สรุปงบไตรมาส
สรุปงบ Micron Q4 ปีงบ 2026: รายได้โต 31% แต่ไตรมาสนี้มี 14 สัปดาห์ และไกด์ที่ดูชะลอเหลือ 13% คิดต่อสัปดาห์แล้วยังโต 22% ใกล้เคียงเดิม
Micron ปิดปีงบ 2026 ด้วยรายได้ไตรมาสเดียว 54.2 พันล้านดอลลาร์ มาร์จิ้นขั้นต้น 87% และเงินสดอิสระ 33.2 พันล้าน ทุกตัวเลขเกินกรอบบนของไกด์ แต่มีรายละเอียดหนึ่งที่ไม่ถูกพูดถึงในการประชุมเลย ไตรมาสนี้ยาว 14 สัปดาห์ ขณะที่ไตรมาสก่อนและไตรมาสหน้ายาว 13 สัปดาห์ หารต่อสัปดาห์แล้ว การเติบโตที่ดูเหมือนชะลอจาก 31% เหลือ 13% ในไกด์ไตรมาสหน้า จริงๆ คือ 21% กับ 22% สิ่งที่ชะลอลงจริงคือความเร็วของการขึ้นราคา และนั่นคือตัวแปรที่บทความนี้ไล่ให้ดู
บทความนี้สรุปผลประกอบการ Micron Technology ไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2026 งวด 29 พฤษภาคม ถึง 3 กันยายน 2026 ซึ่งบริษัทประกาศวันที่ 30 กันยายน 2026 โดยเน้น 4 เรื่องที่พาดหัวข่าวมักไม่ได้แตะ หนึ่งคือไตรมาสนี้ยาว 14 สัปดาห์ตามที่แบบ 10-Q ของบริษัทระบุไว้เอง เมื่อหารด้วยจำนวนสัปดาห์แล้ว รายได้ต่อสัปดาห์โต 21.5% และไกด์ไตรมาส 1 ปีงบ 2027 คิดเป็นโต 22% ต่อสัปดาห์ ไม่ได้ชะลอแรงแบบที่ตัวเลข 31% กับ 13% ทำให้เข้าใจ สองคือสิ่งที่ชะลอลงจริง คืออัตราการขึ้นราคา DRAM ที่ลดจากระดับ 60% ต้นๆ ในไตรมาสก่อนเหลือราว 10% ปลายๆ ในไตรมาสนี้ ขณะที่ปริมาณบิตที่ส่งต่อสัปดาห์แทบไม่โต สามคือสัญญาระยะยาว SCA ที่เพิ่มจาก 16 เป็น 26 ฉบับ พร้อมการคูณกลับว่า RPO 150 พันล้านดอลลาร์คุ้มครองรายได้ได้ราว 12-15% ของอัตรารายได้ปัจจุบัน และสี่คือเงินสด 73.5 พันล้านที่มีเงินมัดจำลูกค้า 12.7 พันล้านปนอยู่ ปิดท้ายด้วยไกด์ไตรมาสหน้า ก้อนต้นทุนราว 1 พันล้าน ที่ทำให้มาร์จิ้นลดลงชั่วคราว ราคาหุ้นหลังประกาศ และอีกด้านของเหรียญที่ต้องชั่งน้ำหนักเท่ากัน ข้อมูลทั้งหมดเป็น as-of งวดดังกล่าว เพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
ก่อนอื่น ไตรมาส 4 ปีงบ 2026 ของ Micron คือ 29 พฤษภาคมถึง 3 กันยายน 2026 และยาว 14 สัปดาห์
ปีงบประมาณของ Micron ไม่ตรงกับปีปฏิทิน บริษัทนับปีงบแบบรายสัปดาห์ โดยปีงบจบวันพฤหัสบดีที่ใกล้วันที่ 31 สิงหาคมที่สุด ปีนี้ตรงกับวันที่ 3 กันยายน 2026 ทำให้ปีงบ 2026 มี 53 สัปดาห์ และแบบ 10-Q ไตรมาส 3 ที่บริษัทยื่นต่อ ก.ล.ต.สหรัฐ เขียนไว้ตรงๆ ว่าไตรมาส 4 ของปีงบ 2026 มี 14 สัปดาห์ ขณะที่ไตรมาส 3 (27 กุมภาพันธ์ ถึง 28 พฤษภาคม 2026) และไตรมาส 4 ของปีก่อนมี 13 สัปดาห์ เรื่องนี้ไม่ได้ถูกพูดถึงใน transcript การประชุมที่เราใช้ แต่มันเปลี่ยนวิธีอ่านตัวเลขเติบโตทั้งหมด จึงต้องวางไว้เป็นเรื่องแรก บริษัทประกาศผลหลังตลาดปิดวันที่ 30 กันยายน 2026 ตัวเลขในบทความนี้เป็นดอลลาร์สหรัฐ และเป็นแบบ non-GAAP ตามที่บริษัทใช้ในการประชุม เว้นแต่จะเขียนกำกับว่า GAAP
- 📈 รายได้ 54.2 พันล้านดอลลาร์ โต 31% จากไตรมาสก่อน และโต 379% จากปีก่อน เป็นสถิติสูงสุดไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน
- 💎 มาร์จิ้นขั้นต้น 87.0% เพิ่มจาก 84.9% ในไตรมาสก่อน (แบบ GAAP 86.8%)
- 💰 กำไรต่อหุ้น 33.42 ดอลลาร์ โต 33% จากไตรมาสก่อน (แบบ GAAP 32.87 ดอลลาร์) กำไรสุทธิ 38.4 พันล้าน
- 🌊 กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 44.0 พันล้าน หักเงินลงทุนสุทธิ 10.8 พันล้าน เหลือเงินสดอิสระ 33.2 พันล้าน
- 🏦 เงินสดและเงินลงทุน 73.5 พันล้าน หนี้ 5.2 พันล้าน เงินสดสุทธิ 68.3 พันล้าน
- 📅 ทั้งปีงบ 2026 รายได้ 133.2 พันล้าน เท่ากับ 3.6 เท่าของปีก่อน มาร์จิ้นขั้นต้น 81.1% และกำไรต่อหุ้น 75.52 ดอลลาร์ โต 811%
เทียบกับไกด์ที่ให้ไว้เมื่อ 3 เดือนก่อน ชนะทุกบรรทัด ทั้งที่มีค่าใช้จ่ายนอกแผนเกือบ 1 พันล้าน
ในการประกาศงบไตรมาส 3 เมื่อ 24 มิถุนายน 2026 Micron ให้ไกด์ไตรมาส 4 ไว้ที่รายได้ 50 พันล้าน บวกลบ 1 พันล้าน มาร์จิ้นขั้นต้นราว 86% ค่าใช้จ่ายดำเนินงานราว 1.65 พันล้าน และกำไรต่อหุ้น 31 ดอลลาร์ บวกลบ 1 ดอลลาร์ ไกด์นี้ตั้งบนงวด 14 สัปดาห์เดียวกันอยู่แล้ว การชนะไกด์จึงไม่ได้มาจากสัปดาห์ที่เกินมา ผลจริงออกมาสูงกว่ากรอบบนทั้งรายได้ มาร์จิ้น และกำไรต่อหุ้น จุดที่น่าสนใจกว่าคือฝั่งค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายดำเนินงานออกมา 2.57 พันล้าน สูงกว่าไกด์ 0.92 พันล้าน เพราะระหว่างไตรมาสบอร์ดตัดสินใจเพิ่มโบนัสปีงบ 2026 ให้พนักงานทุกคนทั่วโลก และบริษัทตัดสินใจลงทุนในชุมชน 300 ล้านดอลลาร์ กำไรที่ชนะไกด์จึงเกิดขึ้นทั้งที่มีต้นทุนนอกแผนก้อนนี้อยู่
- 🎯 รายได้ 54.2 พันล้าน เทียบไกด์ 49-51 พันล้าน เกินกรอบบน 3.2 พันล้าน
- 🎯 มาร์จิ้นขั้นต้น 87.0% เทียบไกด์ราว 86%
- 🎯 กำไรต่อหุ้น 33.42 ดอลลาร์ เทียบไกด์ 30-32 ดอลลาร์ เกินกรอบบน 1.42 ดอลลาร์
- 🧾 ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 2.57 พันล้าน เทียบไกด์ราว 1.65 พันล้าน เพิ่มจากไตรมาสก่อน 1.05 พันล้าน ค่าวิจัยและพัฒนา 1.91 พันล้าน (+45%) ค่าขายและบริหาร 0.86 พันล้าน (เพิ่มเป็น 2.1 เท่า)
- 📊 อัตรากำไรจากการดำเนินงาน 82.3% เพิ่ม 1.1 จุดจากไตรมาสก่อน และเพิ่ม 47 จุดจากปีก่อน
- 🧮 ภาษี 6.8 พันล้าน อัตราภาษีที่แท้จริงราว 15%
หารด้วยจำนวนสัปดาห์แล้ว การเติบโตไม่ได้ชะลอแรงอย่างที่ตัวเลขพาดหัวบอก
ตัวเลขพาดหัวเรียงกันแล้วดูเหมือนรถกำลังเบรก ไตรมาส 3 โต 74% จากไตรมาสก่อน ไตรมาส 4 โต 31% และไกด์ไตรมาส 1 ปีงบ 2027 ที่ 61.5 พันล้าน คิดเป็นโตแค่ 13% แต่ไตรมาส 4 ยาวกว่าไตรมาสข้างเคียง 1 สัปดาห์ ถ้าหารรายได้ด้วยจำนวนสัปดาห์ ไตรมาส 3 ทำได้ 3.19 พันล้านต่อสัปดาห์ ไตรมาส 4 ทำได้ 3.87 พันล้านต่อสัปดาห์ หรือโต 21.5% และไกด์ไตรมาส 1 ปีงบ 2027 ซึ่งกลับมาเป็น 13 สัปดาห์ เท่ากับ 4.73 พันล้านต่อสัปดาห์ หรือโต 22% แปลว่าการชะลอครั้งใหญ่เกิดขึ้นแล้วระหว่างไตรมาส 3 กับไตรมาส 4 จาก 74% ลงมาที่ราว 21% ต่อสัปดาห์ แต่จากไตรมาส 4 ไปไตรมาส 1 ไกด์ของบริษัทเองบอกว่าความเร็วต่อสัปดาห์ยังอยู่ระดับใกล้เดิม เป็นการปรับแบบหยาบที่สมมติว่ายอดขายกระจายเท่ากันทุกสัปดาห์ ซึ่งไม่จริงเสียทีเดียว แต่ก็ดีกว่าการเทียบตรงๆ ข้ามงวดที่ยาวไม่เท่ากัน
- 🗓️ ความยาวงวด ไตรมาส 3 = 91 วัน · ไตรมาส 4 = 98 วัน · ไตรมาส 1 ปีงบ 2027 = 91 วัน (4 ก.ย. ถึงต้น ธ.ค. 2026)
- ➗ รายได้ต่อสัปดาห์ 3.19 → 3.87 → 4.73 พันล้าน (ตัวสุดท้ายคือไกด์กึ่งกลาง)
- 📉 การเติบโตแบบพาดหัว +74% → +31% → +13%
- 📏 การเติบโตต่อสัปดาห์ +74% → +21.5% → +22% (ไกด์กรอบล่างถึงกรอบบนเท่ากับ +19% ถึง +25%)
- 🔁 เทียบปีก่อนก็โดนเหมือนกัน ไตรมาส 4 ปีก่อนมี 13 สัปดาห์ ตัวเลขโต 379% ถ้าคิดต่อสัปดาห์จะเหลือราว 345%
- ℹ️ ที่มา ความยาวงวดมาจากแบบ 10-Q ไตรมาส 3 และวันปิดงวดในข่าวประชาสัมพันธ์ ส่วนการหารต่อสัปดาห์เป็นการคำนวณของเราเอง
ราคาคือคนพาโต และราคากำลังขึ้นช้าลง นี่คือการชะลอที่เป็นของจริง
