HOOKER FURNISHINGS (HOFT) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
HOFT คือบริษัทออกแบบ ทำการตลาด และนำเข้าเฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้านครับ ทั้งเฟอร์นิเจอร์ไม้และโลหะ (casegoods) หนัง ผ้าหุ้ม โคมไฟ อุปกรณ์ตกแต่ง และของตกแต่งบ้าน สำหรับตลาดที่อยู่อาศัย โรงแรม และงาน contract ครับ ที่สำคัญคือบริษัทไม่ได้ขายตรงให้ผู้บริโภค แต่ขายผ่านร้านค้าอีกทอดหนึ่ง ตั้งแต่ร้านเฟอร์นิเจอร์อิสระ ห้างสรรพสินค้า mass merchant เชนระดับประเทศ ไปจนถึง interior designer และ e-commerce retailer ครับ นอกจากนี้บริษัทยังผลิตเองในประเทศบางส่วน ได้แก่ หนังสั่งทำพรีเมียม ผ้าหุ้มสั่งทำ และเฟอร์นิเจอร์กลางแจ้งครับ
ในรายงานแบ่งการดำเนินงานเป็นสองกลุ่มหลักและหนึ่งกลุ่มเบ็ดเตล็ดครับ
- Hooker Branded ประกอบด้วย Hooker Casegoods ที่ครอบคลุม home entertainment, home office, accent, dining และ bedroom ในช่วงราคา upper-medium ภายใต้แบรนด์ Hooker Furniture กับ Hooker Upholstery ซึ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์หุ้มที่นำเข้าในช่วงราคาเดียวกันครับ
- Domestic Upholstery ประกอบด้วย Bradington-Young (sofa หนังแบบ motion และ stationary ระดับบน), HF Custom (เดิมชื่อ Sam Moore, ผ้าหุ้มสั่งทำแนว fashion-forward), Shenandoah Furniture (private label ให้ lifestyle specialty retailer) และ Sunset West (เฟอร์นิเจอร์กลางแจ้ง) ครับ
- All Other ประกอบด้วย Samuel Lawrence Hospitality ที่จัดหาเฟอร์นิเจอร์โรงแรมระดับสี่ถึงห้าดาว รวมถึงธุรกิจเล็กอื่นๆ และรายการตัดบัญชีระหว่างกันครับ
ประเด็นสำคัญในปี 2025-2026 คือบริษัทตัดสินใจขายแบรนด์ Pulaski Furniture และ Samuel Lawrence Furniture (ที่เป็นแบรนด์ value-priced) ที่อยู่ในกลุ่ม Home Meridian ออกไปครับ ตกลงกันเมื่อ 1 ธันวาคม 2025 และปิดดีลวันที่ 12 ธันวาคม 2025 ได้เงินสดประมาณ 5.5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งบริษัทระบุว่าเป็นมูลค่าบัญชีสุทธิโดยประมาณ หักเงินกันไว้ราว 611,000 ดอลลาร์ครับ หลังขายแล้วกลุ่ม Home Meridian ถูกยุบ และชื่อ Samuel Lawrence Hospitality ถูกย้ายไปอยู่ใน All Other ครับ
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
เงินหลักมาจากการขายเฟอร์นิเจอร์ให้ร้านค้าปลีกครับ ครึ่งปีแรกของปีงบ 2027 (ปิด 2 สิงหาคม 2026) บริษัทมียอดขายสุทธิรวม 132.7 ล้านดอลลาร์ โดยมาจาก Hooker Branded ประมาณ 70 ล้าน (52.7%) Domestic Upholstery ประมาณ 55.5 ล้าน (41.8%) และ All Other ประมาณ 7.2 ล้าน (5.5%) ครับ ส่วนที่บริษัทนำเข้าจากต่างประเทศคิดเป็นราว 60% ของยอดขายสุทธิในปีงบ 2026 ครับ
ราคาขายเฉลี่ยต่อชิ้นและปริมาณขายสวนทางกันพอสมควรครับ ใน Hooker Branded ครึ่งปีแรก ราคาเฉลี่ยต่อชิ้นขึ้น 11.9% แต่ปริมาณขายลด 15.3% และบริษัทให้ส่วนลดเพิ่มขึ้นราว 670 basis points ของยอดขาย ซึ่งเป็นส่วนที่บริษัทบอกว่ามาจากโปรโมชันบน e-commerce เป็นหลักครับ ฝั่ง Domestic Upholstery ยอดขายหนังระดับบนและผ้าสั่งทำลดลง แต่ธุรกิจ private label และเฟอร์นิเจอร์กลางแจ้งโตแบบเลขสองหลักครับ
งาน hospitality เป็นงานแบบโปรเจกต์ ยอดขายจึงกระโดดขึ้นลงตามจังหวะการส่งมอบ โดยครึ่งปีแรกประมาณ 80% ของยอดส่งมอบเกิดขึ้นในไตรมาสแรกครับ ณ 2 สิงหาคม 2026 ยอด backlog (คำสั่งซื้อที่ยังไม่ได้ส่ง) อยู่ที่ประมาณ 42.4 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 6.2% เทียบปีก่อน แต่บริษัทย้ำว่า backlog ใช้เป็นตัวบอกยอดขายระยะยาวไม่ได้ เพราะลูกค้ายกเลิกคำสั่งซื้อ casegoods ได้จนกว่าจะส่งมอบครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งที่บริษัทระบุไว้เองมีหลายด้านครับ ทั้งความสามารถด้านดีไซน์ ความสามารถนำเข้าและผลิตเฟอร์นิเจอร์หุ้ม ความสัมพันธ์กับลูกค้าและซัพพลายเออร์ที่ยาวนาน ระบบขายและคลังสินค้า รวมถึงทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์ครับ ในสายตาผมที่เห็นจากตัวเลข จุดที่ชัดที่สุดคือการมีทั้งสองขา คือนำเข้าเฟอร์นิเจอร์จำนวนมากจากเอเชีย แต่ก็ผลิตหนัง ผ้าสั่งทำ และเฟอร์นิเจอร์กลางแจ้งในประเทศได้ด้วยครับ ทำให้เลือกได้ว่าชิ้นไหนควรนำเข้าและชิ้นไหนควรผลิตเอง
ด้านการจัดส่ง บริษัทเปิดคลังที่เวียดนามในเดือนพฤษภาคม 2025 และบอกว่าทำให้ระยะเวลาสั่งสินค้าตรงจากโรงงานลดจากราว 6 เดือนเหลือ 4-6 สัปดาห์ครับ ลดการพึ่งคลังในประเทศ ช่วยให้ปรับ inventory ได้ดีขึ้นครับ
สถานะการเงินก็แข็งขึ้นมากในปีนี้ครับ ณ สิ้นไตรมาสที่สอง บริษัทมีเงินสดและเทียบเท่า 18.7 ล้านดอลลาร์ และไม่มียอดหนี้เงินกู้ระยะยาวค้างอยู่ ต่างจากสิ้นปีงบ 2026 ที่มีเงินสด 1.1 ล้านและยอดเงินกู้ 3.6 ล้านดอลลาร์ครับ
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
บริษัทบอกว่าไม่มีลูกค้ารายใดเกิน 10% ของยอดขายรวมในปีงบ 2026 แต่ลูกค้าห้ารายแรกรวมกันราว 26% ครับ ถ้าเสียลูกค้ากลุ่มนี้ไปจะกระทบอย่างมีนัยสำคัญ และยอดขายให้ลูกค้าต่างประเทศน้อยกว่า 1% ครับ เพราะบริษัทขายในสหรัฐฯ และแคนาดาเป็นหลัก
ฝั่งซัพพลายเออร์ เวียดนามเป็นแหล่งผลิตหลักครับ ในปีงบ 2026 สินค้านำเข้าจากเวียดนามคิดเป็น 87% ของการนำเข้า จีน 5% และซัพพลายเออร์ห้ารายแรกในเวียดนามรวมกันคิดเป็น 69% ของการซื้อนำเข้าครับ ส่วนวัตถุดิบฝั่งผลิตในประเทศ เช่น หนัง ส่วนใหญ่นำเข้าจากอิตาลีและอเมริกาใต้ และซัพพลายเออร์ห้ารายแรกของ Domestic Upholstery คิดเป็น 30% ของการซื้อวัตถุดิบครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
เรื่องใหญ่ที่สุดคือภาษีนำเข้าครับ บริษัทบอกว่าก่อนศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ว่าภาษี IEEPA บางส่วนเกินอำนาจ บริษัทแบกต้นทุนภาษีที่เกี่ยวกับสินค้านำเข้าไปแล้วราว 10.3 ล้านดอลลาร์ก่อนหักค่าคืน และบริษัทเลือกไม่ขึ้นราคาสินค้าบางรายการทันที ด้วยเหตุผลด้านการแข่งขันครับ ยังมีภาษีตาม Section 232 และ Section 301 ที่ยังอยู่ และบริษัทระบุว่าการคืนภาษีอาจมีความไม่แน่นอนด้วยครับ
ไตรมาสที่สองนี้มีตัวเลขกำไรที่ได้รับแรงหนุนจากการคืนภาษีราว 7.9 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว บริษัทบอกว่าไม่คาดว่าจะได้รับการคืนภาษีเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญอีก จึงควรแยกดูกำไรปกติกับกำไรจากรายการนี้ให้ชัดครับ
ความเสี่ยงอื่นที่ควรเห็นภาพครับ
- ยอดขายผูกกับตลาดที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ยจำนอง และกำลังซื้อผู้บริโภค ซึ่งอ่อนแอมาหลายปีแล้วครับ
- การพึ่งเวียดนามเป็นหลักทำให้ถ้าเกิดการหยุดชะงักของซัพพลาย หรือปัญหาการขนส่งทางทะเล จะกระทบการส่งมอบโดยตรงครับ
- ราคาสินค้านำเข้าตั้งเป็นดอลลาร์ ถ้าค่าเงินดอลลาร์อ่อนลงก็อาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นครับ
- เงินกู้ระบบ asset-based ถูกค้ำประกันด้วยสินทรัพย์เกือบทั้งหมด และมีข้อจำกัดด้านการกู้เพิ่มครับ
- ยอดขาย Domestic Upholstery หนังระดับบนและผ้าสั่งทำยังอ่อนแรงครับ
- ระบบ ERP ใหม่และการลงทุนด้านไอทีอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายและการหยุดชะงักครับ
- มีความเสี่ยงจากผู้ถือหุ้นแอคทีฟ ที่บริษัทระบุว่าอาจดึงความสนใจของผู้บริหารและสร้างความไม่แน่นอนด้านทิศทางครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
บริษัทระบุว่าการขาย Home Meridian ทำให้ต้องจัดพอร์ตใหม่รอบแบรนด์ที่แข็งแรงที่สุดครับ เป้าหมายคือผลประกอบการที่สม่ำเสมอในระยะยาว แทนแบรนด์ที่ยอดขายสูงแต่มาร์จิ้นต่ำครับ นอกจากนี้บริษัทระบุว่าจะเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานและการรายงานทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญครับ
จุดที่ควรติดตามคือธุรกิจ private label และเฟอร์นิเจอร์กลางแจ้งที่โตได้ดีในปีนี้ครับ รวมถึงการขยาย hospitality ตามการจัดกลุ่มการดำเนินงานใหม่ครับ บริษัทยังเอ่ยถึงการเปิดตัว Margaritaville ในฐานะ business line ใหม่ แต่ในเอกสารที่มีให้ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดของสินค้าและแผนการขาย จึงยังประเมินเพิ่มไม่ได้ ข้อมูลไม่พอครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ไตรมาสที่สองของปีงบ 2027 ยอดขายสุทธิลดลง 8.7% มาอยู่ที่ 63.3 ล้านดอลลาร์ แต่อัตรากำไรขั้นต้นขึ้นเป็น 31.8% จากการคืนภาษีและราคาขายเฉลี่ยที่สูงขึ้นใน Hooker Branded ทำให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 1.3 ล้านดอลลาร์ และกำไรสุทธิจากการดำเนินงานต่อเนื่อง 1.2 ล้านดอลลาร์ (0.11 ดอลลาร์ต่อหุ้นปรับลด) ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ HOFT →