Loop Industries (LOOP) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
Loop Industries เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรกระบวนการรีไซเคิลพลาสติก PET และเส้นใยโพลีเอสเตอร์แบบเคมี (chemical depolymerization) ซึ่งต่างจากการรีไซเคิลเชิงกลทั่วไปที่แค่หลอมพลาสติกกลับมาใหม่ครับ
พูดง่ายๆ คือ LOOP เอาขยะพลาสติก PET ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำสีใด บรรจุภัณฑ์อาหาร หรือเสื้อผ้าโพลีเอสเตอร์ที่ผสมกับเส้นใยอื่น มาผ่านกระบวนการทางเคมีที่อุณหภูมิต่ำโดยไม่เพิ่มความดัน แล้วทำลายโมเลกุลโพลีเมอร์จนได้โมโนเมอร์ 2 ตัวคือ DMT และ MEG กลับคืนมาในสภาพบริสุทธิ์ จากนั้นนำไปสังเคราะห์ใหม่เป็น PET เกรดเทียบเท่าวัตถุดิบใหม่ ใช้ได้กับบรรจุภัณฑ์อาหารและเส้นใยสิ่งทอได้เลยครับ
จุดที่ทำให้กระบวนการนี้ต่างออกไปคือ เมื่อโมโนเมอร์ถูกทำให้บริสุทธิ์กลับสู่สถานะเดิม คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์จะไม่เสื่อมลงไม่ว่าจะรีไซเคิลกี่รอบก็ตาม ซึ่งตรงข้ามกับการรีไซเคิลเชิงกลที่คุณภาพจะค่อยๆ ลดลงในทุกรอบ ตอนนี้ LOOP ดำเนินโรงงานสาธิตที่เมือง Terrebonne รัฐควิเบก ประเทศแคนาดามาได้ 5 ปีแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนขยายสู่เชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบผ่านพาร์ทเนอร์ในอินเดียและยุโรปครับ
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
ปีงบการเงินสิ้นสุด 28 กุมภาพันธ์ 2026 รายได้รวมอยู่ที่ $514,000 ประกอบด้วยค่าบริการวิศวกรรม $506,000 และยอดขาย Loop™ PET resin อีก $8,000 ครับ ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับปีก่อน ($10,889,000) ซึ่งรายได้หลักมาจากค่าลิขสิทธิ์แบบจ่ายครั้งเดียว (up-front royalty) จาก Reed Societe Generale Group มูลค่า $10.4 ล้าน ที่ไม่ได้เกิดซ้ำในปีนี้ครับ
กลไกหาเงินของ LOOP แบ่งออกเป็น 3 ช่องทางหลักที่บริษัทวางแผนไว้ครับ หนึ่งคือการออกใบอนุญาตเทคโนโลยี Infinite Loop™ ให้พาร์ทเนอร์ในแต่ละประเทศ โดยรับค่าธรรมเนียมแรกเข้าบวกค่า milestone ตามความคืบหน้าโครงการ สองคือค่าบริการวิศวกรรมในทุกระยะของการพัฒนาโครงการ ก่อสร้าง และเปิดดำเนินการโรงงาน และสามคือการขาย Loop™ PET resin กับ DMT จากโรงงานของตัวเองหรือ JV รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ Twist™ ซึ่งทำจากขยะสิ่งทอเท่านั้น ช่องทางที่สามยังอยู่ในขั้นก่อนเปิดตัวเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ เพราะโรงงานอินเดียยังอยู่ระหว่างก่อสร้างครับ
ไตรมาสแรก (สิ้นสุด 31 พฤษภาคม 2026) รายได้อยู่ที่ $179,000 มาจากค่าบริการวิศวกรรมที่ให้กับ India JV ทั้งหมดครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งหลักของ LOOP อยู่ที่เทคโนโลยีที่ได้รับสิทธิบัตรซึ่งทำงานที่อุณหภูมิต่ำโดยไม่ต้องเพิ่มความดัน ทำให้ต้นทุนพลังงานต่ำกว่ากระบวนการ depolymerization ของคู่แข่งที่ต้องใช้ความร้อนและความดันสูงครับ นอกจากนี้ยังรับวัตถุดิบได้กว้างกว่า ทั้งขวดสี บรรจุภัณฑ์หลายชั้น และเส้นใยโพลีเอสเตอร์ที่ผสมสีย้อมหรือเส้นใยอื่น ซึ่งกระบวนการรีไซเคิลเชิงกลและ depolymerization บางวิธีรับมือไม่ได้ครับ
อีกจุดที่บริษัทสร้างไว้คือหลักฐานการทำงานจริง 5 ปีที่โรงงาน Terrebonne ซึ่งช่วยให้พาร์ทเนอร์อย่าง Reed Societe Generale Group ตัดสินใจซื้อใบอนุญาตได้ และยังมี offtake agreements กับ Nike สำหรับ Twist™ resin และ Taro Plast สำหรับ Loop™ DMT รวมถึง letter of intent จากแบรนด์เครื่องนุ่งห่มระดับโลกสำหรับปริมาณสูงถึง 15,000 เมตริกตันต่อปี ซึ่งบ่งชี้ว่ามีความต้องการจากฝั่งผู้ซื้อแล้วครับ การมีพาร์ทเนอร์อย่าง Shinkong และ Hyosung TNC ช่วยเปิดช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านเครือข่ายลูกค้าสิ่งทอกว่า 100 รายทั่วโลกได้ด้วยครับ
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
พาร์ทเนอร์เชิงกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือสองรายครับ รายแรกคือ Ester Industries Ltd. บริษัทในอินเดียที่ร่วม JV 50/50 กับ LOOP เพื่อสร้างโรงงาน Infinite Loop™ ในอินเดียที่มีกำลังการผลิตตามแผน 70,000 ตันต่อปี รายที่สองคือ Reed Societe Generale Group ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนยุโรปในเครือ Societe Generale ที่ซื้อใบอนุญาตเทคโนโลยีรายแรก โดย Reed ถือหุ้น 90% ใน Infinite Loop Europe SAS และ LOOP ถือ 10% พร้อมสิทธิ์เพิ่มถึง 50% ในอนาคต
ในฝั่งลูกค้าที่ผูกพันสัญญาแล้ว มี Nike ที่เซ็น offtake agreement หลายปีสำหรับ Twist™ resin และ Taro Plast จากอิตาลีที่จะรับ Loop™ DMT ไปใช้ในตลาด specialty polymers สำหรับรถยนต์และพอลิเมอร์เฉพาะทาง นอกจากนี้ยังมี Shinkong (ไต้หวัน) และ Hyosung TNC เป็น strategic alliance ที่แปลง Twist™ resin เป็นเส้นด้ายให้กับแบรนด์แฟชั่นและ activewear ทั่วโลกครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดตอนนี้คือเรื่อง going concern ครับ ณ 31 พฤษภาคม 2026 บริษัทมีเงินสดในมือแค่ $1.06 ล้าน บวกกับ credit facility ที่ยังไม่ได้เบิกอีก $2.54 ล้าน แต่ฝ่ายบริหารระบุอย่างชัดเจนใน filing ว่าเงินเหล่านี้ไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินงาน 12 เดือนข้างหน้า และต้องการระดมทุนเพิ่มอีก ซึ่งยังไม่มีการรับประกันว่าจะสำเร็จครับ บริษัทเผาเงินสดจากการดำเนินงานประมาณ $1.2 ล้านต่อไตรมาสในช่วงล่าสุด
ความเสี่ยงที่สองคือรายได้ยังขึ้นอยู่กับการเดินหน้าของโรงงานอินเดียเกือบทั้งหมด ซึ่งยังอยู่ในขั้นก่อสร้าง ถ้าโครงการล่าช้าหรือต้องการเงินลงทุนเพิ่ม LOOP ในฐานะ JV 50% ก็ต้องรับผลขาดทุนครึ่งหนึ่งด้วย ซึ่งในปีงบ 2026 บันทึก loss on equity investment ไปแล้ว $763,000 ครับ
ความเสี่ยงที่สามคือโครงการในเกาหลีใต้ที่ร่วมกับ SKGC ถูกยกเลิกไปแล้วในปีงบ 2025 พร้อม impairment charge $8.46 ล้าน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการพัฒนา JV ข้ามประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายและมีความเสี่ยงสูงครับ สุดท้ายยังมีความเสี่ยงจากการสอบสวนของ SEC และคดีความ class action ที่ filing กล่าวถึงด้วยครับ
📊 ตัวชี้วัดการเติบโต
บริษัทยังอยู่ในขั้น pre-revenue เชิงพาณิชย์จริงๆ ดังนั้นต้องดูตัวชี้วัดที่บ่งชี้ความคืบหน้าของโครงการครับ
ฝั่งสัญญาผูกพัน ณ ปัจจุบันมี offtake agreement กับ Nike, Taro Plast และ letter of intent จากแบรนด์เครื่องนุ่งห่มระดับโลกสำหรับสูงสุด 15,000 เมตริกตันต่อปี รวมถึง strategic alliance กับ Shinkong และ Hyosung TNC บริษัทระบุว่าโรงงานอินเดียมีกำลังการผลิตตามแผน 70,000 ตันต่อปีครับ
ฝั่ง burn rate เงินสดจากการดำเนินงานลดลงจาก $3.08 ล้านต่อไตรมาสในช่วง Q1 ปี 2025 เหลือ $1.23 ล้านใน Q1 ปี 2026 ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในแง่การประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังต้องการเงินทุนเพิ่มเติมอยู่ดีครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
เป้าหมายหลักของ LOOP คือการเปลี่ยนจากบริษัท R&D ที่มีโรงงานสาธิตเล็กๆ ไปเป็นผู้ออกใบอนุญาตเทคโนโลยีและผู้ผลิต recycled PET เชิงพาณิชย์ครับ โรงงาน India JV ขนาด 70,000 ตันต่อปีคือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด เพราะเมื่อเปิดดำเนินการแล้วจะทำให้ offtake agreements ทั้งกับ Nike และ Taro Plast เริ่มสร้างรายได้จริงได้
บริษัทระบุว่ากำลังพัฒนากลยุทธ์ modular construction คือผลิตโมดูลโรงงานในประเทศที่ต้นทุนต่ำแล้วขนส่งไปประกอบในแต่ละประเทศ ซึ่งจะช่วยลดเงินลงทุนและเวลาก่อสร้างของโรงงานรุ่นต่อๆ ไป รวมถึงอาจสร้างรายได้อีกช่องทางจากการเป็นผู้ประสานงานกระบวนการนี้ด้วยครับ ในยุโรป LOOP มีสิทธิ์เพิ่มสัดส่วนใน Infinite Loop Europe ได้ถึง 50% หากผูกพันเงินทุนในแต่ละโครงการครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ไตรมาสแรกปีงบ 2027 (สิ้นสุด 31 พฤษภาคม 2026) รายได้อยู่ที่ $179,000 มาจากค่าบริการวิศวกรรมให้ India JV เท่านั้น ขาดทุนสุทธิ $3.39 ล้าน ลดลงเล็กน้อยจาก $3.45 ล้านในไตรมาสเดียวกันปีก่อน gross margin ของ services segment เป็นศูนย์เพราะ cost of services ($179,000) เท่ากับรายได้พอดีครับ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงิน
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ LOOP →