รายได้ DRAM ไตรมาสนี้ 39.8 พันล้าน โต 27% จากไตรมาสก่อน ซีเอฟโอ Mark Murphy แยกให้ว่าปริมาณบิตที่ส่งโตในระดับเลขหลักเดียวช่วงกลาง ส่วนราคาเฉลี่ยขึ้นในระดับ 10% ปลายๆ รายได้ NAND 14.1 พันล้าน โต 42% ปริมาณบิตโตราว 10% ราคาขึ้นราว 30% เทียบกับไตรมาส 3 ที่ราคา DRAM ขึ้นระดับ 60% ต้นๆ และราคา NAND ขึ้นระดับ 80% กลางๆ ความเร็วของการขึ้นราคาลดลงชัดเจน และตัวเลขราคานี้ไม่ได้ถูกบิดด้วยจำนวนสัปดาห์ เพราะเป็นราคาต่อหน่วย ขณะเดียวกัน ถ้าเอาปริมาณบิตที่โตราว 5% ในงวด 14 สัปดาห์ มาหารต่อสัปดาห์ ปริมาณบิต DRAM ที่ส่งต่อสัปดาห์แทบไม่โต หรือลดลงเล็กน้อย ซึ่งสอดคล้องกับที่บริษัทย้ำว่าซัพพลายตึงมาก และสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นเพราะผลิตตุนไว้ก่อนเลิกผลิต node เก่า ผู้บริหารบอกเองว่าในปีงบ 2027 ราคาจะขึ้นในอัตราที่ช้าลง แต่ยังคาดว่ามาร์จิ้นขั้นต้นหลังไตรมาส 1 จะสูงขึ้นต่อ
- 🧠 DRAM 39.8 พันล้าน (73% ของรายได้) โต 27% · บิตโตเลขหลักเดียวช่วงกลาง · ราคาขึ้น 10% ปลายๆ
- 💾 NAND 14.1 พันล้าน (26% ของรายได้) โต 42% · บิตโตราว 10% · ราคาขึ้นราว 30%
- 🔁 การขึ้นราคา ไตรมาส 3 → ไตรมาส 4: DRAM จาก 60% ต้นๆ เหลือ 10% ปลายๆ · NAND จาก 80% กลางๆ เหลือราว 30%
- ➗ บิตต่อสัปดาห์ (คำนวณเอง) DRAM ราว -2% ถึง -3% · NAND ราว +2%
- 📦 สินค้าคงคลัง 10.4 พันล้าน เพิ่ม 1.8 พันล้าน วันเก็บสินค้า 129 วัน เพิ่ม 9 วัน บริษัทคาดว่าจะลดลงในไตรมาสถัดๆ ไป
- 🏭 มุมมองบิตทั้งอุตสาหกรรม DRAM ปี 2026 โตราว 25% และปี 2027-2028 โต 20% ต้นๆ · NAND ปี 2026 โต 20% ต้นๆ และปี 2027-2028 โตราว 25% บริษัทบอกว่าทั้งสองตลาดยังขาดซัพพลายทั้งสองปี
- 🧮 เลขคณิตให้ตรวจ ถ้าบิตทั้งอุตสาหกรรมโต 20% ต้นๆ ต่อปี เท่ากับราว 5% ต่อไตรมาส ไกด์ที่โต 22% ต่อสัปดาห์จึงยังต้องพึ่งราคาและส่วนผสมสินค้าเป็นส่วนใหญ่
4 หน่วยธุรกิจ หน่วยที่ขาย HBM โตช้าสุดและมาร์จิ้นต่ำสุด เพราะราคาถูกล็อกไว้ตั้งแต่ปีก่อน
ทุกหน่วยธุรกิจทำสถิติรายได้ใหม่ แต่เร็วไม่เท่ากัน หน่วยศูนย์ข้อมูลหลัก CDBU ซึ่งตามโครงสร้างที่บริษัทจัดใหม่ในปี 2025 ขายหน่วยความจำให้ผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์ และขาย SSD ให้ลูกค้าศูนย์ข้อมูลทุกราย แซงขึ้นเป็นหน่วยใหญ่สุดที่ 18.0 พันล้าน โต 56% ขณะที่หน่วยหน่วยความจำคลาวด์ CMBU ซึ่งเป็นบ้านของ HBM ที่ขายให้ชิป AI โตแค่ 18% และมีมาร์จิ้นขั้นต้นต่ำสุดในบริษัทที่ 83% ทรงตัวจากไตรมาสก่อน ส่วนอัตรากำไรจากการดำเนินงานลดจาก 78% เหลือ 76% ซีเอฟโออธิบายว่าราคาที่ขึ้นถูกหักล้างด้วยสัดส่วน HBM ที่มากขึ้น และซีอีโอบอกว่าราคา HBM ของปี 2026 เจรจาจบตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ราคา DRAM ทั่วไปจะพุ่งแรง HBM ที่มีสัดส่วนมากขึ้นจึงดึงมาร์จิ้นของหน่วยนี้ไว้ ทั้งที่รายได้ HBM ไตรมาสนี้โตเร็วกว่ารายได้รวมของบริษัท สำหรับปี 2027 Micron ปิดสัญญาบิต HBM ได้เกือบทั้งหมดแล้ว ในราคาที่สูงขึ้นมากจากปี 2026 จึงคาดว่าช่องว่างมาร์จิ้นกับ DRAM ทั่วไปจะแคบลง บทเรียนที่ได้คือสัญญาราคาล่วงหน้าเป็นดาบสองคม ป้องกันขาลงได้ แต่ก็ตัดขาขึ้นทิ้งไปด้วย ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับเพดานราคาในสัญญา SCA ที่จะพูดถึงต่อไป
- 🖥️ CDBU ศูนย์ข้อมูลหลัก 18.0 พันล้าน (33%) โต 56% มาร์จิ้นขั้นต้น 90% เพิ่ม 2.9 จุด
- ☁️ CMBU หน่วยความจำคลาวด์ รวม HBM 16.3 พันล้าน (30%) โต 18% มาร์จิ้นขั้นต้น 83% ทรงตัว
- 📱 MCBU มือถือและพีซี 13.1 พันล้าน (24%) โต 14% จากราคา ขณะที่บิตลดลง มาร์จิ้นขั้นต้น 90% เกือบครึ่งของรายได้หน่วยนี้มาจากสินค้า node 1-gamma
- 🚗 AEBU ยานยนต์และอุตสาหกรรม 6.8 พันล้าน (13%) โต 47% มาร์จิ้นขั้นต้น 84% เพิ่ม 4.7 จุด
- ➗ คิดต่อสัปดาห์ (คำนวณเอง) CDBU +45% · AEBU +37% · CMBU +10% · MCBU +6%
- 🧩 HBM ไตรมาสนี้โตเร็วกว่ารายได้รวม HBM4 ramp ต่อเนื่อง และ Micron ร่วมกับ NVIDIA ทำ HBM4E แบบสั่งทำพิเศษตัวแรกของอุตสาหกรรม ใช้ชื่อ NV-HBM
SSD ศูนย์ข้อมูลเกือบ 10 พันล้านในไตรมาสเดียว เท่ากับ 2 ใน 3 ของรายได้ NAND
ถ้าต้องเลือกตัวเลขเดียวที่อธิบายว่าทำไม NAND โตเร็วกว่า DRAM ไตรมาสนี้ คือรายได้ SSD ศูนย์ข้อมูลเกือบ 10 พันล้าน มากกว่า 10 เท่าของไตรมาสเดียวกันปีก่อน และคิดเป็นราว 71% ของรายได้ NAND ทั้งหมด ไตรมาสก่อนตัวเลขนี้อยู่ที่มากกว่า 5 พันล้าน จึงเท่ากับโตเกือบเท่าตัวในไตรมาสเดียว ตัวขับมี 2 ทาง ทางแรกคือ AI ที่ต้องเก็บ context ของการสนทนาไว้ใช้ซ้ำ หรือที่เรียกว่า KV cache ซึ่งเริ่มถูกย้ายจากหน่วยความจำไปพักไว้บน SSD ทางที่สองคือ SSD เข้าไปแทนฮาร์ดดิสก์ในศูนย์ข้อมูล ในช่วงถามตอบ Harlan Sur จาก JPMorgan ชี้ว่า Micron มีส่วนแบ่งซัพพลายบิต NAND รวมอยู่อันดับ 4-5 ของโลก แต่มีส่วนแบ่ง SSD ศูนย์ข้อมูลระดับอันดับ 2 ซึ่งแปลว่าสิ่งที่ขายได้ไม่ใช่แค่ชิป แต่เป็นตัวควบคุม เฟิร์มแวร์ และการออกแบบร่วมกับลูกค้า บริษัทคาดว่าปี 2026 จะเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันที่ทำสถิติส่วนแบ่ง SSD ศูนย์ข้อมูล
- 💽 SSD ศูนย์ข้อมูลราว 10 พันล้าน เทียบรายได้ NAND 14.1 พันล้าน = ราว 71%
- 🚀 ไตรมาส 3 มากกว่า 5 พันล้าน → ไตรมาส 4 ราว 10 พันล้าน
- 🧠 SSD รุ่น 7600 (PCIe Gen5) และ 9650 (PCIe Gen6) เริ่มส่งให้ลูกค้ารายใหญ่สำหรับงาน KV cache ส่วนรุ่น 6600 ION ความจุสูง ramp ปริมาณได้ดี
- 🏭 โรงงาน NAND แห่งใหม่ในสิงคโปร์ ก่อสร้างตามแผน คาดเริ่มผลิตครึ่งหลังปี 2028
- ⚖️ ข้อสังเกต ราคา NAND ขึ้นราว 30% ไตรมาสนี้ ส่วนหนึ่งของการโตจึงมาจากราคา ไม่ใช่ปริมาณ SSD อย่างเดียว
สัญญาระยะยาว SCA จาก 16 เป็น 26 ฉบับใน 3 เดือน และเลขคณิตว่ามันคุ้มครองรายได้ได้แค่ไหน
SCA คือสัญญาซื้อขายหลายปีแบบ take-or-pay ลูกค้าตกลงปริมาณซื้อขั้นต่ำ ถ้าไม่ซื้อก็ยังต้องจ่าย เมื่อไตรมาสก่อน Micron มี 16 ฉบับ เงินผูกพันจากลูกค้า 22 พันล้าน และ RPO หรือมูลค่าสัญญาที่ยังไม่ส่งมอบราว 100 พันล้าน ไตรมาสนี้เพิ่มเป็น 26 ฉบับ เงินผูกพันเพิ่มเป็น 32 พันล้าน ส่วนใหญ่เป็นเงินมัดจำเงินสด และ RPO ราว 150 พันล้าน บริษัทประเมินว่าสัญญาที่เซ็นแล้วคิดเป็นมากกว่า 35% ของรายได้ไปจนถึงปี 2030 และเป้าระยะยาวยังอยู่ที่ราว 50% สามในสี่ของรายได้ตามสัญญามีกรอบราคากำหนดไว้ ส่วนใหญ่เป็นช่วงราคาที่มีทั้งพื้นและเพดาน อีกหนึ่งในสี่เจรจาราคาเป็นระยะตามราคาตลาด RPO นับเฉพาะสัญญาที่มีกรอบราคา คูณด้วยปริมาณขั้นต่ำและราคาขั้นต่ำ จึงเป็นตัวเลขที่ตั้งใจให้ต่ำไว้ก่อน เลขคณิตที่บริษัทไม่ได้คำนวณให้คือ ถ้ากระจาย RPO 150 พันล้านไปตลอดอายุสัญญาที่เหลือราว 4-5 ปี จะได้ราว 30-38 พันล้านต่อปี เทียบกับไกด์ไตรมาส 1 คูณ 4 ที่ราว 246 พันล้านต่อปี ส่วนที่มีราคาพื้นรองรับจึงเท่ากับราว 12-15% ของอัตรารายได้ปัจจุบันเท่านั้น ที่เหลือยังผูกกับราคาตลาด ไม่ได้แปลว่าสัญญาไม่มีค่า ซีเอฟโอย้ำว่าแม้ขายที่ราคาพื้นมาร์จิ้นก็ยังสูงกว่าจุดสูงสุดของทุกรอบวัฏจักรที่ผ่านมา แต่แปลว่าถ้าราคาตลาดลง รายได้ส่วนใหญ่ก็ลงตามได้ก่อนจะไปชนพื้น
- 📝 จำนวนสัญญา 16 → 26 ฉบับ บางฉบับยาวถึงปี 2031 และมีสองฉบับที่ต่ออายุเพิ่มอีก 1 ปีถึงปี 2031
- 💵 เงินผูกพันจากลูกค้า 22 → 32 พันล้าน ส่วนใหญ่เป็นเงินมัดจำเงินสด
- 📚 RPO ราว 100 → ราว 150 พันล้าน นับเฉพาะสัญญาที่มีกรอบราคา ที่ปริมาณขั้นต่ำและราคาขั้นต่ำ
- 🧮 คำนวณเอง 150 ÷ 4-5 ปี = 30-38 พันล้านต่อปี เทียบ 61.5 × 4 = 246 พันล้าน → ราว 12-15%
- 🆕 สัญญาใหม่ที่มีเรื่องราคาเกี่ยวข้อง เจรจาที่ราคาสูงขึ้นตามสภาพตลาดปัจจุบัน
- 📦 ผลผลิตปี 2027 ถูกจองแล้วมากกว่า 75% รวมทั้งลูกค้า SCA และลูกค้าที่ส่งใบสั่งซื้อปกติ และการเจรจาส่วนใหญ่ตอนนี้เป็นเรื่องปี 2028
- ⚖️ เพดานราคาในสัญญาทำงานกลับด้านกับพื้น ถ้าราคาตลาดพุ่งเกินเพดาน ส่วนที่เกินจะไม่ได้เป็นของ Micron
เงินสด 73.5 พันล้าน ในนั้นมีเงินมัดจำลูกค้า 12.7 พันล้านที่ต้องคืน และวงเงินซื้อหุ้นคืนที่เหลือแค่ 2.2 พันล้าน
เงินสดและเงินลงทุนเพิ่มจาก 30.2 พันล้านเป็น 73.5 พันล้านในไตรมาสเดียว เพิ่ม 43.3 พันล้าน ที่มาหลักคือเงินสดอิสระ 33.2 พันล้าน บวกเงินมัดจำจากลูกค้า SCA ที่รับเข้ามาในไตรมาส 12.3 พันล้าน รวม 45.5 พันล้าน ส่วนต่างที่เหลือคือการจ่ายคืนหนี้ เงินปันผล และรายการอื่น เงินมัดจำถูกบันทึกในกระแสเงินสดจากการจัดหาเงิน จึงไม่ได้ทำให้เงินสดอิสระดูสวยเกินจริง ต่างจากกรณีเงินรับล่วงหน้าที่ไปโผล่ในเงินสดจากการดำเนินงาน แต่ในงบดุล เงินก้อนนี้นั่งอยู่ในบรรทัดหนี้สินตามสัญญากับลูกค้าที่ไม่หมุนเวียน 12.9 พันล้าน และต้องทยอยคืนลูกค้าในช่วงครึ่งหลังของอายุแต่ละสัญญา ถ้าลูกค้าซื้อครบขั้นต่ำ ดังนั้นเงินสดสุทธิ 68.3 พันล้านที่บริษัทรายงาน ถ้าหักเงินมัดจำออก จะเหลือส่วนที่เป็นของบริษัทจริงราว 55.6 พันล้าน ซึ่งก็ยังมากอยู่ดี เรื่องการคืนเงินผู้ถือหุ้น ซีเอฟโอบอกว่าเงินสดจะถึงระดับเป้าหมายภายในสิ้นไตรมาส 1 จะเพิ่มการคืนเงินตั้งแต่ 9 ธันวาคม 2026 ซึ่งครบ 2 ปีของสัญญารับเงินสนับสนุนตามกฎหมาย CHIPS โดยเน้นการซื้อหุ้นคืน ระยะยาวตั้งใจคืนเงินสดส่วนเกิน 100% แต่ตอนนี้วงเงินซื้อหุ้นคืนที่อนุมัติไว้เหลือ 2.2 พันล้าน และจะขออนุมัติเพิ่มเร็วๆ นี้
- 🏦 เงินสดและเงินลงทุน 30.2 → 73.5 พันล้าน · หนี้ 5.7 → 5.2 พันล้าน · เงินสดสุทธิ 68.3 พันล้าน
- 🧮 คำนวณเอง เงินสดสุทธิหักเงินมัดจำลูกค้า 68.3 - 12.7 = ราว 55.6 พันล้าน
- 📈 ย้ายเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์ระยะยาวมากขึ้น จาก 4.1 เป็น 30.0 พันล้าน
- 🧾 ลูกหนี้การค้า 36.2 พันล้าน ระยะเวลาเก็บหนี้ราว 65 วันเมื่อคิดบนงวด 98 วัน เทียบราว 68 วันไตรมาสก่อน และราว 75 วันปีก่อน ไม่ได้เก็บเงินช้าลง
- 🔁 ไม่มีการซื้อหุ้นคืนเพิ่มในไตรมาส 4 บัญชีหุ้นซื้อคืนคงที่ 8.5 พันล้าน ทั้งปีงบซื้อคืนตามโครงการ 650 ล้าน
- 💸 ประกาศปันผล 0.15 ดอลลาร์ต่อหุ้น จ่าย 29 ตุลาคม 2026 รวมราว 170 ล้านต่อไตรมาส เทียบเงินสดอิสระ 33.2 พันล้าน
- ⭐ ไตรมาสนี้ได้รับการปรับอันดับเครดิตขึ้นจาก 2 สถาบัน ตอนนี้อยู่ที่ BBB+ หรือเทียบเท่าจากทั้ง 3 สถาบันหลัก
ไกด์ไตรมาส 1 ปีงบ 2027 และก้อนต้นทุนราว 1 พันล้านที่ทำให้มาร์จิ้นลดลงชั่วคราว
บริษัทให้ไกด์ไตรมาส 1 ปีงบ 2027 ที่รายได้ 61.5 พันล้าน บวกลบ 1.5 พันล้าน มาร์จิ้นขั้นต้นราว 86.25% ลดลงจาก 87.0% ค่าใช้จ่ายดำเนินงานราว 2.06 พันล้าน และกำไรต่อหุ้น 38.15 ดอลลาร์ บวกลบ 1 ดอลลาร์ มาร์จิ้นที่ลดลงมีกลไกบัญชีที่ควรเข้าใจ โบนัสที่เพิ่มให้พนักงานในไตรมาส 4 ส่วนที่เป็นของพนักงานฝ่ายผลิตไม่ได้ถูกลงเป็นค่าใช้จ่ายทันที แต่ถูกรวมเข้าไปเป็นต้นทุนของสินค้าคงคลัง ตามหลักบัญชีที่ให้ต้นทุนแรงงานผลิตติดไปกับสินค้า มันจึงกระทบกำไรไตรมาส 4 น้อยมาก แล้วไปโผล่เป็นต้นทุนขายในไตรมาส 1 เมื่อสินค้าล็อตนั้นถูกขายออกไป ซีเอฟโอบอกว่าเมื่อรวมกับต้นทุนเริ่มเดินโรงงานใหม่และรายการอื่น ไตรมาส 1 มีต้นทุนสูงขึ้นราว 1 พันล้าน ถ้าบวกก้อนนี้กลับ มาร์จิ้นขั้นต้นไตรมาส 1 จะอยู่ราว 87.9% สูงกว่าไตรมาส 4 ซึ่งตรงกับที่บริษัทบอกว่าไตรมาส 1 คือจุดต่ำสุดของมาร์จิ้นในปีงบ 2027 แต่ต้องอ่านคู่กับอีกประโยคว่า โบนัสปีงบ 2027 ก็ถูกตั้งไว้สูงขึ้นเช่นกัน และจะเริ่มกระทบมาร์จิ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 ต้นทุนระดับราว 1 พันล้านจึงไม่ได้หายไปทั้งหมด
- 🎯 รายได้ 61.5 พันล้าน บวกลบ 1.5 พันล้าน เป็นสถิติใหม่ และบริษัทคาดว่ารายได้จะโตทุกไตรมาสตลอดปีงบ 2027
- 💎 มาร์จิ้นขั้นต้นราว 86.25% (แบบ GAAP 85.95%) · คำนวณเอง (61.5 × 86.25% + 1.0) ÷ 61.5 = ราว 87.9% ถ้าไม่มีก้อนต้นทุน 1 พันล้าน
- 🧾 ค่าใช้จ่ายดำเนินงานราว 2.06 พันล้าน ทั้งปีงบ 2027 จะเพิ่มราว 2.5 พันล้าน จาก 6.84 พันล้านในปีงบ 2026 ส่วนใหญ่เป็นค่าวิจัยและพัฒนากับโบนัส
- 💰 กำไรต่อหุ้น 38.15 ดอลลาร์ บวกลบ 1 ดอลลาร์ บนจำนวนหุ้นราว 1.15 พันล้านหุ้น (แบบ GAAP 37.84 ดอลลาร์) อัตราภาษีราว 15.5%
- 🧮 เลขคณิตขั้นต่ำ ถ้ารายได้โตทุกไตรมาสจริงจากฐาน 61.5 พันล้าน รายได้ปีงบ 2027 จะเกิน 246 พันล้าน
- 📑 รายการที่ไม่ได้ถูกพูดถึงในการประชุม งบ GAAP ไตรมาส 4 มีค่าใบอนุญาตสิทธิบัตร 500 ล้านดอลลาร์ ที่ถูกตัดออกจากตัวเลข non-GAAP รายละเอียดต้องรอแบบ 10-K
CapEx ปีงบ 2027 น่าจะเกิน 50 พันล้าน เกือบสองเท่าของปีก่อน และส่วนที่เพิ่มส่วนใหญ่เป็นค่าก่อสร้าง ไม่ใช่เครื่องจักร
ปีงบ 2026 Micron ลงทุนสุทธิ 27.4 พันล้าน หลังหักเงินสนับสนุนจากรัฐ ไตรมาส 1 ปีงบ 2027 บริษัทคาดราว 11.5 พันล้าน ครึ่งปีแรกราว 25 พันล้าน และบอกว่าครึ่งปีหลังจะสูงกว่า เลขคณิตจึงพาไปที่มากกว่า 50 พันล้านทั้งปี ส่วนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นค่าก่อสร้างอาคารและคลีนรูม เพื่อให้มีพื้นที่ผลิตเร็วขึ้นช่วงปลายปี 2028 เป็นต้นไป ส่วนเครื่องจักรบริษัทบอกว่าจะติดตั้งตามความต้องการจริง เหตุผลคือการสร้างโรงงานใหม่ใช้เวลาหลายปี และแม้เริ่มผลิตแผ่นเวเฟอร์แรกแล้ว กำลังผลิตก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อย กว่าจะมีนัยสำคัญต้องรออีกหลายไตรมาส เมื่อเทียบกับรายได้ เงินลงทุนไตรมาส 1 คิดเป็นราว 19% ของรายได้ ต่ำกว่าระดับกลาง 30% ที่ Micron เคยพูดถึงในอดีต ตามที่ Timothy Arcuri จาก UBS ยกขึ้นมาถาม ผู้บริหารตอบว่าอุตสาหกรรมเปลี่ยนโครงสร้างไปแล้ว เพราะหน่วยความจำกลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ของลูกค้า นอกจากนี้บริษัทยังดึงงบเครื่องจักรบางส่วนมาใช้เร็วขึ้น เพื่อรีดผลผลิตจากคลีนรูมที่มีอยู่ให้ได้มากที่สุด
- 🏗️ เงินลงทุนสุทธิ ปีงบ 2026 = 27.4 พันล้าน · ไตรมาส 4 = 10.8 พันล้าน · ไตรมาส 1 ปีงบ 2027 ราว 11.5 พันล้าน · ครึ่งปีแรกราว 25 พันล้าน
- 🇸🇬 สิงคโปร์ โรงงานแพ็กเกจ HBM เตรียมคลีนรูมเร็วกว่าแผน คาดเริ่มผลิตต้นปี 2027
- 🇺🇸 Idaho ID1 เริ่มผลิตเวเฟอร์กลางปี 2027 · ID2 ปลายปี 2028 · New York โรงงานแรกเริ่มผลิตปี 2030
- 🇹🇼 ไต้หวัน โรงงาน Tongluo เริ่มส่งสินค้าในปริมาณมีนัยสำคัญกลางปี 2027
- 🇯🇵 ญี่ปุ่น ขยายโรงงาน DRAM วางศิลาฤกษ์แล้ว คาดเริ่มผลิตปลายปี 2028
- 🔬 node ถัดไปของ DRAM และ NAND คาดเริ่มผลิตปริมาณมากครึ่งหลังปี 2027
- 📊 คำนวณเอง เงินลงทุนต่อรายได้ ไตรมาส 4 ราว 20% · ไตรมาส 1 ราว 19% · ปีงบ 2026 ราว 20.5%
ราคาหุ้นหลังประกาศงบ และคำถามว่าตลาดคิดว่านี่คือจุดสูงสุดหรือเปล่า
ก่อนประกาศงบ หุ้น MU ขึ้นจาก 924 ดอลลาร์ วันที่ 14 กันยายน มาปิดที่ 1,065 ดอลลาร์ วันที่ 30 กันยายน หรือราว 15% ในสองสัปดาห์ วันซื้อขายแรกหลังประกาศ 1 ตุลาคม 2026 หุ้นเปิดต่ำกว่าวันก่อนราว 1% แล้วปิดที่ 1,097.39 ดอลลาร์ บวก 3.0% ด้วยปริมาณซื้อขาย 45.6 ล้านหุ้น สูงสุดในรอบเดือน เป็นข้อมูลวันเดียว และราคาสะท้อนหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งตลาดโดยรวม ดอกเบี้ย และกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ จึงยกให้งบเป็นสาเหตุเดียวไม่ได้ ประเด็นที่น่าสนใจกว่าคือคำถามของ Vivek Arya จาก Bank of America ที่บอกว่ามูลค่าหุ้นหน่วยความจำยังต่ำมาก ซึ่งสะท้อนว่าตลาดคิดว่าปี 2027 อาจเป็นจุดสูงสุดของราคาและกำไรรอบนี้ ที่ราคาปิด 1 ตุลาคม หุ้นซื้อขายราว 7.2 เท่าของกำไรต่อหุ้น ถ้าเอาไกด์ไตรมาส 1 คูณ 4 หรือราว 14.5 เท่าของกำไรต่อหุ้นปีงบ 2026 ตัวคูณต่ำแบบนี้เป็นลักษณะปกติของหุ้นวัฏจักร ในช่วงที่ตลาดเชื่อว่ากำไรอยู่ใกล้จุดสูงสุด ไม่ได้บอกว่าหุ้นถูกหรือแพง แต่บอกว่าข้อถกเถียงหลักตอนนี้คือความยั่งยืนของกำไร ไม่ใช่ขนาดของกำไร ซีอีโอ Sanjay Mehrotra ตอบว่าปี 2027 และ 2028 ซัพพลายจะตึงกว่าปี 2026 และยังมองไม่เห็นว่าเมื่อไหร่อุปสงค์กับอุปทานจะกลับมาสมดุล
- 📈 ราคาปิด 30 ก.ย. 2026 = 1,065.11 ดอลลาร์ · 1 ต.ค. 2026 = 1,097.39 ดอลลาร์ (+3.0%) · ราคาเปิด 1 ต.ค. = 1,054.08 ดอลลาร์ (-1.0%)
- 🧮 คำนวณเอง 1,097.39 ÷ (38.15 × 4) = ราว 7.2 เท่า · 1,097.39 ÷ 75.52 = ราว 14.5 เท่า
- 🏢 มูลค่าตลาดราว 1.24 ล้านล้านดอลลาร์ (ราคาปิด × หุ้นสามัญราว 1.13 พันล้านหุ้น) เงินสดสุทธิคิดเป็นราว 5.5% ของมูลค่าตลาด
- 🗣️ บริษัทคาดจำนวนเซิร์ฟเวอร์โตระดับ 10% ปลายๆ ทั้งปี 2026 และ 2027
- ℹ️ ราคาหุ้นจากข้อมูลรายวันของ Yahoo Finance ตัวคูณเป็นการคำนวณของเราเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่การประเมินมูลค่า
อีกด้านของเหรียญ
งบไตรมาสนี้แข็งแรงเกือบทุกบรรทัด จึงต้องวางอีกด้านไว้ให้ครบเท่ากัน ข้อแรก โมเดลการเติบโตตอนนี้พึ่งราคาเป็นหลัก บิตที่ส่งต่อสัปดาห์แทบไม่โต และบริษัทบอกเองว่าราคาจะขึ้นช้าลงในปีงบ 2027 ข้อสอง ลูกค้าเริ่มปรับตัวกับราคา บริษัทยอมรับว่าการเพิ่มปริมาณหน่วยความจำต่อเซิร์ฟเวอร์ต่ำกว่าที่เคยคาดเล็กน้อยเพราะของขาด และมีนักวิเคราะห์ถามถึงข่าวลูกค้ารายใหญ่ที่ลดสเปก HBM ซึ่งเป็นสัญญาณว่าที่ราคาระดับหนึ่ง ลูกค้าก็เริ่มประหยัด ข้อสาม กำลังผลิตใหม่ทั้งของ Micron และคู่แข่งจะทยอยเข้ามาตั้งแต่กลางปี 2027 ถึงปี 2028 ในอดีต วัฏจักรหน่วยความจำมักพลิกตอนที่ซัพพลายตามทัน คำว่ายังมองไม่เห็นจุดสมดุลเป็นการคาดการณ์ ไม่ใช่ข้อเท็จจริง ข้อสี่ ต้นทุนบางส่วนเหนียว โบนัส ค่าวิจัย และค่าเสื่อมราคาจากโรงงานใหม่ที่ลงทุนปีละกว่า 50 พันล้าน จะยังอยู่แม้ราคาจะลง ในทางกลับกัน ฝั่งบริษัทก็มีข้อโต้แย้งที่ต้องให้น้ำหนัก
- ⚠️ อัตราการขึ้นราคา DRAM ลดจาก 60% ต้นๆ เหลือ 10% ปลายๆ ในไตรมาสเดียว และบริษัทคาดว่าจะช้าลงอีก
- ⚠️ ลูกค้าลดการเพิ่มหน่วยความจำต่อเครื่อง และมีคำถามเรื่องการลดสเปก HBM ของลูกค้ารายใหญ่
- ⚠️ กำลังผลิตใหม่ของทั้งอุตสาหกรรมทยอยเข้ามาปี 2027-2028 และ Micron เองก็เพิ่มงบลงทุนเกือบสองเท่า ถ้าทุกรายเพิ่มพร้อมกัน ซัพพลายอาจตามทันเร็วกว่าที่คาด
- ⚠️ ราคาพื้นในสัญญาครอบคลุมราว 12-15% ของอัตรารายได้ปัจจุบัน และเงินมัดจำ 12.7 พันล้านต้องคืนในอนาคต
- ⚠️ ต้นทุนต่อเนื่องราว 1 พันล้านในปีงบ 2027 ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่ม 2.5 พันล้าน และค่าเสื่อมราคาที่จะโตตามโรงงานใหม่
- ✅ บริษัทตอบว่าการลดสเปกเกิดขึ้นเพื่อให้ลูกค้าส่งเครื่องได้มากขึ้น จำนวนเซิร์ฟเวอร์จึงยังโต 10% ปลายๆ และการปรับแบบนี้ให้ผลน้อยลงเรื่อยๆ
- ✅ ผลผลิตปี 2027 ถูกจองแล้วมากกว่า 75% HBM ปี 2027 ปิดสัญญาเกือบหมดในราคาที่สูงขึ้นมาก และลูกค้ากำลังคุยเรื่องปี 2028 กับสัญญาที่ยาวถึงปี 2031
- ✅ บริษัทชี้ว่าซัพพลายโตยากเชิงโครงสร้าง HBM รุ่นใหม่ใช้แผ่นเวเฟอร์ต่อบิตมากขึ้น การเปลี่ยน node ให้ผลผลิตเพิ่มต่อแผ่นน้อยลง และโรงงานใหม่ต้องใช้หลายไตรมาสกว่าจะผลิตได้มากพอ
- ✅ เงินสดสุทธิ 68.3 พันล้าน (ราว 55.6 พันล้านเมื่อหักเงินมัดจำ) กับหนี้เพียง 5.2 พันล้าน ทำให้ทนรอบขาลงได้ดีกว่ารอบก่อนๆ มาก
ไกด์ไตรมาสหน้า และรายการที่เราจะกลับมาดูซ้ำ
ไตรมาส 1 ปีงบ 2027 เป็นงวด 13 สัปดาห์ตามปกติ ตัวเลขทุกตัวจะเทียบกับไตรมาส 4 ได้ตรงขึ้นเมื่อหารต่อสัปดาห์ ไกด์กึ่งกลางคือรายได้ 61.5 พันล้าน มาร์จิ้นขั้นต้นราว 86.25% และกำไรต่อหุ้น 38.15 ดอลลาร์ ซีเอฟโอบอกว่าเงินสดอิสระไตรมาส 1 จะสูงกว่า 33 พันล้านของไตรมาส 4 อย่างมีนัยสำคัญ รายการด้านล่างคือบรรทัดที่เราจะใช้ตรวจว่าเรื่องเล่าของบริษัทเดินตามที่พูดไว้หรือไม่
- 👀 บรรทัดที่ 1 รายได้ต่อสัปดาห์ ไกด์กึ่งกลาง 4.73 พันล้าน ถ้าออกมาต่ำกว่า 4.62 พันล้าน (กรอบล่างของไกด์) คือสัญญาณแรกว่าโมเมนตัมเปลี่ยน
- 👀 บรรทัดที่ 2 อัตราการขึ้นราคา DRAM จาก 10% ปลายๆ ในไตรมาส 4 ช้าลงอีกเท่าไหร่
- 👀 บรรทัดที่ 3 มาร์จิ้นขั้นต้นไตรมาส 2 สูงกว่า 86.25% จริงตามที่บริษัทบอกว่าไตรมาส 1 คือจุดต่ำสุดหรือไม่
- 👀 บรรทัดที่ 4 มาร์จิ้นของหน่วย CMBU ที่ 83% ขยับขึ้นหรือยังเมื่อราคา HBM ปี 2027 เริ่มมีผลในเดือนมกราคม
- 👀 บรรทัดที่ 5 วันเก็บสินค้า 129 วัน ลดลงตามที่บริษัทคาดหรือไม่
- 👀 บรรทัดที่ 6 วงเงินซื้อหุ้นคืนใหม่หลัง 9 ธันวาคม 2026 มีขนาดเท่าไหร่เทียบกับเงินสดอิสระ
- 👀 บรรทัดที่ 7 จำนวนสัญญา SCA, RPO และเงินมัดจำ ตอนนี้อยู่ที่ 26 ฉบับ, 150 พันล้าน และ 12.7 พันล้าน
- 👀 บรรทัดที่ 8 รายละเอียดค่าใบอนุญาตสิทธิบัตร 500 ล้านในแบบ 10-K ประจำปีงบ 2026
อยากเห็นบทวิเคราะห์หุ้นแบบนี้ทุกสัปดาห์?
สมัครฟรี — สรุปงบ ข่าวเช้า และเครื่องมือติดตามพอร์ตหุ้น US เป็นภาษาไทย
เริ่มใช้ฟรี →
บทความนี้สรุปจากข้อมูลสาธารณะเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน
ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองครับ