คุณพ่อนักลงทุน
คุณพ่อนักลงทุนรีวิวหุ้นแบบเจ้าของธุรกิจ
📈 CELC

Celcuity (CELC) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที

สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง

📄 อ้างอิง: แบบ 10-K (ยื่น 2026-03-26) และ 10-Q (ยื่น 2026-08-13) · ข้อมูลจาก SEC EDGAR (public domain)

🏢 ทำธุรกิจอะไร

พูดง่ายๆ คือ CELC เป็นบริษัทไบโอเทคที่พัฒนายารักษามะเร็งและกำลังจะขายยาเองครับ ตอนนี้ตัวยาหลักคือ gedatolisib ซึ่งเป็นยาฉีดเข้าเส้นเลือด (IV) ให้สัปดาห์ละครั้ง ติดกันสามสัปดาห์แล้วหยุดหนึ่งสัปดาห์ สูตร 4 สัปดาห์ เป็นยาที่ยับยั้งการทำงานของสัญญาณ PAM pathway ทั้ง class I PI3K ทุกไอโซฟอร์มและ mTORC1/2 พร้อมกัน ซึ่งบริษัทบอกว่าต่างจากยาที่มีอยู่ซึ่งยับยั้งแค่บางส่วนครับ

ตอนนี้ FDA อนุมัติให้ใช้ชื่อการค้า REVTORPYK ในผู้ใหญ่ที่เป็น HR+/HER2- advanced breast cancer โดยไม่พบการกลายพันธุ์ PIK3CA และลุกลามหลังได้รับ endocrine therapy อย่างน้อยหนึ่งสายในระยะ metastatic ครับ ส่วนกลุ่ม PIK3CA mutant ยังไม่อยู่ในข้อบ่งใช้ที่อนุมัติ ถึงแม้ผลการทดลองกลุ่มนี้จะออกมาแล้วก็ตาม

นอกจากยาตัวนี้ CELC ยังมีการทดลองระยะที่ 3 ชื่อ VIKTORIA-2 ที่ทดสอบเป็นการรักษาสายแรกสำหรับ HR+/HER2- ABC และการทดลองระยะ 1b/2 ชื่อ CELC-G-201 ที่ใช้ gedatolisib ร่วมกับ darolutamide ในผู้ป่วย metastatic castration resistant prostate cancer ครับ สิทธิ์ทั่วโลกในการพัฒนาและขายยาตัวนี้ CELC ได้มาจาก Pfizer ตั้งแต่เดือนเมษายน 2021 ในลักษณะ exclusive license ครับ

💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน

ตอนนี้ยังไม่มีรายได้จากการขายยาครับ บริษัทระบุว่าจะเริ่มมีรายได้จากยอดขาย REVTORPYK ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2026 โดยการจัดส่งยาคาดว่าจะเริ่มช่วงปลายไตรมาสนั้น ส่วนที่มีอยู่แล้วคือรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากและการลงทุนระยะสั้น ซึ่งครึ่งปีแรก 2026 อยู่ที่ 7.9 ล้านดอลลาร์ครับ

ฝั่งขาย บริษัทอ้างอิงจำนวนผู้ป่วยในสหรัฐฯ ที่ได้รับการรักษาสายที่สองราว 37,000 คน และประเมินว่า total addressable market ของ gedatolisib ในสายนี้อาจเกิน 6.0 พันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยคำนวณจาก WAC ของ REVTORPYK และระยะเวลาการรักษาที่บริษัทประมาณเอง ตัวเลขนี้เป็นการประมาณของบริษัท ไม่ใช่ยอดขายจริงครับ ถ้าเราคิดแบบเจ้าของธุรกิจ สิ่งที่ต้องดูต่อคือมีผู้ป่วยเข้าถึงยาได้จริงเท่าไร และต้องอยู่ในการรักษานานแค่ไหนครับ

🏰 จุดแข็งของธุรกิจ

จุดแข็งหลักคือผลการทดลอง VIKTORIA-1 ระยะที่ 3 ครับ ในกลุ่ม PIK3CA wild-type สูตร gedatolisib + fulvestrant + palbociclib มีค่ามัธยฐาน PFS อยู่ที่ 9.3 เดือน เทียบกับ 2.0 เดือนของ fulvestrant ส่วนกลุ่ม PIK3CA mutant สูตรสามตัวเดียวกันมีค่ามัธยฐาน PFS 11.1 เดือน เทียบกับ 5.6 เดือนของ alpelisib + fulvestrant และอัตราการตอบสนองของเนื้องอก (ORR) อยู่ที่ 49% เทียบกับ 26% ครับ

ประเด็นความปลอดภัยก็เป็นจุดที่บริษัทชูครับ บริษัทระบุว่าในการทดลองระยะ 1b ที่มีผู้ป่วย 103 รายในส่วนขยาย มีเพียง 7% ที่เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงระดับ 3 หรือ 4 ขณะที่ PIQRAY ในการทดลองระยะที่ 3 ของตัวเองพบ 39% อย่างไรก็ตาม การทดลองต่างกันจึงเทียบตรงๆ ไม่ได้ครับ นอกจากนี้ ยานี้ได้รับ Fast Track และ Breakthrough Therapy designation จาก FDA ตามลำดับ และได้รับการแนะนำให้เป็น NCCN Category 1 สำหรับการรักษาสายที่สองขึ้นไปในกลุ่มที่ไม่มี PIK3CA mutation ครับ

🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก

พาร์ทเนอร์สำคัญที่สุดคือ Pfizer ที่ให้สิทธิ์ gedatolisib ทั่วโลกแก่ CELC ครับ ส่วนฝั่งระดมทุน มีบริษัท Jefferies เป็นตัวแทนในการขายหุ้นผ่าน Open Market Sale Agreement วงเงินสูงสุด 400 ล้านดอลลาร์ และมี Innovatus กับ Oxford เป็นผู้ให้กู้และได้รับ warrants ครับ

ฝั่งลูกค้า เอกสารระบุว่าผู้ใช้ปลายทางคือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้รับการรักษาตามแพทย์สั่ง โดยตอนนี้เปิด Expanded Access Program ให้แพทย์ที่เข้าร่วมแล้วครับ ส่วนรายชื่อผู้จัดจำหน่ายหรือโรงพยาบาลที่จะเป็นลูกค้าโดยตรง ข้อมูลไม่พอครับ

⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้

ความเสี่ยงแรกคือบริษัทยังไม่เคยขายยาเชิงพาณิชย์มาก่อนครับ เอกสารระบุชัดว่าแผนธุรกิจเชิงพาณิชย์ยังไม่ถูกทดสอบ และบริษัทอาจไม่เคยมีกำไรเลยก็ได้ ตอนนี้ค่าใช้จ่ายการขายและบริหารในไตรมาสที่สองปี 2026 พุ่งไปอยู่ที่ 35.0 ล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการจ้างทีมการตลาดและการเตรียมเปิดตัวยา ถ้ายอดขายโตช้ากว่าที่คาด ต้นทุนเหล่านี้จะกดกำไรต่อเนื่องครับ

ความเสี่ยงที่สองคือการพึ่งยาตัวเดียว ทั้งรายได้และอนาคตของบริษัทผูกกับ gedatolisib ทั้งหมดครับ ถ้ามีปัญหาด้านความปลอดภัยหรือการอนุมัติในข้อบ่งใช้อื่น บริษัทจะไม่มีทางเลือกอื่นให้พึ่งพิงมาก ผลการทดลองในกลุ่ม PIK3CA wild-type ยังพบ neutropenia ระดับ 3 ถึง 52.3% ในสูตรสามตัว และมีผู้ป่วยบางส่วนหยุดยาเพราะผลข้างเคียงครับ

ความเสี่ยงที่สามคือหนี้และการเจือจางหุ้น ณ สิ้นปี 2025 บริษัทมียอดหนี้ 338.8 ล้านดอลลาร์ และในเดือนมิถุนายน 2026 บริษัทออกหุ้นกู้แปลงสภาพ 575.0 ล้านดอลลาร์เพื่อมาปิดเงินกู้เดิมที่จ่ายคืนไป 137.4 ล้านดอลลาร์ ถ้าเราเป็นเจ้าของ ต้องดูว่าดอกเบี้ยและการแปลงหุ้นจะกระทบผู้ถือหุ้นเดิมอย่างไรครับ ส่วนความเสี่ยงอื่นที่เอกสารระบุ ได้แก่ การพึ่งพาตัวผู้บริหารหลัก (Brian F. Sullivan และ Dr. Lance G. Laing) ความเสี่ยงด้านความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์ และต้นทุนยาจากภาษีนำเข้าที่ยังไม่แน่นอนครับ

📊 ตัวชี้วัดการเติบโต

บริษัทยังขาดทุนและยังไม่มีรายได้จากการขาย จึงยังไม่มี ARR, NRR หรือ backlog ให้วัดครับ ตัวเลขที่ควรดูแทนคือขนาดตลาดที่บริษัทประมาณเองที่มากกว่า 6.0 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขคาดการณ์ของบริษัทครับ ส่วนฐานทุนปัจจุบัน บริษัทมีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นรวมประมาณ 754 ล้านดอลลาร์ และขาดทุนสะสม 580.6 ล้านดอลลาร์ โดยบริษัทระบุว่าเงินทุนจะพอดำเนินงานอย่างน้อยถึงปี 2029 ครับ

🚀 อนาคตจะไปทางไหน

ช่วงที่กำลังจะเกิดขึ้นคือการเริ่มขาย REVTORPYK และการขยายการใช้ยาในข้อบ่งใช้ใหม่ครับ บริษัทระบุว่าการเตรียมโครงสร้างเชิงพาณิชย์เสร็จแล้ว และการจัดส่งยาคาดว่าจะเริ่มปลายไตรมาส 3 ปี 2026 ส่วน VIKTORIA-2 ที่เป็นการรักษาสายแรกนั้น บริษัทระบุว่าคาดจะสุ่มผู้ป่วยราว 638 ราย จากประมาณ 200 แห่งทั่วอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียแปซิฟิกครับ

แต่ต้องจำไว้ว่าทุกข้อนี้เป็นแผนของบริษัท ยังไม่ใช่ผลที่เกิดขึ้นจริงครับ บริษัทระบุด้วยว่าจะเพิ่มค่าใช้จ่ายวิจัยและขายต่อเนื่องในอนาคต ดังนั้นต้องติดตามว่ายอดขายจะเติบโตเร็วพอที่จะรองรับต้นทุนเหล่านี้หรือไม่ครับ

📈 ผลล่าสุดสั้นๆ

ไตรมาส 2 ปี 2026 บริษัทขาดทุนสุทธิ 78.9 ล้านดอลลาร์ โดยค่าใช้จ่ายวิจัยและพัฒนาลดลง 15% มาอยู่ที่ 31.1 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้น 361% มาอยู่ที่ 35.0 ล้านดอลลาร์ และยังไม่มีรายได้จากการขายครับ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ

🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?

📑 อ่านผลประกอบการบริษัท 10-K / 10-Q (ภาษาไทย)
🎓 AI คุณพ่อนักลงทุน เจาะลึกหุ้นรายตัว [PRO]
🔔 แจ้งเตือนแนวรับ-แนวต้าน / Stage Analysis

 

ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ CELC →