Popular (BPOP) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
พูดง่ายๆ BPOP คือบริษัทโฮลดิ้งทางการเงิน (financial holding company) ที่ถือธนาคารเป็นธุรกิจหลักครับ เป็นบริษัทจดทะเบียนใน NASDAQ และอยู่ภายใต้การกำกับของ Federal Reserve ครับ ธุรกิจแบ่งเป็นสองส่วนรายงานหลักกับกลุ่มสนับสนุนอีกหนึ่งกลุ่มครับ
ส่วนแรกคือ Banco Popular de Puerto Rico (BPPR) ซึ่งเป็นธนาคารหลักในเปอร์โตริโก ให้บริการ retail banking, mortgage, commercial banking และ auto and equipment leasing and financing ส่วน broker-dealer และ insurance ดำเนินการผ่านบริษัทลูกเฉพาะทางครับ ส่วนที่สองคือ Popular Bank (Popular U.S.) ธนาคารที่จดทะเบียนในรัฐนิวยอร์ก มีสาขาในนิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ และฟลอริดา ให้บริการ retail, mortgage, commercial banking และ equipment leasing and financing ครับ ส่วน Corporate group ทำหน้าที่สนับสนุนทั้งสองส่วนครับ
จุดที่ควรรู้คือธุรกิจส่วนใหญ่ยังพึ่งเปอร์โตริโกมากครับ ในปี 2025 เปอร์โตริโกคิดเป็น 77% ของสินทรัพย์ 79% ของเงินฝาก และ 80% ของรายได้ของบริษัทครับ ดังนั้นถ้าเรามองแบบเจ้าของธุรกิจ สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจคือ BPOP เป็นธนาคารท้องถิ่นขนาดใหญ่ของเปอร์โตริโกที่ขยายมาในสหรัฐฯ ครับ
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
ก้อนใหญ่สุดคือ net interest income (NII) หรือกำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ย คือดอกเบี้ยที่ได้จากสินเชื่อและการลงทุนหักด้วยดอกเบี้ยที่จ่ายให้ผู้ฝากเงินครับ ในไตรมาส 2 ปี 2026 NII อยู่ที่ 693.4 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นราว 80% ของรายได้รวมจากการดำเนินงานครับ
ฝั่งสินเชื่อ พอร์ตที่ใหญ่สุดคือ commercial loans เฉลี่ยราว 19.9 พันล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส รองลงมาคือ mortgage ราว 8.7 พันล้าน, auto ราว 3.9 พันล้าน, consumer ราว 3.3 พันล้าน, leasing ราว 2.0 พันล้าน และ construction ราว 1.8 พันล้านครับ อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของพอร์ตสินเชื่อในไตรมาสนี้อยู่ที่ราว 7.5% ครับ ฝั่งการลงทุน บริษัทถือ U.S. Treasury securities เป็นก้อนสำคัญ ซึ่งบริษัทระบุว่าการซื้อและลงทุนซ้ำในพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นช่วยดันรายได้ครับ
อีกขาคือรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (non-interest income) ในไตรมาส 2 ปี 2026 อยู่ที่ 180.5 ล้านดอลลาร์ โดยส่วนที่โตเด่นคือค่าธรรมเนียม debit และ credit card ที่ตามปริมาณการใช้จ่ายและการทำธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงบัตรเครดิตสำหรับธุรกิจที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ครับ นอกจากนี้ยังมีค่าธรรมเนียม asset management และกำไรจากการลงทุนที่บันทึกด้วยวิธี equity method ครับ
ฝั่งต้นทุนที่ต้องดูคือเงินฝาก บริษัทมีเงินฝากรวม 70.2 พันล้านดอลลาร์ ณ สิ้นมิถุนายน 2026 และต้นทุนเงินฝากรวมอยู่ที่ 1.57% ครับ แต่ถ้าไม่รวม P.R. public deposits ซึ่งเป็นเงินฝากจากหน่วยงานรัฐในเปอร์โตริโกที่ผูกกับอัตราตลาด ต้นทุนจะอยู่ที่ 1.09% ครับ จึงเห็นว่าเงินฝากส่วนนี้ผันผวนตามดอกเบี้ยระยะสั้นมากกว่าเงินฝากอื่นครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งแรกคือ ฐานเงินฝากขนาดใหญ่และต้นทุนที่ควบคุมได้ เงินฝากเพิ่มขึ้น 4.0 พันล้านดอลลาร์นับตั้งแต่สิ้นปี 2025 โดยบริษัทระบุว่าส่วนใหญ่มาจาก BPPR ทั้งเงินฝากของรัฐบาลเปอร์โตริโกและเงินฝากจากธุรกิจครับ การมีเงินฝากจำนวนมากต้นทุนต่ำเป็นสิ่งที่ธนาคารต้องการที่สุดครับ
จุดแข็งที่สองคือ ความแข็งแรงของเงินทุน อัตราส่วน Common Equity Tier 1 อยู่ที่ 16.08% ณ 30 มิถุนายน 2026 เพิ่มขึ้นจาก 15.72% ณ สิ้นปี 2025 และบริษัทระบุว่าทั้งบริษัทและธนาคารลูกยังอยู่ในระดับ well capitalized ครับ มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นสามัญที่ไม่รวม goodwill (tangible book value per share) อยู่ที่ 87.94 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5.29 ดอลลาร์จากสิ้นปี 2025 ครับ
จุดแข็งที่สามคือ ความเป็นธนาคารท้องถิ่นที่มีฐานลูกค้าครบทั้งบุคคลและธุรกิจ เช่น ธุรกิจบัตร ธุรกิจ leasing และ mortgage ซึ่งรวมอยู่ในธนาคารเดียวกันครับ ทำให้มีโอกาสขายบริการหลายอย่างให้ลูกค้าคนเดิมครับ บริษัทยังลงทุนด้านเทคโนโลยีต่อเนื่องครับ ในไตรมาส 2 ปี 2026 ค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์อยู่ที่ 91.0 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 6.3 ล้านจากปีก่อนครับ
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ลูกค้าหลักคือบุคคลทั่วไป (retail) ธุรกิจขนาดกลางและใหญ่ (commercial) รวมถึงหน่วยงานรัฐและเทศบาลในเปอร์โตริโกที่ฝากเงินกับ BPPR ครับ บริษัทยังให้สินเชื่อแก่ผู้ให้บริการ ผู้ให้เช่า และผู้จัดจำหน่ายที่มีความสัมพันธ์กับรัฐบาลเปอร์โตริโกด้วยครับ ฝั่ง Popular U.S. ลูกค้าคือผู้ฝากเงินและผู้กู้ในนิวยอร์ก นิวเจอร์ซีย์ และฟลอริดาครับ
ส่วนพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่เอกสารระบุชื่อชัดเจน มีเพียงหน่วยงานกำกับและหน่วยงานรัฐ เช่น Federal Reserve, Fed of New York และรัฐบาลเปอร์โตริโกครับ ส่วนพาร์ทเนอร์เชิงพาณิชย์รายอื่นที่เป็นชื่อเฉพาะ เอกสารในส่วนที่ได้รับนี้ยังไม่ได้ระบุครับ ข้อมูลไม่พอสำหรับการระบุพาร์ทเนอร์รายอื่นครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงแรกคือ การพึ่งเศรษฐกิจเปอร์โตริโก บริษัทระบุว่าเศรษฐกิจเปอร์โตริโกยังพึ่งนโยบายและงบประมาณของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มาก และเอกสารระบุว่า Medicaid ของเปอร์โตริโกที่ได้รับเงินจาก federal block grant คาดว่าจะลดลงอย่างมากในปีงบประมาณ 2027-2028 หากไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายจากรัฐบาลกลางครับ ถ้าเกิดขึ้นจริงรัฐบาลเปอร์โตริโกต้องแบกค่าใช้จ่ายส่วนนี้เอง ซึ่งอาจกดดันการเงินของรัฐและกระทบลูกค้าของธนาคารครับ
ความเสี่ยงที่สองคือ คุณภาพสินเชื่อ ไตรมาส 2 ปี 2026 ค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญ (provision) เพิ่มเป็น 65.5 ล้านดอลลาร์ สาเหตุหลักคือสินเชื่อ commercial ในเปอร์โตริโกที่กลายเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) มูลค่า 155 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนำไปพักเป็น held-for-sale และตัดหนี้สูญ 71 ล้านดอลลาร์ และยังมีลูกค้า commercial and industrial สองรายที่รวมกันเป็น NPL 129 ล้านดอลลาร์ครับ บริษัทยังระบุว่าพอร์ตมีความเข้มข้นในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และสาธารณสุข ซึ่งจะได้รับผลกระทบหนักหากเศรษฐกิจแย่ลงครับ
ความเสี่ยงที่สามคือ ดอกเบี้ยและพอร์ตพันธบัตร ณ สิ้นปี 2025 ขาดทุนที่ยังไม่รับรู้ (unrealized loss) ของพอร์ต available-for-sale ยังอยู่ที่ราว 0.9 พันล้านดอลลาร์ และบริษัทเคยย้ายพันธบัตรมูลค่าตลาด 6.5 พันล้านดอลลาร์ไปพอร์ต held-to-maturity ในปี 2022 ครับ หากดอกเบี้ยพุ่งขึ้นอีกหรือสูงนานกว่าที่คาด ขาดทุนนี้อาจกระทบเงินทุนที่จับต้องได้ของบริษัทครับ
ความเสี่ยงที่สี่คือ การพึ่งรายได้ภาษี ETR ไตรมาส 2 ปี 2026 ลดลงเหลือ 14.1% จากการมีรายได้ยกเว้นภาษีที่สูงขึ้น การซื้อ tax credits และรายได้ที่ได้อัตราภาษีพิเศษ ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นผลชั่วคราวหรือไม่ก็ได้ครับ เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามว่าจะยั่งยืนแค่ไหนครับ
ความเสี่ยงที่ห้าคือ การรับรู้ผลขาดทุนจากภาษีของ U.S. operations ณ 30 มิถุนายน 2026 บริษัทมี net deferred tax asset รวม 794.0 ล้านดอลลาร์ หลัง valuation allowance 470.6 ล้านดอลลาร์ สำหรับ U.S. operations โดยเฉพาะมี DTA สุทธิ 219.2 ล้านดอลลาร์ หลัง valuation allowance 386.6 ล้านดอลลาร์ครับ ตัวเลขนี้บอกว่าการรับรู้กำไรในอนาคตของฝั่งสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
บริษัทประกาศไว้เมื่อ 23 กรกฎาคม 2026 ว่าจะเพิ่มเงินปันผลรายไตรมาสจาก 0.75 ดอลลาร์เป็น 0.90 ดอลลาร์ต่อหุ้น เริ่มตั้งแต่เงินปันผลที่จ่ายในไตรมาส 4 ปี 2026 โดยต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทก่อนครับ พร้อมกันนั้นบริษัทอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนใหม่วงเงินสูงสุด 1 พันล้านดอลลาร์ครับ บริษัทซื้อหุ้นคืนไปแล้วราว 280 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 และใช้วงเงิน 500 ล้านดอลลาร์ของปี 2025 จนหมดแล้ว ณ 30 มิถุนายน 2026 ครับ
ทิศทางการเติบโตที่บริษัทระบุคือการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ transformation initiatives ต่อเนื่อง และการขยายธุรกิจบัตรสำหรับลูกค้าธุรกิจครับ ส่วนผลของดอกเบี้ยที่ลดลงในช่วงปลายปี 2025 บริษัทระบุว่าจะกระทบรายได้ดอกเบี้ยจากตลาดระยะสั้นต่อไปครับ ต้องดูว่าจะชดเชยด้วยการลงทุนในพันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าได้มากแค่ไหนครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ไตรมาส 2 ปี 2026 BPOP มีกำไรสุทธิ 278.2 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 32% จากปีก่อน และ net interest margin อยู่ที่ 3.66% เพิ่มขึ้น 17 basis points ครับ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ BPOP →