกัน และต้องรักษาตัวชี้วัดทางการเงินตามสัญญาครับ เงินสดและเทียบเท่าสิ้นไตรมาส 3 ปี 2026 อยู่ที่ 28.1 ล้านดอลลาร์ ลดลงจาก 39.9 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนครับ นอกจากนี้บริษัทอาจถือเงินสดในสถาบันการเงินเกินวงเงินคุ้มครอง FDIC ที่ 250,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นความเสี่ยงหากสถาบันนั้นล้มละลายครับ

ความเสี่ยงที่แปดคือกฎระเบียบ ปัจจุบันมี 14 รัฐ FTC และ 6 จังหวัดของแคนาดาที่กำหนดให้ต้องจดทะเบียนหรือเปิดเผยข้อมูลก่อนขาย franchise ครับ และถ้ากฎแรงงานเปลี่ยนไป บริษัทอาจถูกเรียกรับผิดชอบแทน franchisee ในบางเรื่องครับ

ความเสี่ยงสุดท้ายคือความปลอดภัยของข้อมูลและความผันผวนของราคาหุ้นที่บริษัทระบุไว้ในเอกสารครับ

🚀 อนาคตจะไปทางไหน

บริษัทระบุว่ากำลังลงทุนในระบบ POS ใหม่ เพื่อให้ร้านทำงานได้สะดวกขึ้นและรองรับการเป็นผู้ค้าปลีกหลายช่องทางครับ ในปี 2026 มีการเก็บ software fee และเริ่ม North American Advertising Fund สำหรับ Plato's Closet ซึ่งบริษัทระบุว่าจะใช้สร้างครีเอทีฟและโครงสร้างการตลาดของแบรนด์นี้ครับ

ฝั่งการเปิดร้าน ณ ปลายปี 2025 มีสัญญาที่เซ็นแล้ว 82 ฉบับ บริษัทคาดว่าส่วนใหญ่จะเปิดในปี 2026 ครับ ส่วนฝ่ายบริหารระบุว่าเงินสด กระแสเงินสดจากธุรกิจ และ Line of Credit น่าจะเพียงพอสำหรับการดำเนินงานถึงปี 2027 ครับ

📈 ผลล่าสุดสั้นๆ

เก้าเดือนแรกของปี 2026 รายได้รวมอยู่ที่ 70.7 ล้านดอลลาร์ เพิ่มจาก 65.0 ล้านในปีก่อน และกำไรสุทธิคิดเป็น 44.5% ของรายได้ ลดลงจาก 48.8% ในช่วงเดียวกันปีก่อนครับ ส่วนรายได้ค่าลิขสิทธิ์โตขึ้น 6.5% ครับ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ

🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?

📑 อ่านผลประกอบการบริษัท 10-K / 10-Q (ภาษาไทย)
🎓 AI คุณพ่อนักลงทุน เจาะลึกหุ้นรายตัว [PRO]
🔔 แจ้งเตือนแนวรับ-แนวต้าน / Stage Analysis

 

ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ WINA →