← บทวิเคราะห์ทั้งหมด 🌳 คุณพ่อนักลงทุน
Management Insight

รู้จัก Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic: ชีวิตบนเส้นกราฟที่ชันขึ้นทุกวัน และเส้นที่เขาไม่ยอมข้าม

คำถามแรกของบทสัมภาษณ์คือช่วงนี้นอนวันละกี่ชั่วโมง Dario Amodei ซีอีโอของ Anthropic บริษัทผู้สร้าง Claude ไม่ตอบเป็นตัวเลข แต่เล่าว่าชีวิตตอนนี้เหมือนนั่งยานอวกาศที่เร่งออกจากโลกไม่หยุด หลับไปหนึ่งคืน ตื่นมาโลกผ่านไปสองวัน คืนต่อมาสามวัน บทความนี้เล่าเรื่องของเขาจากบทสัมภาษณ์ราว 70 นาที ตั้งแต่เด็กชายที่ไม่สนใจอินเทอร์เน็ต เหตุผลที่เดินออกจาก OpenAI รายได้ที่โตกว่า 3 เท่าในไตรมาสเดียว ไปจนถึงเส้นสองเส้นที่เขายอมเสียงานกับกองทัพสหรัฐฯ เพื่อไม่ข้าม

· อ่านราว 26 นาที
เรียบเรียงบทสัมภาษณ์ Inside Anthropic ของ Dario Amodei ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Anthropic ผู้สร้าง Claude เล่าตั้งแต่วัยเด็กในซานฟรานซิสโก อาชีพนักชีววิทยา และเหตุผลเรื่องความไว้ใจที่ทำให้เขาเดินออกจาก OpenAI ไปจนถึงวิธีคิดแบบเส้นกราฟเอ็กซ์โพเนนเชียลที่เขาใช้ตัดสินใจแทบทุกเรื่อง ทั้งการเลือกขายให้ลูกค้าองค์กรแทนแอปที่หากินกับเวลาหน้าจอ รายได้ที่โตกว่า 3 เท่าในไตรมาสแรกปี 2026 จนพลังประมวลผลตึง คำเตือนเรื่องงานออฟฟิศระดับเริ่มต้นที่เขาบอกว่าถูกตัดไปเหลือคลิปสามวินาที คำแนะนำถึงบริษัทซอฟต์แวร์หลังเหตุการณ์ที่ตลาดเรียกว่า SaaSpocalypse เส้นแดงสองเส้นที่ทำให้ขัดกับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โมเดล Mythos ที่เขาไม่ยอมปล่อยให้ใช้ทั่วไป และมุมมองเรื่องการถ่วงดุลอำนาจระหว่างรัฐกับบริษัท AI ปิดท้ายด้วยเสียงวิจารณ์จากอีกฝั่งและสิ่งที่นักลงทุนควรติดตาม ทั้งหมดเป็นการเรียบเรียงเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
📑 สารบัญ 19 หัวข้อ
  1. คืนที่หลับไปแล้วโลกผ่านไปสองวัน
  2. เด็กชายซานฟรานซิสโกที่ไม่สนใจอินเทอร์เน็ต
  3. จากนักชีววิทยา สู่วันที่เดินออกจาก OpenAI
  4. มือที่ไม่ได้จับบนเวที และการแข่งขันสู่ยอดเขา
  5. เดิมพันที่ทำให้ต่างจากคนอื่น: ขายให้องค์กร ไม่ใช่ขายเวลาหน้าจอ
  6. เส้นกราฟที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วก็พุ่ง
  7. สิ่งที่เขากลัวจะหายไปที่สุดคือวัฒนธรรม
  8. ด้านที่ทำให้เขามองโลกในแง่ดี: หนึ่งศตวรรษของวิทยาศาสตร์
  9. คำเตือนเรื่องงาน และความรำคาญต่อคลิปสามวินาที
  10. SaaSpocalypse: คำแนะนำถึงบริษัทซอฟต์แวร์
  11. เส้นที่ไม่ยอมข้าม: ทำงานกับกองทัพ แต่ไม่ทำสองอย่าง
  12. คำถามที่หนักที่สุดของบทสัมภาษณ์
  13. Mythos: โมเดลที่เก่งเกินกว่าจะปล่อย
  14. ใครควรถือกุญแจ: รัฐ บริษัท หรือต้องคานกันทั้งคู่
  15. จีน: เรื่องของค่านิยม และเรื่องของมูลค่าที่แนวหน้า
  16. เขาอยากเป็น Szilard ไม่ใช่ Oppenheimer
  17. ทำไมต้องเชื่อเขา และฉากปิดที่ไม่มีใครคาด
  18. อีกด้านของเหรียญ: สิ่งที่ควรฟังหูไว้หู
  19. สำหรับนักลงทุน: บริษัทที่ยังไม่เข้าตลาด แต่แรงกระเพื่อมถึงหุ้นจดทะเบียน

1.คืนที่หลับไปแล้วโลกผ่านไปสองวัน

คำถามแรกของบทสัมภาษณ์ฟังดูเหมือนคุยเล่น ช่วงนี้นอนวันละกี่ชั่วโมง Dario Amodei ตอบว่าเขาไม่เคยเป็นคนนอนเยอะอยู่แล้ว และตอนนี้กำลังหัดศิลปะของการหาจังหวะพัก ในช่วงที่แรงกดดันสูงผิดปกติ

“การแกว่งไปมาระหว่าง ‘ไม่เห็นต้องห่วง’ กับ ‘วันนี้ต้องตื่นตระหนกแล้ว’ คือสัญญาณของการตัดสินใจที่ยังไม่โต”— Dario Amodei

แล้วเขาก็อธิบายความรู้สึกจากข้างในด้วยภาพที่จำง่ายที่สุดในบทสัมภาษณ์ ลองนึกว่านั่งยานอวกาศที่เร่งออกจากโลกจนใกล้ความเร็วแสง ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพ คุณหลับไปหนึ่งคืน ตื่นมาบนโลกผ่านไปสองวัน คืนต่อมายานยังเร่งต่อ ตื่นมาผ่านไปสามวัน แล้วก็สี่วัน หนึ่งวันของเขาจึงต้องรับมือกับเรื่องราวของหลายวัน

แต่เขาไม่ได้เข้านอนด้วยความหวาดระแวง เขาบอกว่าการแกว่งไปมาระหว่าง ไม่เห็นต้องห่วง กับ วันนี้ต้องตื่นตระหนกแล้ว คือสัญญาณของการตัดสินใจที่ยังไม่โต ความเป็นผู้ใหญ่คือยอมรับว่าความเสี่ยงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แล้วตอบสนองอย่างมีเหตุผล เหมือนศัลยแพทย์ระหว่างผ่าตัด หรือนายทหารที่คุมปฏิบัติการ ความคิดนี้จะวนกลับมาเกือบทุกคำตอบที่เหลือของเขา

2.เด็กชายซานฟรานซิสโกที่ไม่สนใจอินเทอร์เน็ต

Dario โตที่ซานฟรานซิสโก ผู้สัมภาษณ์เล่าว่าพ่อของเขาเป็นช่างทำเครื่องหนัง ส่วนแม่ทำงานในห้องสมุด เรื่องที่น่าแปลกคือเด็กที่โตมากลางการปฏิวัติอินเทอร์เน็ตยุคแรก กลับไม่สนใจมันเลย สิ่งที่เขาสนใจคือการทำโจทย์คณิตศาสตร์ ขีดเขียนอะไรไปเรื่อย อ่านนิยายวิทยาศาสตร์ และอยากเข้าใจว่าจักรวาลทำงานอย่างไร เขาบอกว่าตัวเองเป็นเด็กที่อยากรู้อยากเห็นเรื่องโลกมาก

ถ้าถามว่าเมืองนี้หล่อหลอมอะไรให้เขา คำตอบคือจิตวิญญาณของการไม่ทำตามแบบใคร ที่นี่การคิดอะไรแปลกๆ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย เขาเปรียบว่าในบางที่ การคิดต่างถูกมองว่าประหลาด แต่ที่นี่ถ้าคุณมีภาพโลกที่ปะติดปะต่อกันได้จริง ต่อให้ผู้เชี่ยวชาญทั้งห้องไม่เห็นด้วย ก็ควรลองไล่ตามมัน ส่วนใหญ่อาจไม่สำเร็จ แต่บางเส้นทางอาจเจอเหมืองทองขนาดใหญ่

ที่น่าสังเกตคือเขาไม่ได้ชื่นชมซิลิคอนแวลลีย์ไปทั้งหมด เขาพูดเองว่ามีหลายเรื่องที่เขาวิจารณ์วงการนี้หนัก และเรื่องนี้จะกลับมาอีกครั้งตอนที่เขาพูดถึงโซเชียลมีเดีย

3.จากนักชีววิทยา สู่วันที่เดินออกจาก OpenAI

ก่อนจะมาสร้าง AI เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์สายชีววิทยา ปี 2016 เขาอยู่บ้านหลังเดียวกับ Daniela น้องสาว และ Holden Karnofsky สามีของเธอ ช่วงที่ Holden กำลังปลุกปั้น Open Philanthropy องค์กรให้ทุนเพื่อการกุศล Dario เล่าว่าตอนนั้นเขายังเป็นนักวิทยาศาสตร์สายชีววิทยา และช่วยให้ความเห็นงานด้านสุขภาพในประเทศกำลังพัฒนาและงานวิจัยชีววิทยา ว่าเรื่องไหนน่าทุ่ม เรื่องไหนไม่ค่อยน่าทุ่ม

ช่วงต้นของอาชีพเขายังเคยทำงานที่สาขาซิลิคอนแวลลีย์ของ Baidu บริษัทเทคโนโลยีจีนอยู่หนึ่งปี และได้เรียนรู้เรื่องระบบรู้จำเสียงพูด

การเดินออกจาก OpenAI กลายเป็นตำนานของวงการ เมื่อถูกถามตรงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นจริง เขาบอกว่าจะพูดให้ง่ายที่สุด ความเห็นไม่ตรงกันเรื่องความปลอดภัยมีจริง แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลพอที่จะลาออก คนใน Anthropic ก็เถียงกับเขาเป็นประจำ

สิ่งที่ทำให้ทำงานด้วยกันต่อไม่ได้คือเมื่อรู้สึกว่าไว้ใจอีกฝ่ายไม่ได้ เมื่อรู้สึกว่าค่านิยมของเขาไม่ใช่อย่างที่พูด และเมื่อเห็นรูปแบบพฤติกรรมที่น่ากังวลและความไม่ซื่อตรง ทางออกของเขาเรียบง่าย ถ้าไม่ได้มองเห็นภาพเดียวกันและไม่ไว้ใจกัน จะเถียงกันไปทำไม แยกย้ายไปทำในแบบของตัวเอง แล้วให้ตลาดและความเห็นของสาธารณชนเป็นคนตัดสิน เขาบอกว่าวันนี้เขาสงบใจกับเรื่องนี้อย่างสมบูรณ์

4.มือที่ไม่ได้จับบนเวที และการแข่งขันสู่ยอดเขา

มีภาพหนึ่งจากงานประชุมสุดยอด AI ที่อินเดียที่คนในวงการพูดถึงกันมาก ผู้นำบริษัท AI ยืนเรียงกันบนเวทีแล้วถูกขอให้จับมือกัน แต่ Dario กับ Sam Altman ดูเหมือนไม่ได้จับ เมื่อถูกถาม เขาอธิบายว่างานวุ่นวายมาก ทุกคนขึ้นเวทีนาทีสุดท้าย ลำดับการยืนถูกสลับ แล้วนายกรัฐมนตรี Narendra Modi ก็ขอให้ทุกคนจับมือกันกะทันหัน ผู้สัมภาษณ์แย้งว่าคนอื่นก็จับกันหมด เขาตอบได้แค่ว่าไม่รู้จะบอกยังไงดี

คำถามที่ลึกกว่านั้นคือ ถ้าคนที่สร้างเทคโนโลยีสำคัญที่สุดในโลกยังจับมือกันบนเวทีไม่ได้ จะร่วมมือรับมือความเสี่ยงระดับมนุษยชาติได้อย่างไร คำตอบของเขาคือ คนในวงการน่าไว้ใจไม่เท่ากัน เขารู้จัก Demis Hassabis ผู้นำทีมสร้าง Gemini ของ Google มา 15 ปี Anthropic ซื้อพลังประมวลผลจาก Google และแลกเปลี่ยนแนวคิดด้านความปลอดภัยกันตลอด

เขาเรียกกลยุทธ์ของตัวเองว่าการแข่งขันสู่ยอดเขา ซึ่งมีทั้งแครอทและไม้เรียว แครอทคือบริษัทที่ดีจุดประกายให้กัน Google ทำ AlphaFold ด้านชีววิทยา Anthropic ก็พยายามทำงานด้านนี้บ้าง Anthropic วิจัยเพื่อเข้าใจกลไกข้างในโมเดล Google ก็เริ่มทำบ้าง ไม้เรียวคือเมื่อผู้เล่นส่วนใหญ่ทำสิ่งที่ถูก คนที่ไม่ทำจะดูแย่ จนต้องทำตามอย่างไม่เต็มใจ

เมื่อผู้สัมภาษณ์ถามว่าการแซงคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง OpenAI รู้สึกดีไหม เขาตอบว่าคุณค่าของการเป็นผู้นำคือแรงดึงให้ทั้งวงการตามขึ้นไป ไม่ใช่การชนะเพื่อชนะ และบางครั้งคู่แข่งก็ลอกแบบ Anthropic ไปพร้อมๆ กับโจมตี Anthropic พอถูกแซวว่าชนะแล้วก็ต้องรู้สึกดีบ้าง เขายอมรับว่าบริษัทพยายามจะสำเร็จเสมอ ไม่ได้พยายามจะล้มเหลว

เขาไม่ใช่คนที่เชื่อว่าควรหยุดสร้างเทคโนโลยีนี้ บริษัทอยู่ในระบบตลาดเสรีและไม่มีอะไรผิดกับเรื่องนั้น แค่ต้องลดความเสี่ยงของโมเดลไปด้วย และงานของเขาคือการรักษาสมดุลระหว่างสองอย่างนี้มาตลอด

5.เดิมพันที่ทำให้ต่างจากคนอื่น: ขายให้องค์กร ไม่ใช่ขายเวลาหน้าจอ

ช่วงแรกที่คู่แข่งแข่งกันทำแอปผู้บริโภคที่หวือหวา Anthropic เลือกเดิมพันกับงานเขียนโค้ดและลูกค้าองค์กร วันนี้ Claude Code และ Claude Cowork กลายเป็นสินค้าดัง

“ถ้าเลือกโมเดลธุรกิจที่ขัดกับค่านิยมของตัวเอง สุดท้ายจะทรยศค่านิยมนั้น หรือไม่ก็กลายเป็นบริษัทที่ไม่มีใครสนใจ”— Dario Amodei

ผู้สัมภาษณ์ถามว่านี่คือการตัดสินใจเรื่องค่านิยมหรือเรื่องธุรกิจ Dario ตอบว่าต้องเป็นทั้งสองอย่าง การสร้างโมเดลแพงมาก จึงต้องเป็นบริษัทที่มีโมเดลธุรกิจ บทเรียนที่เขาได้จากการดูบริษัทอื่นคือ ถ้าเลือกโมเดลธุรกิจที่ขัดกับค่านิยมของตัวเอง สุดท้ายจะเหลือแค่สองทาง ทรยศค่านิยมของตัวเอง หรือไม่ก็กลายเป็นบริษัทที่ไม่มีใครสนใจ

เขายกตัวอย่างโลกโซเชียลมีเดียที่รายได้มาจากโฆษณา แรงจูงใจจึงอยู่ที่การดึงเวลาคนให้มากที่สุด จนนำไปสู่การเสพติด และคลิปขยะที่ผลิตจาก AI วิดีโอ ขณะที่ประโยชน์ใหญ่ๆ ที่เขาอยากเห็นจาก AI แทบทั้งหมดเกิดผ่านองค์กร การรักษาโรคที่เคยรักษาไม่ได้คืองานกับบริษัทยาและกลุ่มวิจัย การทำพลังงานให้ถูกลง การศึกษา สุขภาพในประเทศกำลังพัฒนา และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ล้วนผ่านองค์กรทั้งนั้น

อีกเหตุผลคือองค์กรให้ค่ากับความไว้ใจและความสัมพันธ์ระยะยาว คุณส่งมอบตามที่สัญญา เขาก็ส่งมอบตามที่สัญญา ทำงานด้วยกันไปหลายปี ซึ่งเข้ากับเป้าหมายเรื่องการใช้ AI อย่างปลอดภัย ที่น่าสนใจคือฝั่งผู้บริโภคก็เริ่มโตเร็วเอง ทั้งที่บริษัทแทบไม่ได้ทุ่มแรงไปทางนั้น

6.เส้นกราฟที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วก็พุ่ง

ถ้าต้องเลือกคำเดียวที่อธิบายวิธีคิดของ Dario คงเป็นคำว่าเอ็กซ์โพเนนเชียลที่ราบเรียบ เขาเล่าว่าตลอดชีวิตการทำงาน สิ่งที่เจอซ้ำๆ คือไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีเรื่องเล็กๆ เกิดขึ้น แล้วจู่ๆ ทุกอย่างก็พุ่ง

“ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีเรื่องเล็กๆ เกิดขึ้น แล้วจู่ๆ ทุกอย่างก็พุ่ง”— Dario Amodei

เขาดูกราฟนี้มานานจนเคยคาดไว้ว่า Anthropic น่าจะกลายเป็นบริษัท AI ที่มีรายได้และมูลค่าสูงที่สุดราวช่วงเวลานี้ และเขาบอกว่ามันเกิดขึ้นจริง ในแง่หนึ่งเขาไม่แปลกใจเพราะมันเป็นแค่เส้นบนกราฟ แต่เมื่อเกิดขึ้นจริง รายละเอียดและสีสันของมันก็ยังทำให้ประหลาดใจ

ตัวเลขที่เขาเปิดเผยคือ ไตรมาสแรกปี 2026 รายได้ของ Anthropic โตกว่า 3 เท่าภายในไตรมาสเดียว ไม่ใช่ตัวเลขทั้งปี ถ้าโตแบบนี้ต่อทั้งปีจะเท่ากับราว 80 เท่า ซึ่งเขาบอกเองว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะต่อเนื่อง บริษัทวางแผนพลังประมวลผลไว้สำหรับการโตปีละ 10 เท่า และการเผื่อไว้สำหรับ 80 เท่าก็ไม่สมเหตุสมผล เพราะถ้าโตแค่ 10 เท่าจะเหลือของเกินถึง 8 เท่า

นี่คือคำอธิบายของเขาต่ออาการเซิร์ฟเวอร์ตึงและผู้ใช้บ่นว่าโควตาหมด เขาเชื่อว่าตลาดพลังประมวลผลมีสภาพคล่อง ถ้าใช้ได้ดีและมีความต้องการจริงก็หามาได้ อาจแค่ใช้เวลาเดือนสองเดือน ผู้สัมภาษณ์ยกรายงานของ Bloomberg ว่ามูลค่าของ Anthropic สูงกว่า OpenAI แล้ว เกือบหนึ่งล้านล้านดอลลาร์ แล้วถามว่าทำไมยังต้องระดมทุน เขาตอบว่าพลังประมวลผลเพิ่มเร็วมาก เงินทุนคือกันชนรับมือกรวยของความไม่แน่นอน และสัดส่วนหุ้นที่เจือจางลงก็น้อยมาก

ส่วนคำถามว่านักพัฒนาย้ายไปใช้ ChatGPT หรือ Gemini ได้ในบ่ายเดียว เขาตอบว่าไม่เคยพึ่งความเหนียวของลูกค้า สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณภาพโมเดล และเขาอ้างว่าตอนนี้ Anthropic นำอยู่ห่างมาก

7.สิ่งที่เขากลัวจะหายไปที่สุดคือวัฒนธรรม

ผู้สัมภาษณ์ถามคำถามที่หลายคนสงสัย ตอนเป็นรองบ่อน การยืนบนหลักการเป็นเรื่องง่ายเพราะไม่มีอะไรจะเสีย พอโตขนาดนี้แล้วยังรักษาค่านิยมไว้ได้จริงหรือ Dario ตอบว่าเขาหวาดระแวงในทุกขนาดของบริษัท ทุกขั้นมีวิธีพังแบบใหม่ ทั้งการเสียความกระหายที่จะชนะทางธุรกิจ และการเสียแก่นของค่านิยม และเขามองว่าสองเรื่องนี้ไปด้วยกัน ยิ่งทำโมเดลได้ดี ก็ยิ่งยืนยันค่านิยมได้หนักแน่น

อันตรายจริงไม่ได้มาจากผู้ก่อตั้งเปลี่ยนใจ แต่มาจากองค์ประกอบของบริษัทที่เปลี่ยนเร็วมาก เมื่อรับคนจากบริษัทเทคใหญ่เข้ามาจำนวนมาก ถ้าไม่บอกเขาว่า Anthropic ทำงานแบบไหน เขาก็จะทำแบบเดียวที่รู้ คือแบบบริษัทเดิม Dario จึงใช้เวลาราวครึ่งหนึ่งไปกับการคุยกับพนักงานเรื่องวัฒนธรรม และบอกว่านี่อาจเป็นงานอันดับหนึ่งของเขากับ Daniela

เมื่อถูกถามว่าทำไมออกสินค้าได้เร็วขนาดนี้ เขาให้สองเหตุผล อย่างแรกคือบริษัทยังเป็นหนึ่งเดียว ทุกคนอยู่หน้าเดียวกันแม้จะใหญ่ขึ้น อย่างที่สองคือ Claude เอง วันนี้ Anthropic ใช้ Claude ช่วยพัฒนาโมเดลรุ่นถัดไปและสร้างสินค้า ซึ่งเขาบอกว่าเร่งความเร็วได้มากขึ้นเรื่อยๆ และเชื่อถือได้มากขึ้นเรื่อยๆ

8.ด้านที่ทำให้เขามองโลกในแง่ดี: หนึ่งศตวรรษของวิทยาศาสตร์

คนจำนวนมากรู้จัก Dario ในฐานะคนที่เตือนเรื่องความเสี่ยงของ AI แต่เมื่อถูกถามว่าสิ่งที่ AI ทำแล้วน่าทึ่งที่สุดคืออะไร เขาตอบในฐานะอดีตนักชีววิทยา เขาเห็นหลายกรณีที่ Claude วินิจฉัยปัญหาสุขภาพที่หมอเก่งๆ หลายคนมองข้ามไป หนึ่งในนั้นคือกรณีของ Daniela น้องสาวของเขาเอง โมเดลยังเริ่มเก่งงานอย่างการออกแบบยาและเคมีเชิงคำนวณ ซึ่งเขาบอกว่าคนต้องฝึกนานมากกว่าจะทำได้

ภาพที่เขาวาดคือ ลองย้อนไปปี 1900 นึกถึงสาเหตุที่คนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ความทุกข์ และความขาดแคลนที่เราไม่ต้องเจอแล้ววันนี้ แล้วนึกถึงความก้าวหน้าอีกหนึ่งร้อยปีแบบนั้น เขาเชื่อว่า AI จะพาเราไปถึงจุดนั้นถ้าเราผ่านช่วงนี้ไปได้ และบอกว่ายิ่งวันยิ่งมองโลกในแง่ดีขึ้น

อีกด้านที่ทำให้เห็นตัวตนของเขาคือการเขียน Dario เป็นที่รู้จักจากเรียงความยาวๆ เขาใช้ Claude ช่วยระดมความคิด เรียบเรียงประเด็น และหาแหล่งอ้างอิง แต่ยังไม่ยอมให้ข้อความที่ Claude เขียนลงไปในงานโดยตรง เพราะเขามีสไตล์ของตัวเองที่ค่อนข้างเลือกมาก เหตุผลที่ลึกกว่านั้นคือ การเขียนช่วยให้เขาคิดให้ชัด รู้ว่าต้องทำอะไรต่อ และสร้างจุดอ้างอิงร่วมกับคนอื่น ถ้าให้ AI เขียนทั้งเรียงความ ก็จะเสียประโยชน์ตรงนั้นไป

9.คำเตือนเรื่องงาน และความรำคาญต่อคลิปสามวินาที

ราวหนึ่งปีก่อน Dario เคยพูดว่า AI อาจทำให้งานออฟฟิศระดับเริ่มต้นหายไปถึงครึ่งหนึ่งภายในหนึ่งถึงห้าปี ประโยคนั้นถูกตัดไปแชร์ทั่วโลก ในบทสัมภาษณ์นี้เขายังกังวลในระดับเดิม และวาดภาพที่ไม่คุ้นตา คือเศรษฐกิจที่โตเร็วมาก ไปพร้อมกับคนว่างงานหรือทำงานต่ำกว่าศักยภาพจำนวนมาก และความเหลื่อมล้ำสูง

“การกล่าวหาว่านี่คือการตลาดราคาถูก ตัวมันเองก็คือการตลาดราคาถูก”— Dario Amodei

กลไกที่เขาอธิบายคือ ช่วงแรก AI ทำงานแทนได้ 90 เปอร์เซ็นต์ของงาน คนจึงเก่งขึ้นสิบเท่าในส่วนที่เหลือ แต่เมื่อมันเข้าใกล้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ต้องหางานอื่นให้คนทำ ใน Anthropic เองตอนนี้ AI เขียนโค้ดเกือบทั้งหมดแล้ว และเริ่มเห็นว่ามีบางคนที่ AI ไม่ได้ทำให้เก่งขึ้น ขณะเดียวกันตำแหน่งที่ผสมงานเทคนิคกับการคุยกับลูกค้าก็เป็นที่ต้องการมาก

ผู้สัมภาษณ์ถามแรงกว่านั้นว่า ลองนึกภาพอีกห้าปีข้างหน้า ถ้าคนตกงานมากขนาดนั้น นั่นไม่ใช่จุดเริ่มของการปฏิวัติหรือ เขาตอบว่านี่คือผลลัพธ์ที่ต้องป้องกันให้ได้ และพูดย้ำอีกครั้งว่านี่คือผลลัพธ์ที่เราต้องการป้องกันที่สุด แล้วไล่ที่ทางที่คนอาจไปได้ โดยยอมรับว่าไม่มีข้อไหนรับประกันได้

งานที่เขาคิดว่าจะสำคัญขึ้นคืองานในโลกกายภาพอย่างการสร้างและการผลิต งานที่อาศัยความสัมพันธ์ระหว่างคน และงานกำกับ AI ให้ตรงกับเจตนาของมนุษย์ เขาเล่าว่ากำลังผลักลูกค้าองค์กรให้ใช้ AI ทำสิ่งใหม่ด้วยคนเท่าเดิม แทนการลดคนเพื่อลดต้นทุน

ช่วงที่อารมณ์ของเขาชัดที่สุดคือตอนถูกถามถึงคำวิจารณ์ Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia บอกว่าเขาสับสนระหว่างงานย่อยกับอาชีพ และบางคนบอกว่านี่คือการตลาดแบบขายความกลัวที่เป็นประโยชน์กับ Anthropic เขาตอบว่าเขาเขียนอธิบายความต่างของงานย่อยกับอาชีพไว้ห้าหน้าในเรียงความ The Adolescence of Technology พร้อมทางรับมือหกแนว ตั้งแต่การกุศลของภาคเอกชนไปจนถึงการลงมือของรัฐ แต่คนดูแค่คลิปสามวินาทีจากเมื่อปีก่อน เขาบอกว่าการกล่าวหาว่านี่คือการตลาดราคาถูก ตัวมันเองก็คือการตลาดราคาถูก และบอกตรงๆ ว่าเกลียดโซเชียลมีเดียในฐานะหมวดหมู่

10.SaaSpocalypse: คำแนะนำถึงบริษัทซอฟต์แวร์

ผู้สัมภาษณ์ยกเหตุการณ์ที่หลัง Claude Cowork เปิดตัวไม่นาน มูลค่าตลาดของหุ้นซอฟต์แวร์หายไปราว 2.85 แสนล้านดอลลาร์ในชั่วข้ามคืน จนเทรดเดอร์ตั้งชื่อว่า SaaSpocalypse แล้วถามว่าซอฟต์แวร์แบบเดิมจะถูกแทนที่มากแค่ไหน

Dario เริ่มด้วยการยอมรับว่าไม่มีใครรู้แน่ ถ้าใครทำนายได้แม่น คนนั้นก็คงรวยจากตลาดไปแล้ว แต่เขาให้กรอบคิดที่ใช้ได้จริง บริษัทซอฟต์แวร์แต่ละแห่งมีคูเมืองป้องกันหลายชั้น บางชั้นจะหายไป บางชั้นจะยังอยู่ ชั้นที่หายแน่คือการที่เคยเขียนซอฟต์แวร์ซับซ้อนที่คนอื่นเขียนไม่ได้ ชั้นที่ยังอยู่คือความสัมพันธ์กับลูกค้า ความเข้าใจลึกว่าอุตสาหกรรมนั้นทำงานอย่างไร และความรู้เฉพาะทาง และอาจมีคูเมืองใหม่เกิดขึ้นด้วย

คำแนะนำของเขาคือ อย่านิ่งนอนใจ จดรายการคูเมืองทั้งหมดของตัวเอง แล้วรู้ให้ชัดว่าข้อไหนกำลังจะหาย ข้อไหนจะสำคัญขึ้น

ที่น่าสนใจคือเขาเดาว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์โดยรวมจะใหญ่ขึ้น ไม่ใช่เล็กลง เพราะเค้กทั้งก้อนโตขึ้น ถ้าสิ่งที่ AI ทำได้โต 10 เท่า บริษัทเดิมอาจโตแค่ 1.5 เท่า ซึ่งดูเล็กลงเมื่อเทียบกับเค้กทั้งก้อน แต่ก็ยังโต ทว่าจะมีผู้แพ้รายใหญ่ คือบริษัทที่มุดหัวอยู่ในทราย และเชื่อว่าสิ่งที่เคยได้ผลจะได้ผลต่อไป

11.เส้นที่ไม่ยอมข้าม: ทำงานกับกองทัพ แต่ไม่ทำสองอย่าง

ผู้สัมภาษณ์ชี้ว่า Dario มีจุดยืนต่อต้านสงครามมาตั้งแต่สมัยเรียนที่ Caltech แต่ Anthropic กลับเป็นบริษัท AI แรกๆ ที่เซ็นสัญญากับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ให้ใช้งานบนเครือข่ายลับ

“สองเรื่องที่สำคัญคือ บริษัทต้องประสบความสำเร็จ และเราต้องยืนหยัดในค่านิยม แล้วคุณจะรู้เสมอว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหน”— Dario Amodei

เขาตอบว่าโลกเปลี่ยน เมื่อเห็นรัสเซียบุกยูเครน และความเสี่ยงที่จีนจะบุกไต้หวัน เขากังวลว่ากลุ่มประเทศอำนาจนิยมกำลังกลับมาอย่างก้าวร้าว และประชาธิปไตยต้องป้องกันตัวเองได้

เขาบอกว่าไม่ได้ทำเพื่อเงิน งานบนเครือข่ายรัฐบาลยุ่งยากมากแต่ได้เงินไม่มาก แต่เพราะทำด้วยความเชื่อ จึงต้องมีขีดจำกัด เส้นแดงสองเส้นของเขาคือการสอดแนมประชาชนแบบเหมารวม และอาวุธที่ตัดสินใจเองทั้งหมดโดยไม่มีคนกำกับ เขาบอกว่าประชาธิปไตยชนะก็ไม่มีความหมาย ถ้าต้องทำสิ่งเหล่านั้นเพื่อชนะ

ราคาของจุดยืนนี้สูง ตามที่ผู้สัมภาษณ์สรุป ประธานาธิบดีสั่งห้ามหน่วยงานรัฐบาลกลางใช้ Anthropic เพนตากอนติดป้ายว่าเป็นความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน และ OpenAI เข้าไปเซ็นสัญญาที่ Anthropic ไม่ยอมเซ็น เขาไม่เรียกเรื่องนี้ว่าการต่อสู้ แต่เป็นการถกเถียงว่ารัฐควรใช้ AI อย่างไร และผลที่ได้คือมีความพยายามจากทั้งสองพรรคในสภาคองเกรส ที่จะห้ามการใช้งานแบบที่เขากังวล

เมื่อถูกถามว่ารู้สึกอย่างไรที่ถูกเรียกว่าคนบ้าอุดมการณ์ เขาตอบว่าเคยโดนเรียกแย่กว่านี้ และชีวิตเขาค่อนข้างง่าย เพราะมีแค่สองเรื่องที่สำคัญ คือบริษัทต้องประสบความสำเร็จ และต้องยืนหยัดในค่านิยม แล้วคุณจะรู้เสมอว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหน

12.คำถามที่หนักที่สุดของบทสัมภาษณ์

ผู้สัมภาษณ์ยกคำพูดของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่าด้วยความช่วยเหลือของโมเดลภาษา กองทัพสหรัฐฯ ไปจากการโจมตีเป้าหมายได้วันละหนึ่งพันจุด เป็นห้าพันจุด แล้วถามว่า Claude ช่วยให้ฆ่าคนได้มากขึ้นเร็วขึ้นหรือไม่

Dario ตอบว่าเขาสนับสนุนให้สหรัฐฯ มีขีดความสามารถทางทหารที่แข็งแกร่ง เพราะเชื่อว่าความแข็งแกร่งช่วยยับยั้งสงคราม เขาเรียกตัวเองว่าเป็นคนรักชาติ และบอกว่าผู้ให้เทคโนโลยีไม่ควรเป็นคนตัดสินว่าปฏิบัติการไหนทำได้ สิ่งที่ทำได้คือกำหนดขอบเขตระดับสูง

แล้วคำถามที่หนักที่สุดก็ตามมา ผู้สัมภาษณ์อ้างรายงานของ Bloomberg ว่ากองทัพสหรัฐฯ ใช้ Claude ผ่านระบบของ Palantir ช่วยเล็งเป้าหมายในสงครามกับอิหร่าน และมีรายงานว่าขีปนาวุธของสหรัฐฯ ลงที่โรงเรียนหญิงแห่งหนึ่ง มีผู้เสียชีวิตกว่า 150 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก Claude มีส่วนหรือไม่

เขาตอบว่า Anthropic ไม่รู้ว่าโมเดลถูกใช้อย่างไรในกรณีนั้น เรียกเหตุการณ์ว่าเลวร้ายจริงๆ และชี้ว่าการใช้งานแบบนี้ไม่ได้ละเมิดเส้นแดงด้วยซ้ำ เขายังเห็นว่าโดยรวมการใช้โมเดลแบบนี้เหมาะสมและเป็นผลดีสุทธิ แต่พูดตรงๆ ว่าผู้ตัดสินใจทางทหารทำผิดพลาดร้ายแรงได้แม้ในเวลาที่ดีที่สุด และเขาไม่แน่ใจว่าตอนนี้คือเวลาที่ดีที่สุด

สิ่งที่เขากลัวคือจะมีกรณีแบบนี้มากกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า ถ้าปล่อยให้ AI ตัดสินใจเองโดยที่มนุษย์ไม่เห็น ในกรณีนี้ AI ช่วยงาน แต่มนุษย์เป็นคนตัดสินใจสุดท้าย และนั่นคือเหตุผลที่หลักการนี้สำคัญ

เมื่อถูกถามต่อว่าโรงเรียนนี้มีเว็บไซต์ ค้นใน Google ก็เจอ เทคโนโลยีควรจะเห็นหรือไม่ เขาตอบว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวกับข้อมูลลับที่เขาไม่มี

ภาพรวมเขาเชื่อว่า AI ในการทหารมีแนวโน้มช่วยป้องกันสงครามโลกครั้งที่สามมากกว่าก่อ เพราะข่าวกรองที่ดีทำให้อีกฝ่ายคิดหนักก่อนบุก แต่ถ้าไม่มีขีดจำกัดเลยก็อาจกลับด้าน เขายกภาพยนตร์ Dr. Strangelove ที่มีเครื่องจักรวันสิ้นโลกยิงนิวเคลียร์อัตโนมัติเมื่อคิดว่าถูกยิงก่อน แล้วถามกลับว่าจะมีอะไรผิดพลาดได้

13.Mythos: โมเดลที่เก่งเกินกว่าจะปล่อย

Mythos คือโมเดลล่าสุดของ Anthropic ที่ผู้สัมภาษณ์บรรยายว่าโจมตีไซเบอร์ได้ครบทุกขั้นด้วยตัวเอง และ Dario ตัดสินใจไม่ปล่อยให้ใช้ทั่วไป สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือก้าวกระโดดครั้งใหญ่ในความสามารถหาช่องโหว่ และที่คนไม่ค่อยพูดถึงคือการเปลี่ยนช่องโหว่ให้เป็นวิธีเจาะระบบได้จริง

บริษัทแรกๆ ที่ได้ลองใช้ถึงกับบอกว่ามันคืออาวุธขั้นสุดยอด ควรต้องมีใบอนุญาตเหมือนใบอนุญาตพกปืน และขอร้องไม่ให้ปล่อย เขาย้ำว่าไม่ได้ตั้งใจเก็บไว้ตลอดไป แผนคือค่อยๆ เปิดให้ฝ่ายป้องกันระบบใช้ก่อน เพื่อปิดรูรั่วให้หมด เขาเปรียบว่าพื้นผิวหนึ่งมีรูจำนวนจำกัด ปิดหมดแล้วจะเจาะยากมาก และหวังว่าในหกเดือนถึงหนึ่งปี อินเทอร์เน็ตจะปลอดภัยกว่าที่เคย

ตัวอย่างที่เขาให้คือ Mythos พบช่องโหว่ใหม่ 271 จุดใน Firefox และอีกหลายพันจุดในระบบของบริษัทที่ยังเปิดเผยไม่ได้ รัฐบาลสหรัฐฯ ขอให้ชะลอการเปิดเพราะกังวลเรื่องการจารกรรม ซึ่งเขาเห็นว่าสมเหตุสมผล ส่วนโมเดลที่ปล่อยแล้วอย่าง Opus 4.7 มีระบบกันการใช้งานด้านไซเบอร์ แต่เขายอมรับว่าระบบแบบนี้ยังถูกเลี่ยงได้ จึงต้องรอให้แข็งแรงพอ

มีเสียงแย้งสองแบบ แบบแรกบอกว่าโมเดลโอเพนซอร์สราคาถูกก็ทำได้ เขาบอกว่าผิดอย่างยิ่ง เพราะการชี้โมเดลไปที่บรรทัดโค้ดที่ Mythos หาเจอแล้ว ไม่เหมือนการให้มันค้นเองทั้งโค้ดเบส เหมือนมีคนหาเข็มในกองฟางเจอแล้ว อีกคนแค่หยิบขึ้นมา แบบที่สองบอกว่าเป็นแค่การตลาด เขาตอบว่าการไม่ปล่อยโมเดลนี้ทำให้บริษัทเสียหายทางการค้ามาก ทั้งที่มีลูกค้าและหลายประเทศโทรมาขอใช้ทุกวัน

สิ่งที่เขายังกังวลคือในราวหนึ่งปี ความสามารถระดับ Mythos อาจไปอยู่ในโมเดลที่ใครก็ดาวน์โหลดได้ และหวังว่าถึงตอนนั้นจะปิดรูรั่วได้หมดแล้ว

เมื่อถูกถามว่าเคยต้องแลกอะไรที่ไม่สบายใจบ้างไหม เขาตอบว่าประวัติทั้งหมดของ Anthropic คือการแลก ในโลกอุดมคติคงได้ศึกษาทุกอย่างที่อาจผิดพลาดเป็นปีๆ ก่อนปล่อยแชตบอตตัวแรก แต่ของจริงคือเลื่อนปล่อย Claude ตัวแรกออกไปได้ไม่กี่เดือน สุดขั้วทั้งสองฝั่งเป็นเรื่องบ้าทั้งคู่

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ตอนนี้ที่ Anthropic เป็นผู้นำทางการค้าแล้ว เขากับ Daniela กำลังทำทุกอย่าง เพื่อขยับเข็มไปทางระมัดระวังยิ่งขึ้น การไม่ปล่อย Mythos คือสิ่งนั้น ซึ่งเขาบอกว่าทำได้ยากมากถ้าไม่ได้เป็นผู้นำ และจะได้เห็นเรื่องแบบนี้อีก

14.ใครควรถือกุญแจ: รัฐ บริษัท หรือต้องคานกันทั้งคู่

คำถามที่ Dario บอกว่าจริงจังมากคือ ทำไมรัฐบาลไม่ยึดบริษัทแบบนี้ไปเลย เขาไม่เห็นด้วยกับการยึด แต่ยอมรับว่ามีความกังวลเดียวกัน เทคโนโลยีทรงพลังทุกอย่างในประวัติศาสตร์เริ่มจากรัฐ ทั้งระเบิดนิวเคลียร์ อินเทอร์เน็ต GPS และโทรศัพท์มือถือ ซึ่งวิจัยในห้องแล็บของรัฐและมหาวิทยาลัย AI เป็นเทคโนโลยีแรกที่ภาคเอกชนสร้าง และรัฐเข้ามาช้า

เขาเรียกสถานการณ์นี้ว่าอันตรายและไม่มั่นคง และไม่ใช่สถานการณ์ที่เขาจะเลือกเอง ทางออกของเขาคือการถ่วงดุลทั้งสองทาง ภายใน Anthropic มีองค์กรที่เรียกว่า Long-Term Benefit Trust ซึ่งแต่งตั้งและถอดถอนกรรมการบริษัทส่วนใหญ่ได้ ถ้าไล่ตามสายอำนาจ ก็มีอำนาจปลดเขาได้

ส่วนฝั่งรัฐ เขาอยากเห็นการทดสอบและตรวจสอบโมเดลก่อนปล่อยแบบบังคับ และให้สภาคองเกรสกับศาลมีบทบาทมากขึ้น เพราะเขากลัวทั้งบริษัทที่ถือเทคโนโลยีนี้ และรัฐที่ถือเทคโนโลยีนี้

เขาเล่าว่าการไปทำเนียบขาวรอบล่าสุดได้คุยกับรัฐมนตรีคลัง Scott Bessent และหัวหน้าเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว Susie Wiles และ Mythos ช่วยให้ฝั่งรัฐบาลเห็นความเสี่ยงเป็นรูปธรรมขึ้น เขาบอกว่าในทุกรัฐบาลจะมีส่วนที่เข้าใจกันดีและส่วนที่คุยยาก ซึ่งเป็นเรื่องปกติ

15.จีน: เรื่องของค่านิยม และเรื่องของมูลค่าที่แนวหน้า

มุมมองต่อจีนของเขาชัดเจน และเขาบอกว่าไม่ได้มาจากปีที่ทำงานที่ Baidu ซึ่งเขาจำได้แค่ว่ามีคนพูดว่าในจีนไม่สนเรื่องความเป็นส่วนตัว จึงมีข้อมูลเสียงมหาศาล แต่มาจากสิ่งที่เกิดกับชาวอุยกูร์ ฮ่องกง และการที่รัฐบาลจีนเอื้อมมาปิดปากคำวิจารณ์ได้แม้ในสหรัฐฯ

เขากลัวว่ารัฐอำนาจนิยมที่มีเทคโนโลยีสูงบวกกับ AI จะกลายเป็นโลกแบบนิยาย 1984 หรือแย่กว่า และเชื่อว่า AI ควรเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้คนเป็นอิสระมากขึ้น และนี่คือเหตุผลที่เขาพูดเรื่องควบคุมการส่งออกชิปไปจีนเสมอ แม้ผู้ผลิตชิปบางรายที่เป็นพาร์ตเนอร์จะไม่เห็นด้วยก็ตาม

อีกด้านของเรื่องจีนคือธุรกิจ จีนปล่อยโมเดลโอเพนซอร์สที่เก่งขึ้นเรื่อยๆ และบริษัทอเมริกันก็เอาไปใช้ฟรี ผู้สัมภาษณ์ถามว่านี่เป็นภัยไหม เขาตอบผ่านเส้นกราฟอีกครั้ง สิ่งที่เห็นซ้ำๆ คือความฉลาดของโมเดลมีพรีเมียม คนแทบไม่เคยเลือกใช้โมเดลที่ฉลาดน้อยกว่า งานง่ายๆ ที่โมเดลรองๆ ทำได้มีอยู่มากจริง แต่เมื่อความสามารถโตปีละราว 10 เท่า มูลค่าที่แนวหน้าจะใหญ่กว่าส่วนที่ตามหลังเสมอ

เขาบอกว่าตัวเองเป็นคนนอกที่ไม่เคยบริหารบริษัทมาก่อน และไม่เคยคิดแบบยุคโซเชียลมีเดีย จึงรู้สึกว่าสัญชาตญาณการทำโปรดักต์ของคนยุคก่อนใช้ไม่ได้แล้ว เพราะความฉลาดของโมเดลเป็นปัจจัยใหญ่จนกลบทุกอย่าง

16.เขาอยากเป็น Szilard ไม่ใช่ Oppenheimer

หนังสือเล่มโปรดของ Dario คือ The Making of the Atomic Bomb เมื่อถูกถามว่าเห็นตัวเองคล้าย Oppenheimer ไหม เขากลับบอกว่าคนที่รู้สึกใกล้ที่สุดคือ Leo Szilard นักฟิสิกส์ผู้คิดเรื่องปฏิกิริยาลูกโซ่ได้เป็นคนแรก และมอง Oppenheimer เป็นตัวอย่างของสิ่งที่ไม่ควรเกิด เพราะเขาเชื่อว่าเราจะผ่านช่วงนี้ไปไม่ได้ด้วยบุคคลที่ยิ่งใหญ่เกินจริง หรือคนที่พยายามเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง สิ่งที่ต้องมีคือการถ่วงดุลอำนาจทุกที่

“ศิลาโรเซตตาที่ถอดรหัสเรื่องทั้งหมดนี้ คือเอ็กซ์โพเนนเชียลที่ราบเรียบ”— Dario Amodei

เรื่อง AI ที่พัฒนาตัวเองได้ ซึ่งนักวิจัยบางคนของเขาเชื่อว่าใกล้แล้ว เขาไม่คิดว่ามันคือวินาทีเดียวที่ทุกอย่างหลุดมือ แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่เริ่มแล้ว เมื่อปีก่อน AI ช่วยเพิ่มผลิตภาพโดยรวมราว 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้น่าจะ 20 ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ และทุกจุดบนเส้นกราฟต้องถามตัวเองว่าถึงเวลาชะลอหรือใส่การควบคุมเพิ่มหรือยัง

เขาเรียกเอ็กซ์โพเนนเชียลที่ราบเรียบว่าเป็นศิลาโรเซตตาที่ถอดรหัสทุกอย่าง คนที่เคยค้านการกำกับดูแลทุกรูปแบบ แล้วพอเห็นอันตรายแรกก็อยากให้รัฐยึด คือคนที่ถูกเส้นกราฟทำให้ประหลาดใจ และนั่นคือสัญญาณว่าไม่ได้จริงจังมาตั้งแต่ต้น

ผู้สัมภาษณ์ยกตัวเลขที่เขาเคยให้ไว้ว่ามีโอกาสราว 10 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ที่อารยธรรมจะล่มสลาย เขาตอบด้วยภาพสายการบิน สายการบินที่ปลอดภัยกว่าคนอื่นสิบเท่าก็ยังรับประกันไม่ได้ว่าเครื่องจะไม่ตก เมื่อถูกแย้งว่าถ้าเครื่องบินมีโอกาสตก 25 เปอร์เซ็นต์ก็ไม่มีใครขึ้น เขาตอบว่าใช่ 25 เปอร์เซ็นต์สูงเกินไป และเป้าหมายคือทำให้ต่ำลงมาก

17.ทำไมต้องเชื่อเขา และฉากปิดที่ไม่มีใครคาด

คำถามสุดท้ายตรงที่สุด คุณกำลังสร้างสิ่งที่ทรงพลังมากและจะได้ประโยชน์มหาศาลจากมัน ทำไมเราต้องเชื่อคุณ

Dario ไม่ได้ขอให้เชื่อ เขาบอกว่าการเริ่มจากความไม่ไว้ใจเป็นเรื่องมีเหตุผล ซิลิคอนแวลลีย์เสียความไว้ใจของโลกไปมาก และต้องหามันกลับมาด้วยการกระทำ

เขาไล่หลักฐานของตัวเอง การไม่ปล่อย Mythos ที่ทำให้เสียรายได้ การตัดการเข้าถึงโมเดลในจีนที่ทำให้เสียรายได้หลายร้อยล้านดอลลาร์ ในวันที่เงินก้อนนั้นเป็นสัดส่วนสำคัญของรายได้ทั้งหมด และการเลื่อนปล่อย Claude 2 เขาบอกว่าบริษัทไม่สมบูรณ์แบบ พลาดหลายเรื่อง แต่ขอให้คนดูประวัติทั้งหมดแล้วถามว่าสมมติฐานไหนอธิบายมันได้ดีที่สุด ซึ่งเขาเชื่อว่าคือ พวกเขาพยายามทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างจริงใจ

ผู้สัมภาษณ์ปิดว่า แล้วพบกันอีกฝั่งของเส้นกราฟ เขาตอบสั้นๆ ว่าหวังว่าอย่างนั้น

ช่วงท้ายคลิปมีบทสนทนาเล็กๆ ที่ทำให้เห็นอีกมุม ผู้สัมภาษณ์แซวว่าเขาอยากเป็นดาราฮอลลีวูดมาตลอดใช่ไหม Dario ตอบว่าสิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับงานซีอีโอคือต้องแต่งหน้าบ่อยแค่ไหน และนั่นไม่เคยอยู่ในรายการที่เขาคาดไว้เลย แล้วมีเสียงตอบกลับมาว่า แค่แป้งนิดหน่อยเอง

18.อีกด้านของเหรียญ: สิ่งที่ควรฟังหูไว้หู

บทความนี้เล่าผ่านมุมของ Dario เป็นหลัก จึงควรบันทึกเสียงอีกฝั่งไว้ให้ครบ

หนึ่ง ตัวเลขสำคัญหลายตัวเป็นคำพูดของเขาเอง หรือรายงานที่ผู้สัมภาษณ์อ้าง เช่น รายได้ที่โตกว่า 3 เท่าในไตรมาสเดียว และการบอกว่าคุณภาพโมเดลนำห่างมาก Anthropic เป็นบริษัทเอกชนที่ไม่ต้องเปิดเผยงบการเงินแบบบริษัทจดทะเบียน คนนอกจึงตรวจสอบได้จำกัด

สอง คำวิจารณ์ว่าคำเตือนเรื่องงานคือการตลาดแบบขายความกลัวมาจากคนระดับซีอีโอของ Nvidia ไม่ใช่เสียงเล็กๆ และยังมีนักวิจัยที่โต้แย้งเรื่องความสามารถของ Mythos

สาม การทำงานกับกองทัพ แม้มีเส้นแดง ก็ยังถูกตั้งคำถามหนักอย่างกรณีอิหร่าน ซึ่งเขาตอบได้แค่ว่าไม่รู้ว่าโมเดลถูกใช้อย่างไร

สี่ มูลค่าที่รายงานกันเกือบหนึ่งล้านล้านดอลลาร์ ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการเติบโตจะไปต่อ ขณะที่เขาเองยอมรับว่าอัตราในไตรมาสแรกไม่อาจต่อเนื่องได้

ห้า เรื่องความขัดแย้งกับ OpenAI เราได้ยินแค่ฝั่งเดียว เขากล่าวถึงความไม่ซื่อตรงโดยไม่ได้ยกเหตุการณ์เฉพาะ และบทสัมภาษณ์นี้ไม่มีคำตอบจากฝั่ง OpenAI

19.สำหรับนักลงทุน: บริษัทที่ยังไม่เข้าตลาด แต่แรงกระเพื่อมถึงหุ้นจดทะเบียน

Anthropic ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แต่บทสัมภาษณ์นี้แตะบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง ผู้สัมภาษณ์ระบุว่าผู้สนับสนุนรายใหญ่ของ Anthropic มีทั้ง Amazon, Google, Microsoft และ Nvidia ซึ่งเป็นทั้งพาร์ตเนอร์และคู่แข่งในเวลาเดียวกัน Dario ยืนยันว่ามีข้อตกลงด้านพลังประมวลผลกับ Google และ Amazon และยังทำเพิ่มได้อีก ส่วน Palantir เป็นพาร์ตเนอร์มาตั้งแต่ปี 2024

เรื่องที่น่าติดตามมีสามเรื่อง เรื่องแรก การเติบโตของ Anthropic แปลงเป็นความต้องการพลังประมวลผลจำนวนมาก ซึ่งไหลไปสู่ผู้ให้บริการคลาวด์และผู้ผลิตชิป

เรื่องที่สอง กรอบคิดเรื่องคูเมืองของบริษัทซอฟต์แวร์ เป็นคำถามที่ใช้ทบทวนธุรกิจซอฟต์แวร์ได้ ว่าคูเมืองข้อไหนกำลังจะหาย ข้อไหนยังอยู่

เรื่องที่สาม ความเสี่ยงด้านนโยบาย ทั้งการถูกห้ามจากรัฐบาลกลาง การควบคุมการส่งออกชิป และกฎหมายกำกับ AI ที่กำลังเกิดในสภาคองเกรส ซึ่งกระทบทั้งอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่ Anthropic

บทความนี้เป็นการเรียบเรียงบทสัมภาษณ์เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ข้อมูลทั้งหมดอ้างอิงคำพูดในบทสัมภาษณ์ ผู้อ่านควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุนเสมอนะครับ

📄 แหล่งอ้างอิง

อยากเห็นบทวิเคราะห์หุ้นแบบนี้ทุกสัปดาห์?

สมัครฟรี — สรุปงบ ข่าวเช้า และเครื่องมือติดตามพอร์ตหุ้น US เป็นภาษาไทย

เริ่มใช้ฟรี →
บทความนี้สรุปจากข้อมูลสาธารณะเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองครับ