Warby Parker (WRBY) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
พูดง่ายๆ คือ Warby Parker ขายแว่นตาและบริการด้านสายตาให้ลูกค้าโดยตรงครับ บริษัทออกแบบแว่นเองที่สำนักงานใหญ่ในนิวยอร์ก แล้วขายผ่านหน้าร้านและช่องทางออนไลน์ของตัวเอง ตั้งราคาแบบเดียวกันทุกรุ่น เริ่มต้นที่ $95 รวมเลนส์ตามค่าสายตาแล้วครับ
จุดที่ต่างจากร้านแว่นทั่วไปคือ บริษัทเริ่มจากการขายแว่นออนไลน์ แล้วค่อยขยายมาเปิดร้านจริง ปัจจุบันมีหน้าร้าน 352 สาขาณ 30 มิถุนายน 2026 และในจำนวนนี้ 315 สาขามีบริการตรวจตาแบบ in-person eye exams ครับ นอกจากแว่นแล้ว ยังมีคอนแท็คเลนส์ การตรวจสายตา และเครื่องมือดิจิทัลอย่าง Virtual Try-On ที่ลูกค้าใช้ลองกรอบแบบเสมือนได้ และ Virtual Vision Test แอปแบบ telehealth ที่ให้ผู้ป่วยที่เข้าเงื่อนไขต่ออายุใบสั่งแว่นจากที่บ้านได้ครับ
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
รายได้หลักของบริษัทมาจากการขายแว่นตาครับ ประกอบด้วยแว่นสายตาและแว่นกันแดด (ทั้งที่มีและไม่มีค่าสายตา) อุปกรณ์เสริม การเปลี่ยนเลนส์ และค่าส่งแบบเร่งด่วนที่ลูกค้าจ่ายเพิ่มเอง ส่วนคอนแท็คเลนส์คิดเป็น 11.1% ของรายได้สุทธิปี 2025 และการตรวจตาและการดูแลสายตาคิดเป็น 6.4% ครับ จากตัวเลขนี้ คำนวณเองได้ว่าแว่นตาน่าจะอยู่ราว 82.5% ของรายได้ปี 2025 ครับ
ลูกค้าที่ใช้ประกันสายตาก็เป็นอีกทางหนึ่งที่รายได้เข้ามา แต่ตอนนี้ยังมีสัดส่วนไม่มาก คิดเป็น 8.3% ของรายได้ปี 2025 ครับ การหารายได้จริงๆ เกิดขึ้นเมื่อสินค้าถึงมือลูกค้า โดยบริษัทรับรู้รายได้ตอนลูกค้ารับสินค้าแล้ว และหักลบการคืนสินค้าและส่วนลดออกไปแล้ว ส่วนต้นทุนหลักก็คือวัตถุดิบ ค่าขนส่งและนำเข้า ค่าใช้จ่ายของห้องแล็บเลนส์ ค่าเช่าและค่าเสื่อมของร้าน และค่าจ้างทีมแพทย์ที่ตรวจตาในร้านครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแรกคือการออกแบบเองและขายตรง ทำให้บริษัทควบคุมต้นทุนและราคาได้เองครับ ลูกค้าได้แว่นดีไซน์ในราคาที่ตั้งไว้ตายตัว ไม่ต้องจ่ายค่าคนกลางหลายทอด ซึ่งบริษัทบอกว่าช่วยให้ราคาต่ำกว่าคู่แข่งหลายราย และยังรักษาคุณภาพได้ตามมาตรฐานของแบรนด์ครับ
จุดที่สองคือการเชื่อมช่องทางออนไลน์กับหน้าร้านเข้าด้วยกันครับ บริษัทบอกว่าลูกค้าจำนวนมากเริ่มต้นที่ออนไลน์แล้วค่อยไปร้าน ขณะที่อีกกลุ่มเข้าร้านก่อนแล้วมาซื้อออนไลน์ ทั้งสองแบบช่วยให้บริษัทเห็นพฤติกรรมลูกค้าครบทั้งเส้นทาง ตั้งแต่ตรวจตาจนถึงการปรับกรอบ ครับ ข้อมูลตรงนี้เอาไปใช้ออกแบบสินค้าและเลือกทำเลร้านได้ครับ
จุดที่สามคือห่วงโซ่การผลิตที่บริษัทเป็นเจ้าของเองบางส่วน มีทั้งห้องแล็บเลนส์ของตัวเองและพาร์ทเนอร์ผู้ผลิตที่ร่วมงานกันมานาน ทำให้ปรับแบบและส่งสินค้าได้เร็วขึ้นครับ บริษัทยังระบุว่าลูกค้าให้คะแนน NPS สูงอย่างต่อเนื่อง และบอกว่ากลุ่มลูกค้าที่ซื้อซ้ำแสดงรายได้เพิ่มขึ้นตามเวลา โดยบริษัทระบุว่าอยู่ที่ราว 50% เมื่อครบ 24 เดือน และมากกว่า 100% เมื่อครบ 48 เดือนครับ
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ลูกค้าหลักคือคนที่ต้องใส่แว่นหรือคอนแท็คเลนส์เป็นประจำครับ ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2026 บริษัทมีลูกค้า Active Customers 2.709 ล้านคน ซึ่งหมายถึงบัญชีที่ซื้ออย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาครับ บริษัทระบุว่าลูกค้ามากกว่าครึ่งมีประกันสายตา และเลือกมาที่ Warby Parker เพราะแบรนด์และความคุ้มค่า แม้จะอยู่นอกเครือข่ายประกันครับ
ด้านประกัน บริษัทระบุว่าประกันสายตาถูกใช้ในราว 60% ของการซื้อดูแลสายตาในสหรัฐฯ แต่ยอดที่มาจากประกันมีแค่ 8.3% ของรายได้ปี 2025 จึงยังมีช่องให้โต ซึ่งบริษัทกำลังเพิ่มเครือข่ายผ่านการเชื่อมกับ Versant Health ที่ขยายความคุ้มครองเป็นมากกว่า 30 ล้านคนครับ
ด้านพาร์ทเนอร์เทคโนโลยี บริษัทประกาศความร่วมมือกับ Google และ Samsung ในปี 2025 เพื่อพัฒนา AI-powered intelligent eyewear ที่ใส่ได้ทั้งวันครับ ส่วนซัพพลายเออร์กรอบแว่นอยู่นอกสหรัฐฯ เป็นหลัก เช่น จีน อิตาลี เวียดนาม และญี่ปุ่นครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
- ขยายตัวเร็วจนบริหารยาก: บริษัทยอมรับว่ามีประสบการณ์ในขนาดธุรกิจปัจจุบันจำกัด และอัตราการโตอาจชะลอลงได้ในอนาคตครับ
- ร้านใหม่ยังไม่โตเต็มที่: ราว 65% ของร้านเปิดมาไม่เกิน 5 ปี ร้านใหม่อาจทำยอดได้ไม่เท่าร้านเก่า และการเปิดร้านในตลาดเดิมอาจแย่งลูกค้าจากร้านเดิมและช่องทางออนไลน์ครับ
- ต้องพึ่งบุคลากรทางการแพทย์: การขยายบริการตรวจตาต้องดึงดูดและรักษาออปโตมิเตอร์และช่างแว่นไว้ให้ได้ครับ และเมื่อรับเงินจากแผนประกันมากขึ้น บริษัทต้องเจอกฎหมายสุขภาพของรัฐบาลกลางและรัฐเพิ่มขึ้นด้วยครับ
- ซัพพลายเชนและภาษีนำเข้า: ซัพพลายเออร์กระจุกตัวและอยู่นอกสหรัฐฯ มาก ภาษีนำเข้าที่เปลี่ยนไปมาเป็นต้นทุนสำคัญ ส่วนเงินคืนภาษี IEEPA ที่บริษัทระบุว่าน่าจะได้รับ 14.4 ล้านดอลลาร์ ช่วยลดต้นทุนขายในไตรมาส 2 ปี 2026 จึงทำให้อัตรากำไรขั้นต้นดูสูงขึ้น ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ในครึ่งหลังปี 2026 ครับ
- กำไรยังบาง: บริษัทยังมียอดขาดทุนสะสม 677.8 ล้านดอลลาร์ ณ 30 มิถุนายน 2026 และตัวเลข Adjusted EBITDA ที่บริษัทรายงานไม่รวมค่าใช้จ่ายหุ้นให้พนักงานราว 22.3 ล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งปีแรกครับ จึงควรดูกำไรสุทธิตามบัญชีประกอบด้วยเสมอครับ
- ระบบไอทีและการเปลี่ยนระบบ: บริษัทกำลังอัปเกรดระบบ IT และ ERP หลายปีติดกัน ซึ่งเสี่ยงต่อการสะดุดและความปลอดภัยทางไซเบอร์ครับ
📊 ตัวชี้วัดการเติบโต
บริษัทใช้ตัวชี้วัดหลักสามตัวในการติดตามผลครับ ตัวแรกคือ Active Customers ที่ไตรมาส 2 ปี 2026 อยู่ที่ 2,709,000 คน เพิ่มจาก 2,602,000 คนในปีก่อนหน้า หรือราว 4.1% ครับ ตัวที่สองคือ Average Revenue per Customer หรือรายได้เฉลี่ยต่อลูกค้า ซึ่งเพิ่มจาก $316 เป็น $336 โดยบริษัทระบุว่าได้แรงหนุนจากเลนส์พรีเมียม รวมถึง precision progressives และการซื้อการตรวจตาพร้อมกับแว่นหรือคอนแท็คเลนส์ครับ ตัวที่สามคือจำนวนร้าน ซึ่งเพิ่มจาก 298 สาขาเป็น 352 สาขาในหนึ่งปีครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
บริษัทระบุว่าการขยายร้านในสหรัฐฯ ยังมีที่ว่างมาก โดยประเมินว่าอาจขยายได้มากกว่า 900 สาขา เทียบกับร้านแว่นตาทั้งประเทศราว 45,000 แห่งณ ธันวาคม 2025 ครับ บริษัทยังสำรวจรูปแบบร้านเพิ่ม เช่น shop-in-shop ในร้านค้าที่เลือกไว้ด้วยครับ
ด้านบริการดูแลสายตา บริษัทระบุว่าเลนส์ progressives คิดเป็น 22.3% ของจำนวนใบสั่งเลนส์สายตาณ สิ้นปี 2025 ขณะที่ในอุตสาหกรรมอยู่ราวเกือบ 40% ซึ่งเป็นช่องให้โตต่อครับ ตลาดคอนแท็คเลนส์ที่บริษัทประเมินอยู่ที่ 10.4 พันล้านดอลลาร์ และตลาดการตรวจตาและดูแลสายตาอยู่ที่ 11.4 พันล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2025 ครับ ด้าน AI บริษัทระบุว่า Google อาจลงทุนได้สูงสุด 75 ล้านดอลลาร์ในการพัฒนาและเชิงพาณิชย์ และอาจลงทุนใน Warby Parker เพิ่มอีกสูงสุด 75 ล้านดอลลาร์ตามเงื่อนไขที่บรรลุครับ ส่วนเรื่องการซื้อคืนหุ้น บอร์ดอนุมัติโครงการวงเงินสูงสุด 100 ล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 แต่ในครึ่งปีแรกยังไม่มีการซื้อคืนเกิดขึ้นครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ไตรมาส 2 ปี 2026 รายได้สุทธิโตขึ้น 9.8% เป็น 235.5 ล้านดอลลาร์ อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 57.9% โดยได้แรงหนุนจากเงินคืนภาษี และ Adjusted EBITDA Margin อยู่ที่ 14.0% ครับ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ WRBY →