Biogen (BIIB) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
Biogen เป็นบริษัทยาชีวเภสัชกรรม (biopharmaceutical) ที่เน้นโรคระบบประสาทและโรคหายากโดยเฉพาะครับ พูดง่ายๆ คือ บริษัทนี้ค้นคว้า พัฒนา และขายยาสำหรับโรคที่รักษายากและซับซ้อน เช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis หรือ MS), โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA, อัลไซเมอร์, ALS และโรค Friedreich Ataxia
สิ่งที่ทำให้ Biogen โดดเด่นคือการมียาที่ "ทำได้ก่อนใคร" หลายตัวครับ เช่น SPINRAZA ซึ่งเป็นยาตัวแรกที่ได้รับอนุมัติสำหรับโรค SMA, SKYCLARYS เป็นยาตัวแรกในโลกสำหรับ Friedreich Ataxia และ QALSODY เป็นยาตัวแรกที่มุ่งเป้าไปที่สาเหตุทางพันธุกรรมของ ALS บริษัทดำเนินงานเป็น segment เดียว ไม่ได้แยกแผนกรายได้ออกจากกันครับ
นอกจากการขายยาของตัวเองแล้ว Biogen ยังมีพอร์ตยา biosimilar (ยาชีวภาพสามัญ) ด้วย ได้แก่ BENEPALI, IMRALDI และ FLIXABI ซึ่งขายในตลาดยุโรปเป็นหลัก และยังมีรายได้จากความร่วมมือกับ Genentech (ในเครือ Roche) สำหรับยากลุ่ม anti-CD20 อย่าง OCREVUS และ RITUXAN อีกด้วย
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
รายได้หลักของ Biogen มาจาก 4 แหล่งครับ ในไตรมาสแรกของปี 2026 รวมกันได้ประมาณ 2,478 ล้านดอลลาร์
แหล่งใหญ่สุดคือ รายได้จากยาตัวเอง (Product revenue) ราว 1,752 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมาจากการขายยา MS กลุ่ม VUMERITY, TYSABRI, AVONEX, TECFIDERA, PLEGRIDY รวมถึง SPINRAZA (SMA), SKYCLARYS (FA) และ QALSODY (ALS) ถัดมาคือ รายได้จากโปรแกรม anti-CD20 ราว 419 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นส่วนแบ่งกำไรจากความร่วมมือกับ Genentech สำหรับยาอย่าง OCREVUS และ RITUXAN แหล่งที่สามคือ รายได้จากความร่วมมือ Alzheimer's ราว 60 ล้านดอลลาร์ จากการขาย LEQEMBI ร่วมกับ Eisai ซึ่งกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และสุดท้ายคือ รายได้อื่นๆ ราว 247 ล้านดอลลาร์ รวมค่าผลิตยาตามสัญญาและค่า royalty
กลไกสร้างเงินของ Biogen จึงผสมกันระหว่างการขายยาตรง, ส่วนแบ่งกำไรจาก partnership, และค่าธรรมเนียมจากบริการผลิตยาครับ ไม่ได้พึ่งแหล่งเดียว
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งชัดเจนที่สุดของ Biogen คือความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในโรคระบบประสาทที่สะสมมานานครับ บริษัทมียา MS ที่ครอบคลุมหลายรูปแบบการรักษา ทั้งแบบฉีด (AVONEX, PLEGRIDY), แบบยาน้ำ IV (TYSABRI) และแบบกิน (TECFIDERA, VUMERITY) ทำให้แพทย์มีตัวเลือกให้ผู้ป่วยแต่ละราย และ Biogen มีทีมการตลาดที่คุ้นเคยกับกลุ่มแพทย์ประสาทวิทยาโดยเฉพาะ
การเป็นเจ้าของยา "ตัวแรก" ในหลายโรคหายากก็สำคัญมากครับ เช่น SPINRAZA ที่ยังคงเป็นยาหลักสำหรับ SMA และ SKYCLARYS สำหรับ FA ยาเหล่านี้ต้องใช้ต่อเนื่องตลอดชีวิตผู้ป่วย ทำให้รายได้มีความสม่ำเสมอในระดับหนึ่ง
อีกจุดหนึ่งคือโครงสร้างรายได้จากความร่วมมือกับ Genentech/Roche สำหรับกลุ่ม anti-CD20 ซึ่งให้รายได้ราว 400 ล้านดอลลาร์ต่อไตรมาสโดยที่ Biogen ไม่ต้องแบกรับต้นทุนการพัฒนายาเหล่านั้นเองทั้งหมด เป็นรายได้ที่มีความเสถียรพอสมควรครับ
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ลูกค้าของ Biogen คือผู้ป่วยที่มีโรคระบบประสาทและโรคหายาก แต่ช่องทางการเข้าถึงจริงๆ ผ่านโรงพยาบาล คลินิกเฉพาะทาง และบริษัทประกันสุขภาพ รวมถึงระบบ Medicare/Medicaid ในสหรัฐฯ ครับ
พาร์ทเนอร์ที่สำคัญที่สุดมีอยู่ไม่กี่รายครับ Genentech (Roche) คือพาร์ทเนอร์เชิงกลยุทธ์ระยะยาวสำหรับยา anti-CD20 ทั้งกลุ่ม Eisai คือพาร์ทเนอร์สำหรับ LEQEMBI ยาอัลไซเมอร์ที่กำลังขยายตัวในหลายประเทศ นอกจากนี้ยังมีพาร์ทเนอร์ใหม่ที่เพิ่งลงนามในปี 2025 อย่าง Stoke Therapeutics (โรค Dravet syndrome), Dayra Therapeutics (ยา macrocyclic peptides สำหรับโรคภูมิคุ้มกัน), Vanqua Bio (compound สำหรับโรคระบบประสาท) และ City Therapeutics (RNAi therapies) และยังมี Royalty Pharma ที่เข้ามาร่วมออกทุนพัฒนายา litifilimab จำนวน 200 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 ครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงด้านผลิตภัณฑ์หลักที่กำลังหดตัว คือเรื่องใหญ่ครับ ยา MS รุ่นเก่าอย่าง TECFIDERA และ AVONEX กำลังเจอการแข่งขันจากยาสามัญและยาใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ทำให้รายได้จากยา MS โดยรวมมีแนวโน้มลดลงในระยะยาว ธุรกิจจึงต้องพึ่งว่า LEQEMBI, SKYCLARYS และยาตัวใหม่ๆ จะเติบโตชดเชยได้ทัน
ความเสี่ยงด้านการวิจัยและพัฒนา ก็สำคัญมากครับ บริษัทลงทุนไปกับพาร์ทเนอร์ใหม่หลายรายในปี 2025 รวมกันหลายร้อยล้านดอลลาร์ (Stoke 165 ล้าน, Dayra 50 ล้าน, Vanqua 70 ล้าน ฯลฯ) ยาเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นพัฒนา ถ้าไม่ผ่านการทดลองทางคลินิก เงินที่ลงไปก็หายครับ
ความเสี่ยงด้านราคายาและนโยบายรัฐ โดยเฉพาะ Inflation Reduction Act (IRA) ในสหรัฐฯ ที่ให้รัฐบาลเจรจาราคายาได้ โครงการ Medicare สามารถกดราคายาที่อยู่ในตลาดมานานได้ ซึ่งส่งผลต่อรายได้ระยะยาวครับ
ความเสี่ยงด้านหนี้สิน Biogen มีหนี้ระยะยาว (Senior Notes) รวมกว่า 6.3 พันล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2025 และมีภาระผูกพันตามสัญญารวมกว่า 12 พันล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ครบกำหนดหลังปี 2030 ซึ่งต้องจัดการอย่างระมัดระวังครับ
ความเสี่ยงด้าน LEQEMBI ซึ่งเป็นความหวังสำคัญ ยังมีปัญหาข้อพิพาทกับ Eisai ในเรื่องการวางแผนการตลาดในยุโรป โดย Biogen ยื่นอนุญาโตตุลาการในปี 2025 เรื่องนี้อาจกระทบกลยุทธ์การขยายตลาดได้ครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
ทิศทางหลักที่ Biogen วางไว้มีอยู่ไม่กี่เรื่องครับ อย่างแรกคือ LEQEMBI สำหรับอัลไซเมอร์ที่กำลังขยายทั้งรูปแบบการให้ยา (จาก IV รายเดือน เพิ่มเป็น subcutaneous autoinjector รายสัปดาห์) และการขยายประเทศ ในปี 2025–2026 ได้รับอนุมัติเพิ่มในสหรัฐฯ, จีน, ออสเตรเลีย, แคนาดา, UK และ EU แล้ว ซึ่งถ้าการขายเติบโตได้จริง จะเป็นแหล่งรายได้ใหม่ขนาดใหญ่มาก
อย่างที่สองคือการลงทุนในโรคภูมิคุ้มกัน (immunology) ผ่านยา litifilimab ที่มี Royalty Pharma ร่วมออกทุน และยาใหม่จากดีลกับ Dayra และ Vanqua บริษัทระบุว่ากำลังขยายขอบเขตไปนอกเหนือจาก neurology ล้วนๆ ครับ
อย่างที่สามคือการเสริมประสิทธิภาพการให้ยา SPINRAZA ผ่านอุปกรณ์ ThecaFlex DRx จากการซื้อกิจการ Alcyone ซึ่ง บริษัทระบุว่า จะช่วยให้ผู้ป่วย SMA ไม่ต้องเจาะเอวซ้ำๆ อีกต่อไป อาจช่วยรักษาฐานผู้ใช้ SPINRAZA ไว้ได้ท่ามกลางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ไตรมาส 1 ปี 2026 Biogen ทำรายได้รวม 2,478 ล้านดอลลาร์ เติบโตประมาณ 2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (2,431 ล้านดอลลาร์) กำไรสุทธิอยู่ที่ 319.5 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 240.5 ล้านดอลลาร์ หรือโตราว 33% ส่วนรายได้จาก Alzheimer's collaboration โตชัดเจนจาก 33 ล้านเป็น 60 ล้านดอลลาร์ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
เริ่มเลย →