เจาะโครงสร้างหนี้
Fed ขึ้นดอกเบี้ย แล้ว Data Center หนี้ท่วมจะไปต่อไหว? คำตอบอยู่ที่ว่ากู้มาแบบไหน
Fed ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปีเมื่อ 16 ก.ย. 2026 สามัญสำนึกบอกว่าบริษัทหนี้เยอะต้องเจ็บ แต่พอเปิดงบจริงของ 5 บริษัท AI cloud กลับพบว่า 4 ใน 5 ได้เงินเพิ่ม ไม่ใช่เสียเงิน เพราะหนี้ถูกล็อกดอกเบี้ยไว้หมดแล้ว ขณะที่เงินสดก้อนโตที่ถืออยู่กินดอกเบี้ยลอยตัว บทความนี้พาไล่ดูว่าเงินที่กู้มามีกี่แบบ ใครได้อะไรเสียอะไร และตัวที่ต้องกลัวจริงคืออะไร
เมื่อ 16 ก.ย. 2026 Fed ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 3.75-4.00% ด้วยมติเอกฉันท์ 12-0 ครั้งแรกนับจากปี 2023 บทความนี้เปิดงบฉบับล่าสุดของ Oracle, CoreWeave, Nebius, IREN และ Cipher Digital แล้วพบว่าผลกระทบตรงจากดอกเบี้ยนโยบายเล็กมาก เพราะหนี้เกือบทั้งหมดเป็นดอกเบี้ยคงที่ ขณะที่เงินสดที่ถือไว้กินดอกเบี้ยลอยตัว ทำให้ 4 ใน 5 บริษัทได้ประโยชน์สุทธิ ตัวที่กัดจริงคือส่วนต่างเครดิตของกลุ่มเอง ซึ่งภายในบริษัทเดียวกันปีเดียวกันห่างกันได้ถึง 3.25% หรือ 13 เท่าของที่ Fed ขยับ จากนั้นแยกอธิบายการกู้ 4 แบบ คือกู้ธรรมดา หุ้นกู้แปลงสภาพ หุ้นกู้พ่วงวอร์แรนต์ และหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพบังคับ พร้อมตัวอย่างจริงว่าบริษัทไหนใช้แบบไหน ใครได้อะไรเสียอะไร รวมถึงเรื่องที่คนมองข้ามคือบริษัทซื้อประกันการเจือจางไว้ล่วงหน้า และปิดท้ายด้วยเหตุผลว่าทำไมบริษัทหนึ่งกู้ได้ถูกกว่าอีกบริษัทถึง 3.75% ทั้งที่เป็นหุ้นกู้แบบเดียวกัน
ตัวเลขที่สวนความรู้สึก: ดอกเบี้ยขึ้น แต่ 4 ใน 5 บริษัทได้เงินเพิ่ม
พาดหัวเศรษฐกิจบอกว่า Fed ขึ้นดอกเบี้ย บริษัทหนี้เยอะจะลำบาก พอเปิดงบฉบับล่าสุดของ 5 บริษัท ที่สร้างศูนย์ข้อมูล AI ด้วยเงินกู้ก้อนมหาศาล ตัวเลขกลับเดินสวนทาง ทั้งห้ามีหนี้รวมกันเกือบ 189 พันล้านดอลลาร์ แต่หนี้เกือบทั้งหมดถูกล็อกอัตราดอกเบี้ยไว้ตั้งแต่วันกู้ ขณะเดียวกัน ทุกบริษัทถือเงินสดก้อนใหญ่ที่ระดมมาล่วงหน้าเพื่อรอสร้าง ซึ่งเงินก้อนนั้นฝากไว้แล้วกินดอกเบี้ย ตามอัตราตลาดวันนี้ ผลคือดอกเบี้ยขึ้นแล้วรายรับจากเงินฝากขึ้นทันที ส่วนรายจ่ายดอกเบี้ยแทบไม่ขยับ
- 📅 as-of: ราคาหุ้นปิดวันที่ 18 ก.ย. 2026 · งบการเงินใช้ฉบับล่าสุดที่ยื่น ก.ล.ต.สหรัฐ ของแต่ละบริษัท งวดสิ้น 30 มิ.ย. 2026 ยกเว้น Oracle งวดสิ้น 31 ส.ค. 2026 และ IREN ปีงบสิ้น 30 มิ.ย. 2026
- 🧮 ตัวเลขทุกตัวอ่านจากหมายเหตุประกอบงบโดยตรง ไม่ได้ดึงจากฐานข้อมูลสำเร็จรูป เพราะการดึงอัตโนมัติพลาดได้ (อธิบายในเซกชันท้าย)
- 📊 ผลสุทธิของดอกเบี้ยขึ้น 0.25% ต่อปี: Oracle ได้เพิ่ม 85 ล้าน · Nebius ได้เพิ่ม 20 ล้าน · IREN ได้เพิ่ม 19 ล้าน · Cipher ได้เพิ่ม 11 ล้าน · CoreWeave เสีย 2 ล้าน
- 🎓 บทความนี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยมากกว่าที่วิเคราะห์ในนี้
ศัพท์ 6 คำที่ต้องรู้ก่อนอ่านต่อ
บทความนี้มีศัพท์การเงินอยู่ไม่กี่คำ แต่ถ้าไม่รู้ความหมายจะอ่านไม่รู้เรื่องเลย จึงขออธิบายให้จบตรงนี้ก่อน แล้วที่เหลือทั้งบทความจะง่ายขึ้นมาก ทุกคำอธิบายด้วยตัวอย่างจริงจากงบที่บทความนี้ใช้
- 🎟️ คูปอง (Coupon) คือดอกเบี้ยที่เขียนไว้บนหน้าสัญญา สมัยก่อนหุ้นกู้เป็นกระดาษที่มีตั๋วเล็ก ๆ ติดอยู่ ถึงงวดก็ฉีกไปขึ้นเงิน คำนี้เลยติดมา ซื้อหุ้นกู้ 1,000 บาทคูปอง 5% แปลว่าได้ดอกเบี้ยปีละ 50 บาท
- 💵 เงินต้นหรือมูลค่าหน้าตั๋ว (Principal / Face Value) คือจำนวนที่บริษัทต้องคืนตอนครบกำหนด ไม่เกี่ยวกับว่าบริษัทได้เงินไปเท่าไรตอนแรก ตรงนี้สำคัญมากและเป็นที่มาของคำถัดไป
- 🧾 อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Interest Rate) คือต้นทุนจริงหลังรวมส่วนที่ไม่ได้จ่ายเป็นเงินสด ถ้าบริษัทได้เงินมาน้อยกว่าที่ต้องคืน ส่วนต่างนั้นคือดอกเบี้ยแม้คูปองจะเป็น 0% ตัวเลขนี้อยู่ในหมายเหตุประกอบงบ ไม่ได้อยู่บนหน้าสัญญา
- 🎓 อันดับเครดิต (Credit Rating) คือเกรดที่บริษัทจัดอันดับสามเจ้า คือ Moody's, S&P และ Fitch ให้ไว้ว่าผู้กู้มีโอกาสเบี้ยวหนี้แค่ไหน ไล่จากดีสุดลงมาคือ Aaa หรือ AAA แล้วลงมา Aa หรือ AA แล้ว A แล้ว Baa หรือ BBB จากนั้นตกไปเป็น Ba หรือ BB แล้ว B ตามลำดับ เส้นแบ่งสำคัญอยู่ระหว่าง Baa3 กับ Ba1 หรือเขียนแบบ S&P คือระหว่าง BBB- กับ BB+ เหนือเส้นเรียกระดับลงทุน ใต้เส้นเรียกระดับเก็งกำไร
- ⚖️ ทำไมเส้นนั้นสำคัญ เพราะกองทุนใหญ่หลายกองมีกฎว่าถือได้เฉพาะหนี้เหนือเส้น พอบริษัทถูกลดต่ำกว่าเส้น กองทุนเหล่านั้นถูกบังคับให้ปล่อยออกไปโดยไม่สนราคา นี่คือเหตุผลที่ Oracle ถูกลดเป็น BBB- แล้วเป็นเรื่อง เพราะ BBB- คือขั้นสุดท้ายที่ยังอยู่เหนือเส้น
- 📏 ส่วนต่าง (Spread) คือส่วนที่เจ้าหนี้บวกเพิ่มจากดอกเบี้ยกลางของตลาด ยิ่งเจ้าหนี้กลัวยิ่งบวกเยอะ เวลาเห็นเขียนว่าอัตราอ้างอิงบวก 5.50% แปลว่าดอกเบี้ยกลางเท่าไรก็บวกอีก 5.50% เข้าไป
- 📊 EBITDA ปรับปรุง (Adjusted EBITDA) คือเงินที่ธุรกิจหาได้ก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม บทความนี้ใช้ตัวนี้เป็นตัวตั้งเวลาวัดว่าบริษัทแบกดอกเบี้ยไหวไหม เพราะมันคือเงินที่มีอยู่จริงก่อนจะเอาไปจ่ายเจ้าหนี้
Fed ทำอะไรไป และตลาดคิดว่าจะทำอะไรต่อ
วันที่ 16 ก.ย. 2026 คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐมีมติเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เป็นกรอบ 3.75 ถึง 4.00% นับเป็นการขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2023 เหตุผลที่ให้ไว้คือ เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้า ที่สำคัญกว่าตัวเลข 0.25% คือสัญญาณว่ายังไม่จบ แผนภาพคาดการณ์ของกรรมการแต่ละคนชี้ว่า 16 จาก 18 คนเห็นว่าควรขึ้นอีกอย่างน้อย 1 ครั้งภายในสิ้นปี และที่กระทบต้นทุนกู้ยืมจริงยิ่งกว่าดอกเบี้ยนโยบายคือพันธบัตรระยะยาว ซึ่งเป็นตัวตั้งราคาหุ้นกู้ที่บริษัทออกใหม่
- 🗳️ 16 ก.ย. 2026 ขึ้น 0.25% เป็น 3.75-4.00% มติ 12-0 ครั้งแรกนับจากปี 2023
- 📈 แผนภาพคาดการณ์: กรรมการ 12 จาก 18 คนเห็นดอกเบี้ยสิ้นปีที่ 4.1% และ 16 จาก 18 คนเห็นว่าควรขึ้นอีกอย่างน้อยหนึ่งครั้ง · ประชุมที่เหลือปีนี้คือ 27-28 ต.ค. และ 8-9 ธ.ค.
- 🏛️ พันธบัตรรัฐบาล 10 ปีขึ้นไปเหนือ 5.01% สูงสุดในรอบ 19 ปี ส่วน 30 ปีอยู่ที่ 5.34% และ 2 ปีอยู่ที่ 4.73% (16 ก.ย. 2026)
- ⚠️ จุดที่คนสับสนบ่อย ดอกเบี้ยนโยบายคุมเฉพาะเงินกู้ระยะสั้นแบบลอยตัว ส่วนหุ้นกู้อายุยาวตั้งราคาจากพันธบัตร 10 ปีขึ้นไป สองตัวนี้ขยับคนละจังหวะได้
ทำไมดอกเบี้ยขึ้นแล้วบริษัทได้เงินเพิ่ม: มองสองฝั่งงบ
บริษัทมีเงินอยู่สองฝั่ง ฝั่งหนี้กับฝั่งเงินสด ดอกเบี้ยขึ้นกระทบแค่ฝั่งที่ไม่ได้ล็อกไว้ ยกตัวอย่าง Nebius กู้มา 13.4 พันล้านดอลลาร์เป็นหุ้นกู้แปลงสภาพคูปอง 0.50% ถึง 4.50% ตัวเลขนั้นเขียนไว้ในสัญญาตั้งแต่วันออก Fed ขึ้นกี่ครั้งก็ไม่เปลี่ยน ขณะเดียวกันบริษัทถือเงินสด 8.9 พันล้านที่ฝากธนาคารและกองทุนตลาดเงิน ซึ่งดอกเบี้ยปรับตามตลาดทันที เทียบให้เห็นภาพแบบบ้านเรา เหมือนคนกู้บ้านดอกเบี้ยคงที่ไว้แล้ว แล้วมีเงินอีกก้อนฝากประจำ พอแบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ย ค่างวดบ้านไม่ขยับ แต่ดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นทันที
- 🔒 Oracle มีหนี้ 125.3 พันล้าน แต่หลังหักสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย 4.7 พันล้าน เหลือหนี้ลอยตัวจริงแค่ 2.9 พันล้าน หรือ 2.3% ของหนี้ทั้งหมด (งบงวดสิ้น 31 ส.ค. 2026)
- 💵 IREN เขียนไว้ในรายงานประจำปีตรง ๆ ว่าดอกเบี้ยขยับ 1% กระทบกำไรก่อนภาษีบวกลบ 34.5 ล้านจากกองเงินสด 7.6 พันล้าน ส่วนหนี้ลอยตัวที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงเหลือเพียง 19 ล้าน
- 🏦 Cipher Digital ไตรมาส 2 ปี 2026 รับดอกเบี้ย 35.9 ล้าน เทียบจ่ายดอกเบี้ย 66.7 ล้าน หนี้ที่เบิกแล้วเป็นดอกเบี้ยคงที่ทั้งหมด ดอกเบี้ยขึ้นจึงช่วยเฉพาะด้านรับ
- ⏳ ข้อจำกัดสำคัญ ผลบวกนี้ชั่วคราว เพราะเงินสดกำลังจะถูกใช้สร้างศูนย์ข้อมูล Nebius วางแผนใช้เงินลงทุนปีนี้ 20-25 พันล้าน มากกว่าเงินสดที่มีราวสองเท่าครึ่ง
ใครแบกหนักแค่ไหน วัดจากกำไรจริง ไม่ใช่จากตัวเลขเปอร์เซ็นต์
คำถามที่สำคัญที่สุดคือบริษัทเสี่ยงแค่ไหนกับการกู้ครั้งนี้ และคำตอบไม่ได้อยู่ที่ดอกเบี้ยกี่เปอร์เซ็นต์ เพราะดอกเบี้ย 9.75% บนหนี้ก้อนเล็กอาจไม่หนักเลย ส่วน 5% บนหนี้ก้อนยักษ์อาจหนักมาก ตัวเลขที่บอกความจริงคือเอาดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายมาเทียบกับเงินที่ธุรกิจหาได้จริงในงวดเดียวกัน ว่าหาได้คุ้มดอกกี่เท่า ยิ่งเยอะยิ่งสบาย ต่ำกว่าสามเท่าเริ่มตึง และถ้าติดลบแปลว่าธุรกิจยังไม่สร้างกำไร มาจ่ายดอกเบี้ยได้เลย ต้องใช้เงินสดที่ระดมมาจ่ายแทน ตัวเลขทุกตัวข้างล่างเป็นตัวที่บริษัทรายงานเอง และเทียบภายในงวดเดียวกันเสมอ
- 🟢 Oracle รอบ 12 เดือนสิ้น 31 ส.ค. 2026 จ่ายดอกเบี้ย 5,104 ล้าน เทียบเงินที่ธุรกิจหาได้ 33,938 ล้าน คือหาได้คุ้มดอก 6.6 เท่า
- 🟢 IREN ปีงบ 2026 สิ้น 30 มิ.ย. 2026 จ่ายดอกเบี้ย 46.6 ล้าน เทียบ EBITDA ปรับปรุง 245.7 ล้าน คือ 5.3 เท่า แต่ต้องรู้ว่าตัวเลขนี้จะเปลี่ยนมาก เพราะหนี้ก้อนใหญ่เพิ่งกู้มาตอนปลายปีงบ
- 🟡 CoreWeave ครึ่งปีแรก 2026 จ่ายดอกเบี้ยสุทธิ 1,176 ล้าน เทียบ EBITDA ปรับปรุง 2,667 ล้าน คือ 2.3 เท่า และไตรมาส 3 บริษัทไกด์ดอกเบี้ยไว้ที่ 860 ถึง 940 ล้าน สูงกว่าครึ่งปีแรกเฉลี่ยต่อไตรมาสอีก
- 🟡 Nebius ครึ่งปีแรก 2026 จ่ายดอกเบี้ย 182.8 ล้าน เทียบ EBITDA ปรับปรุง 365.7 ล้าน คือ 2.0 เท่า แต่รายได้กำลังโตเร็วมาก ไตรมาส 2 โต 454% เทียบปีก่อน ตัวหารจึงโตตามได้
- 🔴 Cipher Digital ครึ่งปีแรก 2026 จ่ายดอกเบี้ย 125.9 ล้าน ขณะที่ EBITDA ปรับปรุงติดลบ 78.2 ล้าน แปลว่าธุรกิจยังไม่สร้างกำไรมาจ่ายดอกเบี้ยได้ ต้องใช้เงินที่ระดมมาจ่ายไปก่อน จนกว่าศูนย์ข้อมูลที่เซ็นสัญญาไว้จะเริ่มเก็บเงินได้
- ⚪ อีกขั้วหนึ่งคือบริษัทที่หนี้เบามาก Planet Labs มีหุ้นกู้ก้อนเดียว 460 ล้าน คูปอง 0.50% จ่ายดอกเงินสดปีละ 2.3 ล้าน เทียบ EBITDA ปรับปรุง 12 เดือน 20.8 ล้าน ส่วน SoFi จ่ายคูปองเงินสดปีละ 10.8 ล้าน เทียบ EBITDA ปรับปรุง 1,292 ล้าน สองตัวนี้ดอกเบี้ยแทบไม่มีความหมายต่อธุรกิจ
- 📐 เกณฑ์ที่บทความนี้ใช้อ่าน หกเท่าขึ้นไปคือสบาย สามถึงหกคือไหว ต่ำกว่าสามคือตึง ติดลบคือยังจ่ายจากธุรกิจไม่ได้ เกณฑ์นี้เป็นกรอบอ่านของบทความเอง ไม่ใช่มาตรฐานกลางของอุตสาหกรรม
ของจริงที่ควรกลัวคือส่วนต่างเครดิต ไม่ใช่ Fed
ถ้าดอกเบี้ยนโยบายไม่ใช่ตัวปัญหา แล้วอะไรคือตัวปัญหา คำตอบคือส่วนที่เจ้าหนี้บวกเพิ่มจาก ดอกเบี้ยกลางของตลาด ซึ่งสะท้อนว่าเจ้าหนี้กลัวบริษัทนั้นแค่ไหน ตัวเลขที่ชัดที่สุดอยู่ในบริษัทเดียวกัน ปีเดียวกัน CoreWeave กู้เงินก้อนหนึ่งเมื่อ มี.ค. 2026 ได้ที่ดอกเบี้ยกลางบวกอีก 2.25% แต่กู้อีกก้อนเมื่อ ส.ค. 2026 ต้องจ่ายดอกเบี้ยกลางบวกอีก 5.50% ห่างกัน 3.25% หรือ 13 เท่าของที่ Fed ขยับทั้งครั้ง เหตุผลไม่ใช่เพราะดอกเบี้ยตลาดเปลี่ยน แต่เพราะก้อนแรกผูกกับสัญญาลูกค้าอายุ 5 ปีจนได้อันดับเครดิตระดับลงทุน ส่วนก้อนหลังผูกกับสัญญาอายุ 3 ปีจึงได้แค่ระดับเก็งกำไร
- 📐 ภายใน CoreWeave ปีเดียวกัน วงเงินที่ได้เกรด A3 ซึ่งอยู่เหนือเส้นระดับลงทุน คิดดอกเบี้ยกลางบวกอีก 2.25% ส่วนวงเงินที่ได้เกรด Ba2 ซึ่งตกใต้เส้นไปสองขั้น คิดดอกเบี้ยกลางบวกอีก 5.50% บริษัทเดียวกันแต่คนละเกรด เพราะเอาสัญญาลูกค้าคนละแบบไปค้ำ
- 🌡️ ค่าเฉลี่ยส่วนต่างของตลาดหุ้นกู้ผลตอบแทนสูงทั้งตลาดอยู่ที่ราว 2.71% (ก.ย. 2026) แต่หุ้นกู้ไม่มีหลักประกันที่ CoreWeave ออกปีนี้คูปอง 9.625% ถึง 9.75% ส่วนต่างจึงกว้างกว่าค่าเฉลี่ยตลาดมาก
- 📉 Oracle ถูก S&P ลดเกรดเป็น BBB- เมื่อ 9 ก.ค. 2026 ซึ่งคือขั้นสุดท้ายที่ยังอยู่เหนือเส้นระดับลงทุน และหุ้นกู้เดิมที่ออกไปแล้วตอนนี้มีคนรับซื้อในตลาดที่ 84.6% ของราคาหน้าตั๋ว แปลว่าใครถืออยู่แล้วอยากขายต้องยอมขาดทุน ส่วนลดนี้กว้างขึ้นจาก 10.7% เป็น 15.4% ภายในไตรมาสเดียว
- 🧭 สรุปกลไก ดอกเบี้ยนโยบายเป็นพื้น ส่วนต่างเครดิตเป็นตัวคูณ บริษัทกลุ่มนี้จ่ายส่วนต่างเป็นหลัก ไม่ได้จ่ายพื้น
เงินที่บริษัทกู้มามี 4 แบบ ต่างกันตรงตอนจบ
เวลาบริษัทอยากได้เงิน เขาจ้างธนาคารหรือบริษัทหลักทรัพย์มาออกแบบแพ็กเกจแล้วเสนอขายให้นักลงทุนสถาบัน แพ็กเกจที่เห็นบ่อยมี 4 แบบ และทั้งหมดต่างกันที่คำถามเดียวคือตอนดีลจบ เจ้าหนี้ได้อะไรและบริษัทเสียอะไร ลองใช้โจทย์เดียวกันหมด บริษัทต้องการเงิน 1,000 ดอลลาร์ หุ้นวันนี้ 40 ดอลลาร์ ราคาแปลงสภาพหรือราคาใช้สิทธิกำหนดไว้ที่ 50 ดอลลาร์ เท่ากับสิทธิแลกหุ้น 20 หุ้นเท่ากันทุกแบบ ข้อควรรู้อย่างหนึ่งคือดีลเหล่านี้ส่วนใหญ่ขายเฉพาะนักลงทุนสถาบันที่เข้าเกณฑ์ รายย่อยเข้าถึงได้ทางกองทุนหรือตลาดรองเท่านั้น
- 1️⃣ กู้ธรรมดา (Straight Debt / Senior Notes) คืนเงินสด 1,000 พร้อมดอกเบี้ย ไม่มีหุ้นเปลี่ยนมือ ดอกเบี้ยแพงสุด · ย้ำว่าดอกเบี้ยจ่ายให้เจ้าหนี้ ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น และถูกหักออกก่อนจะเหลือเป็นกำไรของผู้ถือหุ้น
- 2️⃣ หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Note) เงินก้อนเดียวเปลี่ยนร่าง จากหนี้กลายเป็นหุ้น 20 หุ้น หนี้หายไป ดอกเบี้ยถูกสุด
- 3️⃣ หุ้นกู้พ่วงวอร์แรนต์ (Debt with Warrants) ขายของสองรอบ คืนเงินสด 1,000 และเจ้าหนี้ควักเงินใหม่อีก 1,000 มาซื้อหุ้น 20 หุ้น บริษัทได้เงินรวม 2,000
- 4️⃣ หุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพบังคับ (Mandatory Convertible Preferred) ไม่ใช่หนี้แต่เป็นทุน จ่ายเงินปันผล และบังคับแปลงเป็นหุ้นแน่นอนในวันที่กำหนด
แบบที่ 1 และ 2: กู้ธรรมดา กับ หุ้นกู้แปลงสภาพ ใครได้อะไร
กู้ธรรมดาคือการยืมเงินตรงไปตรงมา เจ้าหนี้ได้ดอกเบี้ยกับเงินต้นคืน หุ้นจะขึ้นไปเท่าไรก็ไม่เกี่ยวกับเขา เขาจึงเรียกดอกเบี้ยสูงสุดเพราะนั่นคือผลตอบแทนทั้งหมดที่จะได้ ส่วนหุ้นกู้แปลงสภาพคือหุ้นกู้ที่แถมตั๋วแลกหุ้นมาด้วย เจ้าหนี้ยอมรับดอกเบี้ยต่ำมากเพื่อแลกกับสองอย่าง หนึ่งคือสิทธิเปลี่ยนเงินก้อนเดิมเป็นหุ้นถ้าหุ้นขึ้น สองซึ่งคนมักลืมคือพื้นรองรับขาลง ถ้าหุ้นพังเขายังได้เงินต้นคืนเต็มตราบที่บริษัทไม่ล้ม นั่นคือสิ่งที่เขาซื้อด้วยดอกเบี้ยต่ำ ไม่ใช่แค่สิทธิแปลง ข้อควรระวังคือคูปองต่ำไม่ได้แปลว่าต้นทุนต่ำ ต้องดูอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในหมายเหตุประกอบงบด้วย
- 💰 ตัวอย่างกู้ธรรมดาปี 2026: CoreWeave หุ้นกู้ไม่มีหลักประกันคูปอง 9.625% ถึง 9.75% · IREN วงเงิน Mackenzie เดือน ส.ค. คูปอง 9.00% คงที่ · Cipher หุ้นกู้ระดับโครงการ 6.00% ถึง 7.125% · Oracle ดีลเดือน ก.พ. คูปอง 4.55% ถึง 6.85%
- 🎟️ ตัวอย่างหุ้นกู้แปลงสภาพ: IREN ชุดปี 2031 คูปอง 0.00% · Planet Labs ชุดปี 2030 คูปอง 0.50% · Nebius คูปอง 0.50% ถึง 4.50% · CoreWeave ชุดปี 2033 ที่เพิ่งตั้งราคา 18 ก.ย. 2026 คูปอง 2.875%
- 🪤 กับดักคูปอง 0% อธิบายง่าย ๆ คือยืมน้อยกว่าที่ต้องคืน หุ้นกู้แปลงสภาพของ Cipher ชุดปี 2031 ลงบัญชีเป็นหนี้ไว้ราว 872 ล้าน แต่ต้องคืนตอนครบกำหนดปี 2031 เต็ม 1,300 ล้าน ส่วนต่าง 428 ล้านนั่นแหละคือดอกเบี้ย เฉลี่ยออกมาเท่ากับ 6.89% ต่อปี บริษัทไม่ต้องจ่ายเงินสดสักบาทระหว่างทาง แต่ลงบัญชีกินกำไรปีละราว 62 ล้าน
- 🔴 กรณีที่หนักกว่ามาก Eos Energy ชุดปี 2031 ลงบัญชีเป็นหนี้ไว้ 317.9 ล้าน แต่ต้องคืน 600 ล้าน ส่วนต่าง 282 ล้านคิดเป็น 47% ของเงินต้น คูปองที่จ่ายเป็นเงินสดจริงปีละราว 10.5 ล้าน แต่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยทางบัญชีปีละราว 45 ล้าน ต่างกันราว 35 ล้านต่อปีที่กินกำไรโดยไม่ได้ควักเงิน
- ⚖️ ไม่ได้เป็นหุ้นทั้งก้อนเสมอไป SoFi ระบุในงบว่าหุ้นกู้ชุดปี 2026 จ่ายเงินสดเท่าเงินต้น แล้วให้หุ้นเฉพาะส่วนที่เกิน วิธีนี้เจือจางน้อยกว่ามากแต่ยังต้องหาเงินสด
แบบที่ 3 และ 4: พ่วงวอร์แรนต์ กับ บุริมสิทธิแปลงสภาพบังคับ
หุ้นกู้พ่วงวอร์แรนต์คือสองใบแยกกัน ใบหนึ่งเป็นหนี้ อีกใบเป็นสิทธิซื้อหุ้น ต่างจากแปลงสภาพตรงที่ตอนใช้สิทธิ เจ้าหนี้ต้องควักเงินใหม่มาจ่ายเพิ่ม ส่วนหนี้เดิมยังต้องคืนเป็นเงินสดตามเดิม บริษัทจึงได้เงินสองรอบ แต่ก็เสียหุ้นด้วยและยังต้องหาเงินคืนหนี้ด้วย ข้อสังเกตสำคัญคือวอร์แรนต์ที่พ่วงมากับหนี้มักไม่ใช่ส่วนลด แต่เป็นสัญญาณว่าเจ้าหนี้ต่อรองได้เหนือกว่า ส่วนหุ้นบุริมสิทธิแปลงสภาพบังคับไม่ใช่หนี้เลย มันคือทุน จ่ายเป็นเงินปันผลไม่ใช่ดอกเบี้ย และต้องแปลงเป็นหุ้นแน่นอนในวันที่กำหนดโดยไม่มีทางเลือกคืนเป็นเงินสด จึงเจือจางแน่นอน 100% ไม่ใช่แค่อาจจะ
- 🎫 ตัวอย่างพ่วงวอร์แรนต์: เงินกู้ Cerberus ของ Eos Energy แถมวอร์แรนต์ 43.3 ล้านหุ้นที่ราคาใช้สิทธิ 1 สตางค์ ซึ่งเกือบเท่ากับให้หุ้นเปล่า ที่สำคัญเงินกู้ก้อนนี้เริ่มที่ 15% แล้วลดเหลือ 7.00% เมื่อ พ.ค. 2025 โดยบริษัทต้องจ่ายคืนก่อน 50 ล้านแลก แปลว่าจ่ายแพงทั้งสองทาง
- 👑 ตัวอย่างบุริมสิทธิแปลงสภาพบังคับ: Oracle ออก 5,000 ล้านดอลลาร์ เงินปันผล 6.50% แปลงบังคับ 15 ม.ค. 2029 · Alphabet ออก 19,063 ล้าน เงินปันผล 6.25% แปลงบังคับราว 15 พ.ค. 2029
- 🔄 จุดที่สวนสามัญสำนึก หุ้นยิ่งถูก บริษัทยิ่งต้องออกหุ้นเยอะ ของ Oracle ถ้าหุ้นเกิน 200.07 ดอลลาร์ออก 25.0 ล้านหุ้น แต่ถ้าต่ำกว่า 160.06 ดอลลาร์ต้องออก 31.2 ล้านหุ้น ราคาปิด 18 ก.ย. อยู่ที่ 147.61 ดอลลาร์
- 💸 ยังมีทางออกที่สามที่แพงมาก AST SpaceMobile เลือกซื้อหุ้นกู้คืนก่อนกำหนด ปี 2025 ซื้อคืนเงินต้น 410 ล้านด้วยเงินสด 1,010.9 ล้าน และเดือน ก.พ. 2026 ซื้อคืนอีก 296.5 ล้านด้วยเงินสด 614.2 ล้าน คิดเป็น 2.1 ถึง 2.5 เท่าของมูลค่าหน้าตั๋ว โดยออกหุ้นใหม่มาจ่าย
บริษัทไม่ได้เสียเปล่าอย่างที่คิด เพราะซื้อประกันไว้ แต่ประกันมีราคาและมีเพดาน
เวลาออกหุ้นกู้แปลงสภาพ บริษัทส่วนใหญ่ควักเงินซื้อสัญญาป้องกันการเจือจางจากธนาคารไปพร้อมกัน เรียกว่า capped call กลไกคือถ้าราคาหุ้นวิ่งขึ้นในช่วงระหว่างราคาแปลงกับเพดานที่ตกลงไว้ ธนาคารจะรับภาระเจือจางแทนบริษัท ผลคือผู้ถือหุ้นเดิมโดนเจือจางน้อยกว่าที่ตัวเลขหน้าตั๋วบอก แต่มีสองเงื่อนไขที่ต้องรู้ หนึ่งคือประกันนี้ไม่ฟรี เป็นเงินสดที่จ่ายออกไปตั้งแต่วันแรก สองคือประกันมีเพดาน พ้นเพดานไปแล้วบริษัทรับเต็ม ๆ เอง
- 💵 ราคาของประกันที่จ่ายจริง: CoreWeave จ่าย 498.8 ล้านสำหรับหุ้นกู้ชุดปี 2033 · AST SpaceMobile จ่าย 111.4 ล้านสำหรับชุดที่ออก ก.ค. 2026 · IREN จ่าย 56.7 ล้านสำหรับชุดปี 2031 · Planet Labs จ่าย 39.6 ล้านสำหรับชุดปี 2030
- 🧱 เพดานของประกัน: Planet Labs คุ้มถึง 18.04 ดอลลาร์ ราคาปิด 18 ก.ย. อยู่ที่ 16.42 ยังอยู่ใต้เพดาน · IREN ชุดปี 2032 คุ้มถึง 82.24 ดอลลาร์ ราคาปิดอยู่ที่ 46.68
- ⚠️ กรณีประกันหมดฤทธิ์: Rocket Lab ซื้อประกันไว้ที่เพดาน 8.04 ดอลลาร์เมื่อปี 2024 แต่ราคาปิด 18 ก.ย. 2026 อยู่ที่ 64.57 ดอลลาร์ ประกันจึงไม่ช่วยอะไรในช่วงที่หุ้นวิ่งจริง บริษัทรับการเจือจางเต็มจำนวน
- 📖 วิธีดูในงบ ค้นคำว่า capped call ในหมายเหตุประกอบงบ จะเจอทั้งราคาเพดานและเงินที่จ่ายไป ถ้าไม่มีแปลว่าบริษัทไม่ได้ซื้อประกัน เช่นหุ้นกู้ของ Eos Energy ทั้งสองชุดไม่มีประกัน
ทำไมบริษัทหนึ่งกู้ถูกกว่าอีกบริษัทถึง 3.75% ทั้งที่เป็นหุ้นกู้แบบเดียวกัน
คำถามที่ตามมาทันทีคือเมื่อเป็นกู้ธรรมดาเหมือนกัน ทำไม Cipher จ่าย 6.00% แต่ CoreWeave จ่าย 9.75% คำตอบไม่ได้อยู่ที่ประเภทหุ้นกู้ แต่อยู่ที่ว่าใครเป็นคนค้ำในทางปฏิบัติ หุ้นกู้ของ Cipher แต่ละชุดผูกกับศูนย์ข้อมูลหนึ่งแห่งที่มีสัญญาเช่าระยะยาวกับผู้เช่าเครดิตดี เจ้าหนี้จึงคิดดอกเบี้ยตามความน่าเชื่อถือของกระแสเงินสดจากผู้เช่า ไม่ใช่ของ Cipher เอง ส่วนหุ้นกู้ของ CoreWeave ที่คูปอง 9.75% ไม่มีหลักประกันเลย เจ้าหนี้จึงคิดตามเครดิตบริษัทล้วน หลักการนี้เอาไปใช้ดูหุ้นตัวอื่นได้ทันที
- 🏗️ IREN ระดมทุนก้อน 3.65 พันล้านผ่านบริษัทย่อยที่ถือ GPU และผูกกับสัญญา Microsoft ได้อันดับเครดิต A จาก Fitch ต้นทุนผสม 6.0% และครอบคลุม 96% ของเงินลงทุนที่เกี่ยวกับดีลนั้น
- 🤝 Cipher ใช้รูปแบบหนึ่งไซต์หนึ่งชุดหุ้นกู้ ชุด Black Pearl 6.125% และ Stingray 6.000% ผู้เช่าเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ระดับลงทุน ส่วนชุด Barber Lake 7.125% ผู้เช่าคือ Fluidstack โดยมี Google ค้ำภาระค่าเช่าไว้ 1,730 ล้าน
- 🆚 เทียบกันตรง ๆ หุ้นกู้ที่มีสัญญาลูกค้าค้ำอยู่ที่ 6.0% ส่วนหุ้นกู้ที่ไม่มีหลักประกันของบริษัทเดียวกันในกลุ่มอยู่ที่ 9.75% ห่างกัน 3.75%
- 🔍 สิ่งที่ควรมองเวลาเจอหุ้นกู้ในงบ ไม่ใช่แค่คูปอง แต่ต้องดูว่าผูกกับสัญญาอะไร ผู้เช่าเป็นใคร อายุสัญญาเทียบอายุหนี้ยาวหรือสั้นกว่ากัน
อีกด้านของเหรียญ
ทุกข้อข้างบนมีคำอธิบายฝั่งตรงข้ามที่ต้องฟังด้วย ข้อแรกคือผลบวกจากดอกเบี้ยขึ้นเป็นเรื่องชั่วคราวและเล็ก เทียบกับขนาดธุรกิจ Oracle ได้เพิ่ม 85 ล้านต่อปีบนรายได้ที่ไกด์ไว้อย่างน้อย 90 พันล้าน คิดเป็น 0.09% เท่านั้น ข้อสองคือเงินสดที่ทำให้ได้ประโยชน์นั้นมีไว้ใช้ ไม่ได้มีไว้ฝาก พอถูกใช้หมดผลบวกก็หมด ข้อสามคือดอกเบี้ยสูงกดมูลค่าหุ้นเติบโตทุกตัวผ่านอัตราคิดลด ซึ่งเป็นผลที่ไม่โผล่ในงบ และข้อสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือราคาหุ้นในบทความนี้เป็นราคาปิดวันเดียว ถ้าราคาขยับ ข้อสรุปเรื่องแปลงสภาพเปลี่ยนทันที
- 📊 ผลบวกจากดอกเบี้ยเล็กมากเทียบขนาดธุรกิจ ของ Oracle คิดเป็น 0.09% ของรายได้ที่ไกด์ไว้ ส่วนของ IREN คิดเป็นราว 2.7% ของรายได้ปีล่าสุด 714.6 ล้าน สัดส่วนต่างกันมากตามขนาด
- 📈 ฝั่งรายได้ก็ขยับขึ้นเช่นกัน Nebius ประกาศขึ้นราคาเช่า GPU สูงสุด 21% มีผล 1 ต.ค. 2026 และ CoreWeave ขึ้นราคาราว 25% เมื่อ ก.ค. 2026 การขึ้นราคาระดับนี้ชดเชยดอกเบี้ย 0.25% ได้หลายสิบเท่า แต่ก็แปลว่าต้นทุนของลูกค้าปลายทางสูงขึ้นด้วย
- 🧾 ตัวเลขบางตัวในบทความเป็นภาพ ณ วันปิดงบ ไม่ใช่วันนี้ เช่นหนี้ของ CoreWeave 35.6 พันล้านเป็นยอด ณ 30 มิ.ย. 2026 ซึ่งยังไม่รวมหุ้นกู้แปลงสภาพ 3.7 พันล้านที่ตั้งราคาเมื่อ 18 ก.ย. 2026
- ❓ ข้อจำกัดของบทความ งบบางฉบับไม่เปิดเผยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงแยกรายชุด และไม่เปิดเผยว่าวงเงินบางก้อนเบิกไปแล้วเท่าไร จุดเหล่านั้นเว้นไว้แทนที่จะประมาณ
สิ่งที่นักลงทุนควรมอง และกับดักที่เจอจริงระหว่างทำบทความนี้
ถ้าจะเอาแนวคิดนี้ไปใช้กับหุ้นตัวอื่น มีสี่อย่างที่ควรเปิดงบไปหา และมีกับดักหนึ่งอย่างที่ต้องระวัง ระหว่างทำบทความนี้เราลองคัดกรองบริษัทด้วยข้อมูล XBRL ที่ ก.ล.ต.สหรัฐเผยแพร่ ซึ่งเป็นวิธีที่เร็วและฟรี ผลคือผิดทั้งสองทาง ServiceNow ถูกติดป้ายว่ามีหุ้นกู้แปลงสภาพ 1,491 ล้านต่อเนื่องสามปี ทั้งที่เป็นหุ้นกู้ธรรมดาคูปอง 1.40% ครบปี 2030 ส่วน Tesla ก็ติดป้ายผิดแบบเดียวกัน ขณะที่ Rocket Lab ซึ่งมีหุ้นกู้แปลงสภาพจริงกลับไม่ขึ้นในผลคัดกรองเลย บทเรียนคือข้อมูลสำเร็จรูปใช้ตั้งต้นได้ แต่ต้องเปิดหมายเหตุประกอบงบยืนยันเสมอ
- 1️⃣ หนี้ก้อนไหนเป็นดอกเบี้ยคงที่ ก้อนไหนลอยตัว และมีสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยกี่มากน้อย ดูในหัวข้อความเสี่ยงตลาดของรายงานประจำปี
- 2️⃣ เงินต้นครบกำหนดปีไหนเท่าไร ดูตารางบันไดวันครบกำหนดในหมายเหตุ ของ CoreWeave ต้องคืน 15.0 พันล้านภายในสิ้นปี 2028 คิดเป็น 42% ของหนี้ทั้งก้อน ส่วน Nebius ไม่มีเงินต้นครบกำหนดเลยจนถึง มิ.ย. 2029
- 3️⃣ ราคาแปลงสภาพเทียบราคาหุ้นวันนี้ ถ้าหุ้นอยู่เหนือราคาแปลงแปลว่ามีโอกาสจบด้วยการออกหุ้น ถ้าอยู่ใต้มากแปลว่าต้องเตรียมเงินสด ของ SoFi มีหุ้นกู้ 428.0 ล้านครบกำหนด 15 ต.ค. 2026 ที่ราคาแปลง 22.41 ขณะราคาปิดอยู่ที่ 16.96 จึงเป็นกรณีที่ต้องคืนเป็นเงินสด
- 4️⃣ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเทียบคูปอง ยิ่งห่างกันมากยิ่งมีค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่เงินสดซ่อนอยู่มาก และเงินต้นที่ต้องคืนจริงจะมากกว่าที่ลงบัญชีไว้
- 🪤 กับดักที่เจอจริง การคัดกรองด้วยป้ายข้อมูลอัตโนมัติผิดได้ทั้งสองทาง ทั้งขึ้นของที่ไม่มีและไม่ขึ้นของที่มี รวมถึงกรณี Alphabet และ Oracle ที่มีของจริงแต่เป็นหุ้นบุริมสิทธิซึ่งเป็นทุน ไม่ใช่หนี้
อยากเห็นบทวิเคราะห์หุ้นแบบนี้ทุกสัปดาห์?
สมัครฟรี — สรุปงบ ข่าวเช้า และเครื่องมือติดตามพอร์ตหุ้น US เป็นภาษาไทย
เริ่มใช้ฟรี →
บทความนี้สรุปจากข้อมูลสาธารณะเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองครับ