Mckesson (MCK) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
McKesson (MCK) พูดง่ายๆ คือ "คนกลางด้านสุขภาพ" ที่ใหญ่มากครับ บริษัทไม่ได้ผลิตยาเอง แต่ทำหน้าที่รับยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพจากผู้ผลิต แล้วกระจายไปให้ร้านยา โรงพยาบาล คลินิก และผู้ให้บริการด้านสุขภาพทั่วสหรัฐอเมริกาและแคนาดา นอกจากนั้นยังมีธุรกิจเทคโนโลยีและบริการที่ช่วยให้คนไข้เข้าถึงยาได้ง่ายขึ้นและถูกลงด้วย
บริษัทแบ่งเป็น 4 กลุ่มธุรกิจหลักครับ กลุ่มแรกคือ North American Pharmaceutical ซึ่งเป็นแกนหลัก ทำการกระจายยาแบบครบวงจรในสหรัฐฯ และแคนาดา ทั้งยาแบรนด์ ยาสามัญ ยาเฉพาะทาง และยาชีววัตถุ กลุ่มที่สองคือ Oncology & Multispecialty ที่เน้นเรื่องมะเร็งและดูแลสุขภาพเฉพาะทาง รวมถึงบริหารคลินิกมะเร็งชุมชน ตลอดจนบริการด้านจักษุวิทยา (ผ่าน PRISM Vision) กลุ่มที่สามคือ Prescription Technology Solutions (RxTS) ที่เชื่อมต่อระบบนิเวศด้านยา เช่น การขอใบอนุมัติยา ความโปร่งใสด้านราคา และโลจิสติกส์ยาให้บริษัทยา และกลุ่มสุดท้ายคือ Medical-Surgical Solutions ที่กระจายอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้คลินิกและสถานพยาบาลนอกโรงพยาบาล — แต่ตอนนี้บริษัทประกาศแล้วว่าจะแยกกลุ่มนี้ออกไปเป็นบริษัทอิสระครับ
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
รายได้หลักก้อนใหญ่มากมาจากการกระจายยาในกลุ่ม North American Pharmaceutical ครับ ซึ่งวัดขนาดได้จากตัวเลขรายได้รวม 9 เดือน (เมษา–ธันวา 2568) อยู่ที่ประมาณ 307,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน ตัวเลขนี้ใหญ่มากเพราะการกระจายยาคือธุรกิจ volume สูง มีมาร์จิ้นต่อหน่วยน้อยมาก — gross margin รวมบริษัทอยู่แค่ประมาณ 3.4–3.5% เท่านั้น แต่เมื่อคูณกับปริมาณมหาศาล กำไรขั้นต้นก็ยังได้ถึงหลักหมื่นล้านดอลลาร์
กลไกที่สำคัญอีกอย่างคือ McKesson ได้รับส่วนลดและเงิน rebate จากผู้ผลิตยา ซึ่งนับเป็นการลดต้นทุนสินค้า และรับรู้ตอนที่ขายสินค้าไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีรายได้จากบริการเทคโนโลยี (RxTS) และบริการบริหารคลินิกมะเร็ง (Oncology) ซึ่งมีมาร์จิ้นสูงกว่า และเป็นส่วนที่บริษัทกำลังขยายอย่างจริงจังครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งแรกสุดของ McKesson คือขนาดและเครือข่ายที่สร้างมาหลายสิบปีครับ การที่คุณจะกระจายยาให้ร้านยาและโรงพยาบาลทั่วสหรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องใช้ศูนย์กระจายสินค้า ระบบโลจิสติกส์ และความสัมพันธ์กับผู้ผลิตที่สะสมมานาน ยิ่งมีปริมาณมาก ยิ่งต่อรองราคากับผู้ผลิตได้ดีขึ้น ทำให้คู่แข่งรายใหม่เข้ามาสู้ได้ยาก
กลุ่ม Oncology & Multispecialty เป็นจุดแข็งที่กำลังเติบโตครับ McKesson บริหารหนึ่งในเครือข่ายคลินิกมะเร็งชุมชนที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ และมีเทคโนโลยี Ontada กับสถาบันวิจัย Sarah Cannon Research Institute ที่ช่วยสนับสนุนข้อมูลและงานวิจัย ทำให้ไม่ได้แค่กระจายยา แต่ยังมีฐานข้อมูลและความสัมพันธ์ลึกกับผู้ให้บริการทางการแพทย์ด้วย
ด้าน RxTS ก็มีจุดแข็งตรงที่เชื่อมต่อหลายฝ่ายในระบบนิเวศยาพร้อมกัน ทั้งคนไข้ ร้านยา แพทย์ บริษัทประกัน และบริษัทยา ยิ่งมีคนใช้มาก ระบบก็ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นตามครับ
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ลูกค้ารายใหญ่สุดคือ CVS Health ที่สร้างรายได้ให้ McKesson ถึงประมาณ 24% ของรายได้รวมทั้งหมด และยังคิดเป็นประมาณ 21% ของลูกหนี้การค้า ณ สิ้น fiscal 2026 ครับ นอกจากนั้นยังมีลูกค้าใหญ่อีก 2 รายที่แต่ละรายมีสัดส่วน 11% และ 10% ตามลำดับ รวม 10 รายใหญ่สุด (รวม GPO) คิดเป็น 73% ของรายได้รวม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าฐานลูกค้ากระจุกตัวพอสมควร
กลุ่ม GPO (Group Purchasing Organizations) ก็เป็นช่องทางสำคัญครับ เพราะ GPO ทำหน้าที่รวบรวมความต้องการซื้อของโรงพยาบาล ร้านยา และผู้ให้บริการสุขภาพหลายร้อยแห่ง แล้วมาซื้อผ่าน McKesson ทีเดียว ซึ่งในกรณีนี้ลูกหนี้จะกระจายไปยังสมาชิกแต่ละรายไม่ใช่กับ GPO โดยตรง
ด้านการเข้าซื้อกิจการล่าสุด McKesson ซื้อ PRISM Vision (จักษุวิทยา) ในราคา 875 ล้านดอลลาร์ และ Core Ventures (ระบบบริหารคลินิกมะเร็ง FCS) ในราคา 2,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งทั้งคู่เข้ามาอยู่ในกลุ่ม Oncology & Multispecialty ครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงแรกที่เด่นชัดที่สุดคือ การกระจุกตัวของลูกค้า ครับ ลูกค้ารายเดียวอย่าง CVS คิดเป็น 24% ของรายได้ ถ้าวันหนึ่ง CVS ตัดสินใจเปลี่ยนซัพพลายเออร์หรือลดปริมาณสั่งซื้อ ผลกระทบต่อ McKesson จะรุนแรงมากครับ กรณีที่เห็นจริงๆ คือ Rite Aid ที่ล้มละลายในปี 2566 ทำให้ McKesson ต้องตัดหนี้สูญถึง 725 ล้านดอลลาร์ในปีนั้น
ความเสี่ยงที่สองคือ การเมืองและกฎระเบียบ บริษัทระบุว่าอุตสาหกรรมนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวด และการเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐ — ทั้งด้านการเบิกจ่าย Medicare/Medicaid หรือกฎหมายด้านยา — อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังคาดการณ์ผลลัพธ์ที่ชัดเจนไม่ได้
ความเสี่ยงที่สามคือ เรื่อง opioid และคดีความ McKesson ยังมีภาระค่าใช้จ่ายจากการระงับข้อพิพาทเรื่อง opioid อยู่ แม้ปีล่าสุด (9 เดือน สิ้น ธ.ค. 2568) จะไม่มี claims and litigation charges ที่มีนัยสำคัญก็ตาม แต่ประวัติที่ผ่านมาแสดงว่าตัวเลขนี้สามารถผันผวนได้มาก
ความเสี่ยงที่สี่คือ margin บาง gross margin แค่ 3.4% หมายความว่าถ้าต้นทุนปรับเปลี่ยนนิดเดียว หรือลูกค้ารายใหญ่ต่อรองราคาเพิ่ม กำไรจะได้รับผลทันทีครับ นอกจากนี้การบัญชีแบบ LIFO ที่บริษัทใช้ทำให้ผลกำไรผันผวนตามทิศทางราคายา — ปี 2569 ได้ LIFO credit 210 ล้านดอลลาร์เพราะราคายาแบรนด์ลดลง แต่ปี 2568 กลับเป็น LIFO charge 82 ล้านดอลลาร์แทน
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
ทิศทางที่ชัดเจนที่สุดจากข้อมูลใน filing คือ McKesson กำลัง ขยายธุรกิจ Oncology อย่างจริงจัง ครับ การซื้อ Core Ventures ในราคา 2,500 ล้านดอลลาร์ภายในปีนี้ และ PRISM Vision อีก 875 ล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่าบริษัทต้องการเป็นมากกว่าผู้กระจายยา แต่จะเป็นผู้บริหารและสนับสนุนเครือข่ายคลินิกเฉพาะทางด้วย
อีกทิศทางหนึ่งคือ การแยก Medical-Surgical Solutions ออกเป็นบริษัทอิสระ ซึ่งบริษัทประกาศเจตนานี้เมื่อ 8 พฤษภาคม 2568 ครับ ถ้าทำสำเร็จ McKesson ที่เหลือจะเน้นหนักที่ยาและ oncology มากขึ้น ส่วน Norway ก็ขายออกไปแล้วในเดือนมกราคม 2569 แสดงให้เห็นว่าบริษัทกำลัง simplify โครงสร้างและโฟกัสกับธุรกิจหลักในอเมริกาเหนือ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
สำหรับ 9 เดือนแรกของ fiscal 2026 (เมษา–ธันวา 2568) รายได้โตขึ้น 15% อยู่ที่ 307,000 ล้านดอลลาร์ กำไรสุทธิที่เป็นของ McKesson โตถึง 51% และ diluted EPS พุ่งขึ้น 57% จาก $15.80 เป็น $24.73 ส่วน gross margin อยู่ที่ประมาณ 3.4% ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
เริ่มเลย →