← บทวิเคราะห์ทั้งหมด 🌳 คุณพ่อนักลงทุน
สรุปงบไตรมาส

สรุปงบ Oracle Q1 ปีงบ 2027: ลูกหนี้สะอาดกว่าที่คิด แต่เงิน 11.4 พันล้านที่ทำให้กระแสเงินสดสวย คือเงินที่ลูกค้าจ่ายล่วงหน้า

รายได้ 19.3 พันล้านดอลลาร์ โต 30% กำไรสุทธิโต 63% และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานทำสถิติที่ 23.1 พันล้าน โต 184% แต่ในกระแสเงินสดก้อนนั้นมีบรรทัดใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนชื่อ เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้าที่มีองค์ประกอบการให้สินเชื่อที่มีนัยสำคัญ 11,363 ล้าน ถอดออกแล้วเงินสดอิสระเปลี่ยนจากติดลบ 5.4 พันล้าน เป็นติดลบ 16.8 พันล้าน ส่วนลูกหนี้การค้าที่หลายคนจับตา กลับเป็นด้านที่สะอาดที่สุดของงบไตรมาสนี้

Oracle (ORCL) ·
บทความนี้สรุปผลประกอบการ Oracle ไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2027 งวดจบ 31 สิงหาคม 2026 โดยเน้น 3 เรื่องที่พาดหัวมักไม่พูดถึง หนึ่งคือลูกหนี้การค้าและระยะเวลาเก็บหนี้ที่ตรวจย้อนหลัง 8 ไตรมาสจากงบที่ยื่น ก.ล.ต.สหรัฐจริงแล้วพบว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติของตัวเอง และเทียบกับกลุ่มคลาวด์รายใหญ่แล้วอยู่ตรงกลาง สองคือด้านตรงข้ามของลูกหนี้ นั่นคือเงินที่ลูกค้าจ่ายล่วงหน้าให้ Oracle 11,363 ล้านดอลลาร์ ซึ่งงบระบุเองว่ามีองค์ประกอบการให้สินเชื่อที่มีนัยสำคัญ พร้อมอธิบายกลไกบัญชีว่ามันคืออะไรและทำไมตัวบริษัทเองจึงหักมันออกจากตาราง capex สามคือหนี้ 125.3 พันล้านดอลลาร์ ดอกเบี้ยจ่ายไตรมาสละ 1,428 ล้าน และการคำนวณช่องว่างเงินทุนของปีงบ 2027 จากไกด์ของบริษัทเอง พร้อมเซกชันอีกด้านของเหรียญและรายการที่ต้องติดตามในไตรมาสหน้า

ก่อนอื่น ไตรมาส 1 ปีงบ 2027 ของ Oracle คือเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม 2026

ปีงบประมาณของ Oracle ไม่ตรงกับปีปฏิทิน ปีงบจบวันที่ 31 พฤษภาคม ดังนั้นไตรมาสที่ 1 ของปีงบ 2027 ที่บทความนี้พูดถึง คืองวด 1 มิถุนายนถึง 31 สิงหาคม 2026 รวม 92 วัน ไม่ใช่ไตรมาสแรกของปี 2026 บริษัทประกาศผลวันที่ 10 กันยายน 2026 และยื่นแบบ 10-Q ต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์สหรัฐในวันที่ 11 กันยายน 2026 ตัวเลขทั้งหมดในบทความนี้เป็น as-of งวดดังกล่าว หน่วยเป็นล้านดอลลาร์สหรัฐเว้นแต่ระบุไว้เป็นอย่างอื่น และเป็นตัวเลขตามมาตรฐานบัญชี GAAP เว้นแต่จะเขียนกำกับว่า non-GAAP สิ่งที่ทำให้ไตรมาสนี้น่าสนใจกว่าปกติคือ ตัวเลขบรรทัดบนทำสถิติสูงสุดพร้อมกันเกือบทุกตัว ในขณะที่ตัวเลขเงินสดปลายทางติดลบหนักที่สุดเท่าที่เคยมีในไตรมาสแรก

รายได้แตกเป็นชิ้น คลาวด์โครงสร้างพื้นฐานโต 121% คือทั้งเรื่องของไตรมาสนี้

ถ้าดูแค่ตัวเลขรวมที่โต 30% จะไม่เห็นว่าภายในบริษัทมีสองฝั่งที่วิ่งคนละทิศ ฝั่งคลาวด์โครงสร้างพื้นฐานหรือ IaaS ซึ่งคือธุรกิจให้เช่าเครื่องประมวลผลสำหรับงาน AI โต 121% ในขณะที่ธุรกิจซอฟต์แวร์แบบเดิมที่เคยเป็นหัวใจของบริษัทหดตัว โดยเฉพาะรายได้ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ที่ลดลง 15% บริษัทอธิบายว่าเป็นเพราะลูกค้าย้ายจากซอฟต์แวร์ติดตั้งในองค์กรไปสู่คลาวด์ อีกจุดที่ผู้บริหารเน้นคือ ไตรมาสนี้เป็นครั้งแรกที่รายได้ไตรมาส 1 โตขึ้นจากไตรมาส 4 ของปีก่อน จาก 19,184 เป็น 19,345 ล้าน ตามปกติไตรมาส 4 จะเป็นไตรมาสที่แรงที่สุดแล้วไตรมาส 1 จะตกลงมา การที่ไม่ตกแปลว่าฝั่งโครงสร้างพื้นฐานที่โตเร็วเริ่มมีขนาดใหญ่พอจะกลบฤดูกาลของธุรกิจเดิมได้แล้ว

กำไรโต 63% แต่ถ้าไล่ดูว่าโตจากไหน จะเจอว่าส่วนหนึ่งมาจากค่าใช้จ่ายที่ลดลง ไม่ใช่จากรายได้

กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มจาก 4,277 เป็น 6,728 ล้าน คือเพิ่มขึ้น 2,451 ล้าน ถ้าไล่ดูงบทีละบรรทัดจะเห็นว่า ค่าใช้จ่าย 4 รายการลดลงพร้อมกันในไตรมาสนี้ ได้แก่ ค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนลดจาก 420 เหลือ 202 ล้าน ค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้างลดจาก 415 เหลือ 94 ล้าน ค่าใช้จ่ายการขายและการตลาดลดจาก 2,063 เหลือ 1,811 ล้าน และค่าวิจัยพัฒนาลดจาก 2,491 เหลือ 2,401 ล้าน สี่บรรทัดนี้รวมกันประหยัดไป 881 ล้าน หรือคิดเป็น 36% ของกำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด อีกฝั่งหนึ่ง ต้นทุนคลาวด์และซอฟต์แวร์โตจาก 3,607 เป็น 6,400 ล้าน คือโต 77% ซึ่งเร็วกว่ารายได้คลาวด์ที่โต 62% นี่คือเหตุผลที่ซีเอฟโอยอมรับเองในการประชุมว่ากำไรขั้นต้นลดลงตามที่คาดไว้ จากการเร่งเปิดศูนย์ข้อมูลและสัดส่วนรายได้โครงสร้างพื้นฐานที่มากขึ้น เมื่อชดเชยกันแล้ว อัตรากำไรจากการดำเนินงานแบบ non-GAAP อยู่ที่ 42% เท่ากับปีก่อนพอดี ซึ่งซีเอฟโอใช้คำว่าแบนราบ

ลูกหนี้การค้าและ DSO ตรวจย้อน 8 ไตรมาสแล้ว ไตรมาสนี้ไม่ใช่จุดที่มีปัญหา

DSO หรือระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย คำนวณจากลูกหนี้การค้าหารด้วยรายได้ของไตรมาส แล้วคูณจำนวนวันในไตรมาส ตอบคำถามง่ายๆ ว่า ขายของไปแล้วกว่าจะได้เงินใช้เวลากี่วัน ถ้าตัวเลขนี้ยืดออกเรื่อยๆ แปลว่าบริษัทกำลังปล่อยให้ลูกค้าค้างจ่ายนานขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ควรเฝ้าดูในบริษัทที่ขายของให้ลูกค้ากลุ่ม AI ที่ยังเผาเงินอยู่ เราดึงข้อมูลจากระบบ XBRL ของ ก.ล.ต.สหรัฐย้อนหลัง 8 ไตรมาส แล้วคำนวณเอง ผลออกมาตรงข้ามกับที่หลายคนคาด ลูกหนี้การค้าของ Oracle อยู่ที่ 11,394 ล้าน DSO เท่ากับ 54.2 วัน ซึ่งอยู่ในระดับปกติของตัวเองมาตลอด 2 ปี และต่ำกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ 54.5 วันเล็กน้อย ที่สำคัญกว่านั้นคือ ลูกหนี้โต 28.8% เทียบปีก่อน ขณะที่รายได้โต 29.6% แปลว่าลูกหนี้โตช้ากว่ารายได้ ไม่ใช่เร็วกว่า ซึ่งเป็นทิศทางที่ดี

เทียบกับกลุ่มคลาวด์รายใหญ่ และสิ่งเดียวในฝั่งลูกหนี้ที่ขยับจริง

ตัวเลข DSO ระดับหนึ่งไม่ได้แปลอะไรเลยถ้าไม่มีฐานเทียบ เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีธรรมเนียมการให้เครดิตต่างกัน เราจึงดึงข้อมูลชุดเดียวกันของบริษัทคลาวด์รายใหญ่อีก 3 รายมาวางข้างกัน ข้อควรระวังคือวันสิ้นงวดไม่ตรงกัน ของ Oracle คือ 31 สิงหาคม 2026 ส่วนอีกสามรายคือ 30 มิถุนายน 2026 จึงเทียบได้ในเชิงระดับ ไม่ใช่เชิงจังหวะเวลา ผลคือ Oracle อยู่กลางกลุ่มพอดี และเป็นรายที่ระยะเวลาเก็บหนี้ขยับไปในทางดีขึ้น สวนทางกับ Amazon ที่ยืดออก 9 วันในหนึ่งปี อย่างไรก็ตาม มีบรรทัดหนึ่งในฝั่งลูกหนี้ที่ขยับจริงและควรบันทึกไว้ นั่นคือค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ซึ่งคือเงินที่บริษัทกันไว้ล่วงหน้าเผื่อเก็บหนี้ไม่ได้ ตัวเลขนี้แทบไม่ขยับเลยในรูปเงินบาท ขณะที่พอร์ตลูกหนี้โตขึ้นเกือบ 40%

ด้านตรงข้ามของลูกหนี้ ลูกค้าโอนเงินล่วงหน้าให้ Oracle 11,363 ล้าน และงบเรียกมันว่ามีองค์ประกอบการให้สินเชื่อ

ในงบกระแสเงินสดของไตรมาสนี้มีบรรทัดที่ไม่เคยปรากฏในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนเลย ชื่อบรรทัดคือ เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้าที่มีองค์ประกอบการให้สินเชื่อที่มีนัยสำคัญเพิ่มขึ้น 11,363 ล้าน ปีก่อนช่องนี้เป็นศูนย์ คำว่าองค์ประกอบการให้สินเชื่อที่มีนัยสำคัญเป็นศัพท์ของมาตรฐานบัญชีเรื่องการรับรู้รายได้ หลักการคือ ถ้าลูกค้าจ่ายเงินล่วงหน้าก่อนได้รับบริการนานพอสมควร โดยทั่วไปคือเกินหนึ่งปี เงินก้อนนั้นไม่ได้เป็นแค่ค่าบริการจ่ายล่วงหน้าอีกต่อไป แต่มีส่วนหนึ่งที่มีลักษณะเป็นการให้กู้ยืม มาตรฐานบัญชีจึงบังคับให้บริษัทแยกส่วนนั้นออกมา แล้วทยอยบันทึกดอกเบี้ยเพิ่มเข้าไปในภาระที่ค้างลูกค้าไว้ตลอดอายุสัญญา พูดให้ง่ายที่สุดคือ Oracle กู้เงินจากลูกค้าของตัวเอง โดยที่เงินก้อนนี้ไม่โผล่ในบรรทัดหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย แต่ไปนั่งอยู่ในรายได้รอรับรู้ และในช่องกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน จุดที่ยืนยันว่านี่ไม่ใช่การตีความของเราเอง คือตาราง Net Cash Outlay for Capital Expenditures ที่บริษัทจัดทำขึ้นเอง ในตารางนั้น Oracle หักเงินก้อนนี้ออกจากเงินลงทุนตรงๆ พร้อมเขียนกำกับว่ามันคือเงินรับล่วงหน้าที่รายงานไว้ในกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน แปลว่าตัวบริษัทเองก็มองมันเป็นแหล่งเงินทุน ไม่ใช่ผลจากการดำเนินงานตามปกติ

เงินสดอิสระมี 2 เวอร์ชัน ติดลบ 5.4 พันล้าน กับติดลบ 16.8 พันล้าน

เงินสดอิสระคือเงินสดจากการดำเนินงานลบด้วยเงินลงทุน เป็นตัวเลขที่บอกว่าหลังทำธุรกิจและสร้างของแล้ว บริษัทเหลือเงินจริงเท่าไร ตัวเลขที่รายงานของไตรมาสนี้คือ กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 23,103 ล้าน ลบเงินลงทุน 28,499 ล้าน เท่ากับติดลบ 5,396 ล้าน แต่ถ้าถอดเงินรับล่วงหน้าที่มีองค์ประกอบการให้สินเชื่อ 11,363 ล้านออกจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ด้วยเหตุผลว่ามันคือเงินที่ลูกค้าให้ยืม ไม่ใช่เงินที่ธุรกิจสร้างได้เอง ตัวเลขจะกลายเป็น กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 11,740 ล้าน ลบเงินลงทุน 28,499 ล้าน เท่ากับติดลบ 16,759 ล้าน เราไม่ได้บอกว่าเวอร์ชันไหนถูกกว่ากัน เวอร์ชันแรกถูกต้องตามมาตรฐานบัญชีทุกประการ แต่การเห็นทั้งสองเวอร์ชันทำให้เข้าใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นจริงกับเงินสด และทำไมอัตราการแปลงกำไรเป็นเงินสดของไตรมาสนี้ถึงกระโดดขึ้นผิดปกติ

หนี้ 125.3 พันล้าน ดอกเบี้ยไตรมาสละ 1,428 ล้าน และเหตุผลที่หนี้ลดลงไตรมาสนี้

หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยของ Oracle ณ 31 สิงหาคม 2026 แบ่งเป็นส่วนที่ครบกำหนดใน 1 ปี 7,625 ล้าน และส่วนที่ยาวกว่านั้น 117,712 ล้าน รวมเป็น 125,337 ล้าน เทียบกับ 31 พฤษภาคม 2026 ที่รวมกันได้ 129,541 ล้าน แปลว่าหนี้ลดลง 4,204 ล้านในไตรมาสนี้ ซึ่งฟังดูเป็นข่าวดี แต่ต้องดูว่าเงินที่เอาไปจ่ายหนี้มาจากไหน งบกระแสเงินสดบอกชัดว่า บริษัทจ่ายคืนหุ้นกู้และเงินกู้ไป 4,202 ล้าน ในขณะที่ได้เงินจากการขายหุ้นสามัญผ่านโครงการขายหุ้นในตลาดสุทธิ 19,909 ล้าน แปลว่าไตรมาสนี้คนที่จ่ายหนี้ให้คือผู้ถือหุ้นใหม่ ไม่ใช่กระแสเงินสดจากธุรกิจ และเงินเพิ่มทุน 20,000 ล้านที่บริษัทเคยประกาศไว้ ถูกใช้หมดแล้วภายในไตรมาสเดียว ส่วนต้นทุนของหนี้กองนี้กำลังโตเร็วกว่าธุรกิจ ดอกเบี้ยจ่ายไตรมาสนี้ 1,428 ล้าน โต 55% จากปีก่อนที่ 923 ล้าน ขณะที่รายได้โต 30%

เลขคณิตช่องว่างเงินทุนปีงบ 2027 คำนวณจากไกด์ของบริษัทเอง พร้อมสมมติฐานให้ตรวจ

ส่วนนี้เป็นการคำนวณของบทความเอง ไม่ใช่ตัวเลขที่บริษัทให้ เราเขียนสมมติฐานทุกข้อไว้ให้ตรวจย้อนได้ โจทย์คือ ถ้าเดินตามไกด์ที่บริษัทให้ไว้เองทุกข้อ ปีงบ 2027 จะต้องหาเงินเพิ่มจากภายนอกประมาณเท่าไร สิ่งที่บริษัทให้มาคือ เงินลงทุนทั้งปี 90,000 ถึง 95,000 ล้าน เงินลงทุนสุทธิที่เป็นเงินสดจริงไม่เกิน 70,000 ล้าน รายได้อย่างน้อย 90,000 ล้าน และกำไรต่อหุ้นแบบ non-GAAP 8.10 ดอลลาร์ สังเกตว่าเงินลงทุนทั้งปีเท่ากับหรือมากกว่ารายได้ทั้งปีของบริษัท ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ค่อยเห็นในบริษัทซอฟต์แวร์ ไตรมาส 1 ใช้เงินลงทุนไปแล้ว 28,499 ล้าน และเงินลงทุนสุทธิที่เป็นเงินสดจริง 17,966 ล้าน เหลือโควตาเงินสดจริงอีกไม่เกิน 52,034 ล้านสำหรับสามไตรมาสที่เหลือ ฝั่งแหล่งเงิน เราใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่ถอดเงินรับล่วงหน้าออกแล้วเป็นฐาน เพราะเงินรับล่วงหน้าถูกหักไปในนิยามเงินลงทุนสุทธิของบริษัทอยู่แล้ว จะนับซ้ำสองที่ไม่ได้ ไตรมาส 1 ตัวเลขนี้อยู่ที่ 11,740 ล้าน และปีงบ 2026 ทั้งปีอยู่ที่ 27,385 ล้าน ถ้าให้โตตามรายได้ที่โต 34% บวกอัตรากำไรที่ดีขึ้น ทั้งปีงบ 2027 น่าจะอยู่ราว 45,000 ถึง 55,000 ล้าน

RPO 664,000 ล้าน กับตัวเลขที่ต้องคูณกลับเอง

RPO หรือภาระที่ยังต้องปฏิบัติตามสัญญา คือมูลค่าสัญญาที่เซ็นแล้วแต่ยังไม่ได้ส่งมอบและยังไม่รับรู้เป็นรายได้ ของ Oracle ตอนนี้อยู่ที่ 664,000 ล้าน เพิ่มจากปีก่อน 209,000 ล้าน และเพิ่มจากไตรมาสก่อน 26,000 ล้าน บริษัทบอกว่าเซ็นสัญญาคลาวด์ AI ใหม่เกิน 30,000 ล้านในไตรมาสนี้ จุดที่น่าสนใจคือ เซ็นใหม่เกิน 30,000 ล้าน แต่ RPO สุทธิเพิ่มแค่ 26,000 ล้าน ส่วนต่างคือ RPO เดิมที่ถูกแปลงเป็นรายได้ไปแล้วในไตรมาส นี่เป็นการอนุมานของเรา เพราะงบไม่ได้ให้ตารางกระทบยอด RPO ไว้ แต่มันสอดคล้องกับที่ซีเอฟโอเรียกไตรมาสนี้ว่าจุดเปลี่ยนที่ RPO เริ่มไหลออกเป็นรายได้จริงจัง อีกตัวเลขที่ควรคูณกลับเองคือ ซีเอฟโอบอกว่าคาดว่าราวครึ่งหนึ่งของ RPO จะแปลงเป็นยอดขายภายใน 36 เดือนข้างหน้า ครึ่งหนึ่งของ 664,000 คือ 332,000 ล้าน หารด้วย 3 ปี เท่ากับเฉลี่ยปีละราว 110,000 ล้าน เทียบกับรายได้ทั้งบริษัทที่ไกด์ไว้ปีนี้ 90,000 ล้าน แปลว่าคำพูดนี้ฝังสมมติฐานว่าจะต้องเร่งแรงมากในปีงบ 2028 และ 2029 เราเขียนเลขนี้ไว้ให้ผู้อ่านตรวจเอง ไม่ได้บอกว่าทำไม่ได้

ค่าเสื่อมราคาที่กำลังจะตามมา และข้อโต้แย้งของบริษัทที่ต้องให้พื้นที่

สิ่งที่เงินลงทุนมหาศาลทิ้งไว้ข้างหลังคือค่าเสื่อมราคา ไตรมาสนี้ค่าเสื่อมราคาอยู่ที่ 3,156 ล้าน เพิ่มจาก 1,351 ล้านของปีก่อน หรือโต 134% ขณะที่ที่ดินอาคารและอุปกรณ์สุทธิเพิ่มจาก 99,957 เป็น 127,845 ล้านภายในไตรมาสเดียว คือเพิ่ม 27,888 ล้าน เงินลงทุนที่เหลือของปีอีก 60,000 กว่าล้านกำลังจะทยอยกลายเป็นค่าเสื่อมในไตรมาสถัดๆ ไป เหตุผลที่เรื่องนี้สำคัญกว่าปกติสำหรับ Oracle คือ ตัวเลข non-GAAP ที่บริษัทใช้สื่อสารเป็นหลัก ตัดออกแค่ค่าตอบแทนพนักงานที่เป็นหุ้น ค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน และค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้าง แต่ไม่ได้ตัดค่าเสื่อมราคาออก แปลว่าค่าเสื่อมที่กำลังจะโตจะกดทั้งกำไรแบบ GAAP และแบบ non-GAAP ในทางกลับกัน บริษัทมีข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนักและควรให้พื้นที่ ซีอีโอฝั่งโครงสร้างพื้นฐานบอกว่า GPU ทุกตัวที่ครบสัญญาในไตรมาสนี้ ถูกต่อสัญญาหรือขายต่อได้ในราคาสูงกว่าสัญญาเดิม 20% และส่วนใหญ่มีอายุ 4 ปีขึ้นไปแล้ว ถ้าเป็นจริงในวงกว้าง แปลว่าอายุการใช้งานจริงของสินทรัพย์ยาวกว่าที่ตั้งค่าเสื่อมไว้ และค่าเสื่อมที่ตั้งอยู่ตอนนี้อาจระมัดระวังเกินไป ข้อจำกัดคือ บริษัทไม่ได้ให้ตัวเลขว่า GPU ที่ครบสัญญาในไตรมาสนี้คิดเป็นสัดส่วนเท่าไรของฐานทั้งหมด จึงยังตรวจน้ำหนักของข้อโต้แย้งนี้ไม่ได้

อีกด้านของเหรียญ

บทความนี้ใช้พื้นที่ส่วนใหญ่ไปกับเรื่องเงินสดและหนี้ จึงต้องวางอีกด้านไว้ให้ครบเท่ากัน ข้อแรกและสำคัญที่สุดคือ เงินสดอิสระที่ติดลบของ Oracle ไม่ได้มาจากการขาดทุน กำไรจากการดำเนินงาน 6,728 ล้านเป็นบวกและโต 57% มันติดลบเพราะบริษัทกำลังสร้างของ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับบริษัทที่เผาเงินเพราะขายไม่ได้ ข้อสองคือ อัตราการเติบโตของคลาวด์โครงสร้างพื้นฐานเร่งขึ้นจาก 93% เป็น 121% ทั้งที่ฐานใหญ่ขึ้นมาก ซึ่งผิดจากพฤติกรรมปกติของธุรกิจที่กำลังอิ่มตัว ข้อสามคือ เรื่องลูกหนี้ที่เราตรวจแล้วออกมาเขียว ทั้งเทียบกับตัวเองและเทียบกับกลุ่ม ข้อสี่คือ การที่ลูกค้ายอมจ่ายเงินล่วงหน้ามาก้อนใหญ่ ในมุมหนึ่งคือความเสี่ยงที่ถูกโอนจาก Oracle ไปให้ลูกค้า แทนที่ Oracle จะกู้เงินจากตลาดตราสารหนี้แล้วแบกความเสี่ยงเอง ลูกค้ากลายเป็นคนหาเงินมาให้ และข้อห้าคือ ตลาดทุนยังรับ เพราะเงินเพิ่มทุน 20,000 ล้านขายได้หมดภายในไตรมาสเดียว

ไกด์ไตรมาสหน้า และรายการที่เราจะกลับมาดูซ้ำ

บริษัทให้ไกด์ไตรมาส 2 ปีงบ 2027 ไว้ว่า รายได้รวมโต 30% ถึง 34% รายได้คลาวด์โต 65% ถึง 71% ในรูปดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นแบบ non-GAAP อยู่ระหว่าง 1.85 ถึง 1.93 ดอลลาร์ ซึ่งบริษัทนำเสนอว่าโต 21% ถึง 25% แต่มีเชิงอรรถสำคัญที่ต้องอ่าน ตัวเลขโต 21% ถึง 25% นั้นเป็นการเทียบหลังตัดกำไรพิเศษครั้งเดียวจากการขายเงินลงทุนใน Ampere ที่เกิดในไตรมาส 2 ของปีงบ 2026 ออกไปแล้ว ถ้ารวมกำไรพิเศษก้อนนั้นเข้าไปด้วย กำไรต่อหุ้นไตรมาส 2 ปีงบ 2027 จะลดลง 14% ถึง 18% นี่คือตัวเลขเดียวกันที่มีสองหน้า และบทความข่าวส่วนใหญ่จะหยิบไปแค่หน้าเดียว สำหรับทั้งปีงบ 2027 บริษัทคาดรายได้อย่างน้อย 90,000 ล้าน และกำไรต่อหุ้น non-GAAP ที่ 8.10 ดอลลาร์

📄 แหล่งอ้างอิง

อยากเห็นบทวิเคราะห์หุ้นแบบนี้ทุกสัปดาห์?

สมัครฟรี — สรุปงบ ข่าวเช้า และเครื่องมือติดตามพอร์ตหุ้น US เป็นภาษาไทย

เริ่มใช้ฟรี →
บทความนี้สรุปจากข้อมูลสาธารณะเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองครับ