คืนที่ Nasdaq ทำจุดสูงสุดใหม่ ผู้ชนะในปี 2000 กับปี 2008 ออกมาเตือนอีกครั้ง — และครั้งนี้ คำเตือนถูกเขียนไว้ในงบแล้ว บทความนี้คือบทเปิดฉบับเต็มจากหนังสือ หนี้ที่ AI ไม่ได้บอก ยกมาให้อ่านฟรี
คืนวันที่ 6 ตุลาคม 2026 ดัชนี Nasdaq ปิดตลาดที่จุดสูงสุดใหม่ครับ
อีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ชายคนหนึ่งโพสต์ข้อความสั้นๆ บน X ใจความว่า "ตลาดหุ้นกำลังอยู่ในขั้นแรกของความเศร้า คือการปฏิเสธความจริง ถ้าดูจากปี 2000 และ 2008 ขั้นนี้กินเวลา 6 ถึง 9 เดือน" (ผมถอดความเป็นไทยนะครับ)
ชายคนนั้นชื่อ Michael Burry
ใครเคยดูหนังเรื่อง The Big Short น่าจะจำเขาได้ครับ ช่วงก่อนวิกฤตสินเชื่อบ้านในอเมริกาปี 2008 Burry นั่งไล่อ่านเอกสารของตราสารที่รวมหนี้บ้านไว้เป็นกองๆ แล้วเห็นว่าคนจำนวนมากกู้ซื้อบ้านทั้งที่ไม่มีทางผ่อนไหว
เขาเลยไปซื้อ "ประกัน" ไว้ครับ เป็นประกันที่จ่ายเงินให้เขาถ้าหนี้บ้านพวกนั้นเบี้ยวจริง ทุกงวดเขาต้องจ่ายค่าเบี้ย ส่วนธนาคารที่ขายประกันให้ก็ยิ้มรับ เพราะคิดว่าบ้านทั้งอเมริกาไม่มีวันพังพร้อมกัน ได้ค่าเบี้ยฟรีๆ ทุกงวด
ตอนนั้นแทบไม่มีใครเชื่อเขาครับ คนในวอลล์สตรีทหัวเราะ คนที่ฝากเงินไว้ในกองทุนของเขาเองก็โกรธ จนวันที่หนี้บ้านเบี้ยวกันเป็นทอดๆ ประกันที่คนหัวเราะใส่ ทำกำไรให้ตัวเขาเองราว 100 ล้านดอลลาร์ และให้นักลงทุนในกองทุนอีกกว่า 700 ล้านดอลลาร์
ผมขอสารภาพอะไรอย่างหนึ่งครับ ถ้าโพสต์แบบนี้ของ Burry เด้งขึ้นมาตอนปี 2025 ผมคงเลื่อนผ่านไปเฉยๆ
ผมเริ่มลงทุนหุ้นอเมริกาจริงจังตอนปี 2024 ครับ แต่ถ้าย้อนกลับไปไล่ดู Nasdaq ตั้งแต่ปี 2018 จะเห็นว่าตลาดลงแรงมาหลายรอบ ปี 2020 โควิด ปี 2022 เงินเฟ้อพุ่งจนธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยแรง ปี 2025 สงครามภาษีของอเมริกา ทุกรอบดัชนี S&P500 กับ Nasdaq ร่วงหนัก แล้วก็กลับมาทำจุดสูงสุดใหม่ได้เสมอ
ผมเลยเชื่อสนิทใจว่า ยังไงอเมริกาก็เป็นผู้นำเทคโนโลยี ตลาดลงเมื่อไหร่ เดี๋ยวก็กลับมา
ตัวผมในปี 2025 มอง Burry กับ Warren Buffett เป็นนักลงทุน "ยุคเก่า" ครับ คนที่ไม่ยอมเห็นว่าโลก AI จะโตไปได้แค่ไหน ดูรายได้ Nvidia สิ โตเป็นเท่าตัว ทั้งที่ฐานเดิมเป็นหลักหมื่นล้านดอลลาร์ ฝั่งบริษัทคลาวด์ยักษ์ใหญ่ที่ฝรั่งเรียกว่า Hyperscaler อย่าง Microsoft, Google, Amazon ก็กำไรโตสองหลักทุกปี
ผมบอกตัวเองว่า ผมเป็นนักลงทุนยุคใหม่ พอร์ตผมเป็นหุ้นเทค 100% และผมจะชนะดัชนีให้ได้ทุกปี
แล้ววันนั้นก็มาถึงครับ วันที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน
ผมกลับมาศึกษาเรื่อง "โลกใบนี้" อีกครั้ง ด้วยความกลัว
ครั้งนี้ผมไม่ได้กดขายตามข่าวทันทีครับ ผมใช้เวลาราว 5 วัน นั่งอ่านเรื่องสงคราม ประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจโลก แล้วถามตัวเองว่าผลกระทบจริงๆ จะไปถึงไหน
ก่อนจะตัดสินใจ ผมค้นพบความจริงเกี่ยวกับตัวเอง 3 ข้อ
สุดท้ายผมตัดสินใจล้างพอร์ตทั้งหมด เพื่อตั้งหลักใหม่ครับ
ขอพูดตรงนี้ให้ชัดนะครับ ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อบอกว่าใครต้องทำแบบผม การล้างพอร์ตเป็นการตัดสินใจที่เหมาะกับใจผม เงินของผม และโลกในวันนั้น พอร์ตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และคำตอบของแต่ละคนก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันครับ
หลังจากนั้นผมลงคลิปสารภาพเรื่องนี้ในช่อง TikTok คุณพ่อนักลงทุน คอมเมนต์ที่ได้มีแต่คน "สรรเสริญ" ผมครับ
"ระยะยาว ใจต้องนิ่งจริงๆ"
"คุณไม่เหมาะเป็นนักลงทุนระยะยาว"
"ไม่เป็นไร เข้าใจว่าลูกยังเล็ก ย่อมหวั่นไหวกับข่าว"
5 วันนั้นทำให้ผมเข้าใจในที่สุดครับ ว่า Buffett กับ Burry ไม่ใช่คนโง่
คนที่ลงทุนผ่านมาหลายสิบปี ไม่มีทางตัดสินใจถือเงินสดก้อนโต หรือออกมาโพสต์เตือนเรื่องฟองสบู่ ในยุคที่ทั้งโลกต้องการ AI แน่ๆ ถ้าเขาไม่ได้มีเหตุผลที่ดีพอ
ช่วงนั้นผมไปเปิดประวัติของ Burry อ่านจริงจังเป็นครั้งแรก แล้วก็รู้สึกอายตัวเองที่เคยเรียกเขาว่านักลงทุนยุคเก่า
Burry เรียนเศรษฐศาสตร์ที่ UCLA แล้วไปจบแพทย์ที่ Vanderbilt ช่วงเป็นแพทย์ประจำบ้าน หลังเข้าเวรดึก เขานั่งอ่านงบการเงินของบริษัทด้วยตัวเอง แล้วเขียนบทวิเคราะห์ลงเว็บบอร์ดนักลงทุน จนมีคนตามอ่านมากขึ้นเรื่อยๆ
ปี 2000 เขาเลิกเป็นหมอ แล้วตั้งกองทุนของตัวเองชื่อ Scion Capital ด้วยเงินมรดกกับเงินที่ยืมจากครอบครัว ช่วงที่ฟองสบู่ดอทคอมแตกและตลาดร่วงหนัก กองทุนของเขากลับชนะตลาดได้ขาดลอย หลังจากนั้นจึงมาถึงเรื่องหนี้บ้านในปี 2008 ที่เล่าไปตอนต้น
วิธีทำงานของเขาแทบไม่เปลี่ยนเลยตั้งแต่วันแรกครับ เขาอ่านเอกสารที่บริษัทยื่นต่อ ก.ล.ต. ทุกบรรทัด รวมถึงหมายเหตุประกอบงบและรายการที่อยู่นอกงบดุล เขาดูเงินสดที่ธุรกิจหาได้จริง ก่อนจะดูกำไรทางบัญชี และเคยเขียนไว้เองว่าตัวเลขยอดนิยมอย่างผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น "หลอกลวงและอันตราย" เพราะบริษัทดันตัวเลขนี้ให้สวยได้ด้วยการกู้เพิ่ม
คนที่ผมเคยเรียกว่านักลงทุนยุคเก่า จริงๆ คือคนที่อ่านงบละเอียดที่สุดคนหนึ่งในโลก เขาไม่ได้วิ่งตามเรื่องเล่า เขาไปหาข้อเท็จจริงที่อยู่ข้างใต้เรื่องเล่า
แต่ต้องเล่าอีกด้านให้ครบนะครับ ไม่โง่ ไม่ได้แปลว่าถูกทุกครั้ง
เดือนมกราคม 2023 Burry โพสต์คำเดียวว่า "Sell" หลังจากนั้นตลาดหุ้นอเมริกากลับขึ้นต่อแรงมาก และเขาออกมายอมรับเองว่าครั้งนั้นผิด มีสื่อบางสำนักนับไว้ด้วยว่า เขาเตือนเรื่องตลาดพังมาแล้วราว 12 ครั้ง ตรงจริงราว 3 ครั้ง
คาสซานดราคนนี้ เคยถูกครั้งใหญ่ และเคยพลาดมาแล้วครับ
คาสซานดราคนนี้ ถูกครั้งใหญ่ และพลาดก็มี
จาก Wikipedia · โพสต์บน X และ Substack ของ Burry ตามที่สำนักข่าวรายงาน · สื่อบางสำนักนับว่าเขาเตือนเรื่องตลาดพังราว 12 ครั้ง ตรงจริงราว 3 ครั้ง
รู้ไหมครับว่าชื่อบัญชี X ของ Burry ตั้งไว้ว่าอะไร — Cassandra Unchained
คาสซานดราเป็นเจ้าหญิงแห่งกรุงทรอยในตำนานกรีกครับ เธอมองเห็นอนาคต แต่ถูกสาปให้ไม่มีใครเชื่อคำเตือนของเธอเลย วันที่ทัพกรีกทิ้งม้าไม้ตัวใหญ่ไว้หน้ากำแพงเมือง คาสซานดราเตือนว่าม้าตัวนี้จะทำลายกรุงทรอย คนทั้งเมืองไม่ฟัง ลากม้าเข้าเมืองไปฉลอง คืนนั้นทหารที่ซ่อนอยู่ในท้องม้าก็ออกมาเปิดประตูเมือง
ส่วนคำว่า Unchained แปลว่าหลุดจากโซ่ครับ ช่วงปี 2008 Burry ต้องทนแรงกดดันจากคนที่ฝากเงินไว้ในกองทุน บางคนขู่จะถอนเงินตอนที่เขาเดิมพันสวนตลาด ปลายปี 2025 เขาปิดกองทุน แล้วหันมาเขียนบทความลง Substack ของตัวเอง ไม่ต้องแคร์ความคาดหวังของใครอีก
เรื่องที่ Burry เขียนถึงบ่อยที่สุดช่วงหลัง คือเงินที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทุ่มสร้างศูนย์ข้อมูล AI ครับ เขาถามตรงๆ ว่าการใช้เงินก้อนนี้จะจบเมื่อไหร่ ในเมื่อมันกินกระแสเงินสดของบริษัทจนหมด บริษัทต้องกู้ และต้องหาเงินด้วยวิธีที่ไม่เคยทำมาก่อน (ถอดความจากบันทึกที่เขาเขียนเมื่อกุมภาพันธ์ 2026)
วิธีที่ Burry ใช้มาตลอด ฝรั่งเรียกว่าการคิดแบบ first principles ครับ
แปลบ้านๆ คือ แทนที่จะเริ่มจากสิ่งที่ทุกคนเชื่อกัน เราแตกเรื่องนั้นลงไปเรื่อยๆ จนเหลือแต่ข้อเท็จจริงพื้นฐานที่ตรวจได้ แล้วค่อยประกอบความเข้าใจขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง
ทุกวันนี้ผมใช้หลักคิดนี้วิเคราะห์ข้อมูลแทบทุกอย่างครับ ทั้งเรื่องลงทุน และเรื่องอื่นๆ ในชีวิต
ลองใช้กับคำถามของเล่มนี้ดูนะครับ ถ้าถามว่า AI เป็นฟองสบู่ไหม คำตอบแบบ first principles ไม่ได้เริ่มจากว่าใครพูดอะไร ซีอีโอบอกว่าอะไร หรือ Burry เตือนว่าอะไร แต่เริ่มจากคำถามพื้นๆ 3 ข้อ เงินจริงๆ ไหลไปไหน ใครสัญญาว่าจะจ่ายใครเท่าไร และเงินสดที่ธุรกิจหาได้ พอจ่ายตามสัญญาไหม
คำตอบของทั้ง 3 ข้อ ไม่ได้อยู่ในพาดหัวข่าวครับ มันอยู่ในงบที่บริษัทยื่นต่อ ก.ล.ต.
คำถามที่ค้างในหัวผมตั้งแต่วันนั้น คือ ผู้ชนะในปี 2000 กับปี 2008 จะชนะในฟองสบู่ครั้งนี้อีกไหม
ผมตอบแทนใครไม่ได้ครับ และไม่คิดว่ามีใครตอบได้แน่นอน แต่สิ่งที่ผมทำได้ คือไปเปิดเอกสารที่บริษัทเหล่านี้ยื่นต่อ ก.ล.ต. สหรัฐ แล้วอ่านส่วนที่คนส่วนใหญ่ข้าม คือหมายเหตุประกอบงบการเงิน
ลองนึกภาพเพื่อนคนหนึ่งของเรานะครับ เงินเดือนสูง เงินเก็บก็เยอะ วันหนึ่งเขาไปขอกู้ธนาคาร ธนาคารถามว่าตอนนี้มีหนี้เท่าไร เขาตอบตามจริงว่า "ผ่อนบ้านอยู่หลังเดียว"
แต่ในลิ้นชักบ้านเขา มีสัญญาเช่าคอนโดอีก 10 ห้อง ห้องละ 20 ปี เซ็นไปแล้ว คอนโดยังสร้างไม่เสร็จ เลยยังไม่ต้องจ่ายสักบาท
ถามว่าเขาโกหกไหม ไม่ได้โกหกครับ ตามกติกา หนี้ก้อนนั้นยังไม่เริ่ม แต่ถ้าเราเป็นธนาคาร เราอยากรู้เรื่องสัญญา 10 ห้องนั้นไหม อยากรู้แน่นอน
ผมเจอเรื่องเดียวกันนี้ในงบของ Microsoft, Google, Amazon, Meta และ Oracle ครับ ทุกบริษัทมีประโยคหน้าตาคล้ายกัน คือ "สัญญาเช่าที่เซ็นแล้ว แต่ยังไม่เริ่มต้น"
พอรวมตัวเลขของ 5 บริษัท ได้ราว 1.12 ล้านล้านดอลลาร์ เทียบกับเงินกู้และหุ้นกู้ที่อยู่ในงบดุลจริงราว 4.8 แสนล้าน ก้อนที่ยังไม่เริ่มนับใหญ่กว่าราว 2.3 เท่า และตัวเลขก้อนนี้ ไม่อยู่ในบรรทัด "หนี้สิน" ของงบดุลเลยสักดอลลาร์
หนี้ที่เห็น กับสัญญาที่ยังไม่ถูกนับ
Microsoft · Oracle · Meta · Amazon · Alphabet รวมกัน · หมายเหตุสัญญาเช่าและงบดุลในงบที่ยื่น ก.ล.ต. สหรัฐ ณ 30 มิ.ย. 2026 (Oracle ณ 31 ส.ค. 2026)
ขอบอกไว้ก่อนครับว่าไม่มีใครโกง ทุกบริษัทเขียนตัวเลขนี้ไว้ในเอกสารจริง ใครอยากอ่านก็อ่านได้ กฎบัญชีบอกว่าสัญญาเช่าจะขึ้นงบดุลในวันที่เริ่มใช้ตึกจริง แค่ตัวเลขนี้แทบไม่เคยถูกพูดในงานแถลงผลประกอบการ และไม่อยู่ในพาดหัวข่าว อย่างในงบปีของ Microsoft ประโยคนี้อยู่ลึกถึงหน้า 78
คำเตือนของคาสซานดรายุคนี้ไม่ได้อยู่บน X อย่างเดียวครับ มันถูกเขียนไว้แล้ว ในหมายเหตุประกอบงบที่แทบไม่มีใครเปิดอ่าน
ทั้งเล่มนี้ ผมจะพาไล่ดูทีละเรื่องด้วยภาษาบ้านๆ เงินลงทุน AI หลายแสนล้านไปซื้ออะไร · ตึก ไฟ ที่ดิน ไปซ่อนอยู่ตรงไหนในงบ · ค่าเสื่อมจะกัดกำไรแค่ไหน · เงินที่วนกันเป็นวงระหว่างบริษัท AI · AI จะคุ้มทุนเมื่อไหร่ · และถ้าเราจะอ่านงบบริษัทสักตัวเอง ต้องเปิดดูตรงไหน ท้ายเล่มผมจะเล่ามุมของผมเองว่าทำไมผมยังเชื่อว่า AI คืออนาคต ต่อให้วันหนึ่งฟองสบู่จะแตกจริงก็ตาม
อ้อ ก่อนพลิกหน้า ลองกลับไปดูปกอีกครั้งนะครับ ใต้ชื่อหุ้น 5 ตัวบนแท่นหิน มีตัวอักษรเล็กๆ สลักไว้จางๆ ผมจะเฉลยท้ายเล่ม
เล่มนี้ไม่ได้ขอให้ใครเชื่อคาสซานดราครับ ผมแค่ชวนเดินไปเปิดดูท้องม้าด้วยกัน ก่อนจะลากมันเข้าเมือง
3 ประโยคติดผนัง: เราไม่จำเป็นต้องชนะตลาด แต่เราต้องเข้าใจมัน · การจัดพอร์ตที่นอนหลับสบาย คือคำตอบ · ไม่โง่ ไม่ได้แปลว่าถูกทุกครั้ง
ลองตอบตัวเอง: ถ้าพรุ่งนี้มีข่าวใหญ่จนตลาดร่วงแรง พอร์ตของเราวันนี้ทำให้เรานอนหลับได้ไหม ถ้าไม่ได้ อะไรในพอร์ตที่ทำให้เรานอนไม่หลับ?
ตัวเลขบริษัทในบทนี้มาจากงบที่ยื่นต่อ ก.ล.ต. สหรัฐ ณ 30 มิถุนายน 2026 (Oracle ณ 31 สิงหาคม 2026) · การล้างพอร์ตเป็นการตัดสินใจเฉพาะตัวผู้เขียน — เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุนนะครับ
ทั้งเล่ม 156 หน้า 13 บท + บทปิด + ภาคผนวก — เงินลงทุน AI ไปซื้ออะไร · ตึก ไฟ ที่ดิน อยู่ตรงไหนในงบ · ใครกำหนดว่าเครื่องใช้ได้กี่ปี · เงินที่หมุนเป็นวง · 7 จุดที่อาจเจ็บ กับตาชั่งอีกฝั่ง · ปฏิทินหนี้ 2027-2031 · บทเรียนจากฟองสบู่ 3 ยุค · และ 9 คำค้นที่ใช้อ่านงบได้กับทุกบริษัท
ดูรายละเอียดหนังสือ →บทความนี้เป็นบทตัวอย่างจากหนังสือ “หนี้ที่ AI ไม่ได้บอก” จัดทำเพื่อการศึกษาและเป็นการแบ่งปันมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน ไม่ใช่บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ และไม่ใช่การชี้แนะให้ซื้อหรือขายสินทรัพย์ใดๆ · บริษัทที่ปรากฏใช้เป็นตัวอย่างประกอบการอ่านงบ ตัวเลขอ้างอิงจากเอกสารที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ณ วันที่เขียน และอาจเปลี่ยนแปลงได้ · การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทางการและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจเสมอ · DaddyInvestor © 2026