คุณพ่อนักลงทุน
คุณพ่อนักลงทุนรีวิวหุ้นแบบเจ้าของธุรกิจ
📈 NASDAQ : NVO

Novo Nordisk A S (NVO) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที

สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง

📄 อ้างอิง: แบบ 10-K (ยื่น 2026-02-04) · ข้อมูลจาก SEC EDGAR (public domain)

🏢 ทำธุรกิจอะไร

Novo Nordisk (NVO) คือบริษัทยาสัญชาติเดนมาร์กที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1923 และมีรากธุรกิจหลักอยู่ที่ ยารักษาโรคเบาหวาน ตั้งแต่วันแรกที่เปิดบริษัท ครับ

ปัจจุบันบริษัทแบ่งธุรกิจออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ (1) Obesity and Diabetes care — ครอบคลุมยาฉีดและยากินสำหรับโรคอ้วนและเบาหวาน และ (2) Rare disease — ยาสำหรับโรคหายากอย่างฮอร์โมนการเติบโตและโรคฮีโมฟีเลีย บริษัทดำเนินงานใน 80 กว่าประเทศ มีพนักงานกว่า 69,500 คน และขายสินค้าในราว 170 ประเทศทั่วโลก

สินค้าที่ทุกคนคุ้นหูมากที่สุดในตอนนี้คือ Ozempic® (ยาฉีดรักษาเบาหวานชนิด type 2) และ Wegovy® (ยาฉีดลดน้ำหนัก) ทั้งสองตัวนี้อยู่ในกลุ่ม GLP-1 receptor agonist ซึ่งเป็นกลไกการรักษาที่กำลังเติบโตสูงมากในตลาดโลกครับ

💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน

พูดง่ายๆ คือ เงินส่วนใหญ่มาจากการขายยากลุ่ม GLP-1 ครับ ซึ่งตอนนี้เป็นเส้นเลือดใหญ่ของบริษัทเลย

ดูตัวเลขปี 2025 จะเห็นภาพชัดครับ

- Ozempic® (ยาฉีดเบาหวาน) ทำรายได้สูงสุด DKK 127,089 ล้าน — ในนี้มาจากสหรัฐฯ DKK 88,467 ล้าน ส่วนที่เหลือจากทั่วโลก
- Wegovy® (ยาฉีดลดน้ำหนัก) รายได้ DKK 79,106 ล้าน โดยเติบโต 36% จากปีก่อน สหรัฐฯ คิดเป็น DKK 51,015 ล้าน
- Rybelsus® (ยากินเบาหวาน รูปแบบเม็ด) รายได้ DKK 22,093 ล้าน
- Saxenda® (ยาฉีดลดน้ำหนักรุ่นเก่า) รายได้ DKK 3,241 ล้าน
- Victoza® (ยาฉีดเบาหวานรุ่นเก่า) รายได้ DKK 3,020 ล้าน ลดลงจาก DKK 5,482 ล้านในปี 2024 เพราะสิทธิบัตรหมดและเริ่มมียาสามัญเข้าตลาด

รายได้กระจุกตัวที่สหรัฐฯ เป็นหลัก แล้วตามด้วย EUCAN (ยุโรป+แคนาดา), China, และตลาด Emerging Markets ครับ สัดส่วนนี้สำคัญมาก เพราะหมายความว่านโยบายราคายาในสหรัฐฯ มีผลโดยตรงต่อรายได้รวมของบริษัท

🏰 จุดแข็งของธุรกิจ

จุดแข็งที่เห็นชัดที่สุดคือ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่สะสมมากว่า 100 ปี ในด้านยาเบาหวานและ GLP-1 ครับ Novo Nordisk ไม่ได้เพิ่งเข้ามาในตลาดนี้ แต่สร้างองค์ความรู้และโครงสร้างการผลิตมาตั้งแต่ต้น

ในแง่กฎหมาย สิทธิบัตรสารประกอบ semaglutide (ตัวยาหลักใน Ozempic® / Rybelsus® / Wegovy®) ใน สหรัฐฯ ยังคุ้มครองถึงปี 2032 ครับ ล่าสุดศาลสูงสุดจีนยังยืนยันความถูกต้องของสิทธิบัตรนี้ในจีนเมื่อเดือนธันวาคม 2025 ด้วย นี่คือเวลาที่บริษัทมีเพื่อสร้างรายได้และพัฒนาสินค้ารุ่นต่อไปก่อนที่คู่แข่งจะเข้ามาได้

นอกจากนี้ ชื่อเสียงของ Ozempic® และ Wegovy® ในฐานะสินค้าที่ผู้ป่วยและแพทย์รู้จักดี รวมถึงโครงสร้างการกระจายสินค้าใน 170 ประเทศ ก็เป็นสิ่งที่ใช้เวลาสร้างนานและทำซ้ำได้ยากครับ

🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก

ลูกค้าของ Novo Nordisk คือ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคอ้วน และโรคหายาก ซึ่งส่วนใหญ่เข้าถึงยาผ่านระบบประกันสุขภาพและระบบสาธารณสุขในแต่ละประเทศครับ ไม่ใช่การขายตรงให้คนไข้เป็นหลัก

ในสหรัฐฯ บริษัทต้องทำงานร่วมกับ pharmacy benefit managers (PBMs) ซึ่งเป็นตัวกลางที่เจรจาต่อรองราคายากับบริษัทผู้ผลิตเพื่อให้ประกันสุขภาพครอบคลุมยาได้ ฝั่งนโยบายรัฐบาล บริษัทได้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลสหรัฐฯ เรื่อง Medicare Part D สำหรับ semaglutide ซึ่งราคาที่เจรจาได้จะมีผลบังคับใช้ในปี 2027

ด้านการจัดจำหน่าย บริษัทใช้ทั้งบริษัทย่อยในแต่ละประเทศ ตัวแทนจำหน่าย และตัวแทนอิสระ ครอบคลุมภูมิภาค US Operations, EUCAN, Emerging Markets, APAC และ China

⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้

ความเสี่ยงด้านการแข่งขัน — ชัดเจนมากครับ ช่วงต้นปี 2025 Wegovy® เสียอันดับหนึ่งตลาดยาลดน้ำหนักในสหรัฐฯ ให้คู่แข่ง และในระหว่างปี 2025 Ozempic® ก็เสียอันดับหนึ่งตลาด GLP-1 เบาหวานในสหรัฐฯ เช่นกัน แม้บริษัทจะโตในแง่รายได้ แต่ส่วนแบ่งตลาดเชิงปริมาณกำลังถูกกัดกร่อน

ความเสี่ยงด้านราคาและนโยบายรัฐ — สินค้าหลักอย่าง Ozempic®, Rybelsus® และ Wegovy® อยู่ในรายชื่อที่ถูกเจรจาราคาภายใต้ Inflation Reduction Act ซึ่งราคาใหม่จะมีผลในปี 2027 ส่วนตลาดอื่นๆ ทั่วโลกก็มักมีการควบคุมหรืออุดหนุนราคายาอยู่แล้ว

ความเสี่ยงเรื่องสิทธิบัตรและยาสามัญ — Victoza® และ Saxenda® สิทธิบัตรหมดแล้ว มียาสามัญเข้าตลาดแล้วด้วย รายได้ทั้งสองตัวนี้จึงหดลงชัดเจน สิทธิบัตร semaglutide ในสหรัฐฯ หมดปี 2032 — เวลาประมาณ 7 ปีนับจากนี้ที่บริษัทต้องเร่งพัฒนาสินค้าใหม่ให้ทัน นอกจากนี้ยังมีผู้ผลิตหลายรายยื่นขอ ANDA เพื่อผลิตยาสามัญก่อนสิทธิบัตรหมด ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างต่อสู้คดีหลายคดีครับ

ความเสี่ยงเรื่อง compounding — ร้านยาที่ผสมยาเองในสหรัฐฯ ได้ผลิต "ยาเลียนแบบ" GLP-1 ในช่วงที่ยาขาดตลาด แม้ตอนนี้ยาจะไม่ขาดตลาดแล้ว แต่การ compounding ยังดำเนินต่ออย่างผิดกฎหมาย บริษัทกำลังดำเนินการทางกฎหมายอยู่

ความเสี่ยงในองค์กร — ปี 2025 เป็นปีที่ปั่นป่วนภายในครับ มีการเปลี่ยน CEO ในเดือนสิงหาคม มีการปรับองค์กรครั้งใหญ่และปลดพนักงานประมาณ 9,000 คน และมีการเลือกตั้งคณะกรรมการบอร์ดชุดใหม่ในเดือนพฤศจิกายน

ความเสี่ยง IT และไซเบอร์ — บริษัทระบุว่าระบบ IT ครอบคลุมงานตั้งแต่ R&D ไปจนถึงการผลิตและการขาย หากถูกโจมตีทางไซเบอร์อาจกระทบการดำเนินงานและข้อมูลผู้ป่วยได้โดยตรง

ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศและสภาพแวดล้อม — โรงงานผลิตในนอร์ทแคโรไลนาและอินดีแอนา สหรัฐฯ เสี่ยงต่อพายุทอร์นาโดและเฮอริเคน โรงงานที่ญี่ปุ่นเสี่ยงแผ่นดินไหว และโรงงานที่เทียนจิน จีน อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นครับ

🚀 อนาคตจะไปทางไหน

บริษัทระบุว่ากำลังเร่งขยายตลาด obesity ต่อเนื่องครับ Wegovy® เปิดตัวไปแล้วในสหรัฐฯ และกว่า 50 ประเทศ และในไตรมาสแรกของปี 2026 ก็เพิ่งเริ่มวางขาย Wegovy® Pill ซึ่งเป็นรูปแบบเม็ดกินครั้งแรกของสินค้าตัวนี้

ด้านการซื้อกิจการ บริษัทระบุว่าได้เข้าซื้อ Akero Therapeutics ในเดือนธันวาคม 2025 ด้วยมูลค่าราว 4.7 พันล้านดอลลาร์ พร้อมสิทธิ์รับเงินเพิ่มอีก 0.5 พันล้านดอลลาร์หากได้รับการอนุมัติจาก FDA สำหรับยา EFX ซึ่งรักษาโรค MASH (ไขมันสะสมในตับชนิดรุนแรง) นี่แสดงให้เห็นว่าบริษัทกำลังขยายออกนอก GLP-1 ในระยะยาวครับ

บริษัทยังระบุว่ามีข้อตกลงกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในโครงการ "Most Favoured Nations" เพื่อให้ผู้ป่วย Medicare/Medicaid เข้าถึง Wegovy® และ Ozempic® ได้กว้างขึ้นในราคาต่ำลง คาดเริ่มกลางปี 2026 ซึ่งอาจขยายฐานผู้ใช้ แม้อาจกดราคาเฉลี่ยต่อหน่วยลงบ้างครับ

📈 ผลล่าสุดสั้นๆ

ปี 2025 รายได้รวมจากกลุ่ม Obesity care อยู่ที่ DKK 82,347 ล้าน เพิ่มขึ้นจาก DKK 65,146 ล้านในปี 2024 โดย Wegovy® โตแรง 36% และ Ozempic® ยังเป็นสินค้าทำรายได้สูงสุดของบริษัทที่กว่า DKK 127,000 ล้าน — ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ

🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?

📑 อ่านผลประกอบการบริษัท 10-K / 10-Q (ภาษาไทย)
🎓 AI คุณพ่อนักลงทุน เจาะลึกหุ้นรายตัว [PRO]
🔔 แจ้งเตือนแนวรับ-แนวต้าน / Stage Analysis

 

เริ่มเลย →