คุณพ่อนักลงทุน
คุณพ่อนักลงทุนรีวิวหุ้นแบบเจ้าของธุรกิจ
📈 OII

Oceaneering International (OII) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที

สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง

📄 อ้างอิง: แบบ 10-K (ยื่น 2026-02-20) และ 10-Q (ยื่น 2026-10-22) · ข้อมูลจาก SEC EDGAR (public domain)

🏢 ทำธุรกิจอะไร

พูดง่ายๆ คือ Oceaneering ทำงานใต้ทะเลให้บริษัทพลังงานที่ขุดน้ำมันและก๊าซนอกชายฝั่งเป็นหลักครับ บริษัทระบุว่าตัวเองเป็นหนึ่งในผู้รับจ้างงานใต้น้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกครับ ธุรกิจแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ Energy ซึ่งมีสี่ส่วนงานย่อย และ Aerospace and Defense Technologies (ADTech) ที่ทำงานให้หน่วยงานรัฐของสหรัฐฯ ด้านกลาโหมและอวกาศครับ

- Subsea Robotics คือธุรกิจ ROV (work-class remotely operated vehicles) ซึ่งเป็นยานดำน้ำที่ควบคุมจากผิวน้ำ ใช้ทำงานสนับสนุนการเจาะ การติดตั้งอุปกรณ์ใต้ทะเล และการตรวจสอบท่อ บริษัทระบุว่ามีกองเรือ ROV 250 ลำ และเป็นส่วนที่ทำกำไรจากการดำเนินงานมากที่สุดในกลุ่ม Energy ครับ นอกจากนี้ยังมี ROV tooling และงานสำรวจด้วยยานใต้น้ำอัตโนมัติ เช่น Freedom และบริการ C-Nav สำหรับการนำทางแบบความแม่นยำสูงครับ
- Manufactured Products ผลิตและขายอุปกรณ์ที่ใช้กับบ่อใต้ทะเล เช่น subsea umbilicals (สายควบคุมใต้ทะเล), clamp connectors และ subsea control valves โรงงานอยู่ในสหรัฐฯ สกอตแลนด์ และบราซิลครับ อีกส่วนคือ autonomous mobile robotic technology ที่ขายให้โรงงาน คลังสินค้า และงานด้านสุขภาพครับ
- Offshore Projects Group (OPG) รับงานโครงการใต้ทะเลแบบครบวงจร ตั้งแต่ติดตั้ง ซ่อมบำรุง ไปจนถึงรื้อถอนแท่นเก่า โดยใช้เรือของตัวเองสองลำและเรือเช่าอีกห้าลำที่ควบคุมตำแหน่งด้วยระบบ thruster ครับ ส่วนนี้ทำงานหลักในอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ และแอฟริกาตะวันตกครับ
- Integrity Management & Digital Solutions (IMDS) ให้บริการตรวจสอบความสมบูรณ์ของโครงสร้าง การป้องกันการกัดกร่อน และการตรวจสอบแบบ nondestructive testing ให้ลูกค้าน้ำมัน ก๊าซ ผลิตไฟฟ้า และปิโตรเคมี พร้อมขายซอฟต์แวร์และโซลูชันดิจิทัลสำหรับภาคพลังงานด้วยครับ

ส่วน ADTech ทำวิศวกรรมและการผลิตสำหรับงานกลาโหมและการสำรวจอวกาศ ส่วนใหญ่ขายให้หน่วยงานรัฐสหรัฐฯ และผู้รับเหมาหลักของรัฐครับ บริษัทบอกว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ต่อยอดมาจากความรู้ที่สั่งสมจากการทำงานใต้ทะเลมานาน และในปี 2024 บริษัทซื้อ Global Design Innovation Ltd. (GDi) จากสหราชอาณาจักรราว 33 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมงานดิจิทัลและซอฟต์แวร์ครับ

💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน

รายได้ก้อนใหญ่ที่สุดมาจาก Subsea Robotics ครับ ปี 2025 ทำได้ 855 ล้านดอลลาร์ หรือ 31% ของรายได้รวม ตามด้วย Manufactured Products ที่ 569 ล้านดอลลาร์ หรือ 20% ครับ ในไตรมาส 3 ปี 2026 ส่วน Subsea Robotics ทำรายได้ 233 ล้านดอลลาร์ และมีกำไรจากการดำเนินงานราว 32% ของรายได้ ซึ่งเป็นอัตรากำไรที่สูงที่สุดในกลุ่มครับ

รายได้ของ ROV ไม่ได้มาจากการขายตัวเครื่องโดยตรงครับ แต่มาจากการเอาเรือ ROV ไปทำงานให้ลูกค้าเป็นวัน คิดค่าบริการตามจำนวนวันที่ใช้งานจริง ตัวเลขสำคัญจึงเป็น utilization บริษัทระบุว่าไตรมาส 3 ปี 2026 อยู่ที่ 65% เท่ากับปีก่อน และเก้าเดือนแรกอยู่ที่ 64% เทียบกับ 66% ของปีก่อนครับ แปลว่ารายได้ยังขึ้นได้จากราคาเฉลี่ยต่อวันที่ดีขึ้น แม้จำนวนวันใช้งานจะลดลงครับ

ฝั่งงานโครงการ OPG และ IMDS รับเป็นสัญญาเป็นช่วงๆ ตามโปรเจกต์ของลูกค้า ทำให้รายได้ขึ้นลงตามฤดูกาลและจังหวะงานได้ครับ เช่น OPG ในอ่าวเม็กซิโกจะคึกคักในไตรมาส 2 และ 3 มากกว่าช่วงอื่นของปีครับ

🏰 จุดแข็งของธุรกิจ

จุดแข็งแรกคือขนาดกองเรือและความเชี่ยวชาญด้าน ROV ครับ บริษัทระบุว่าตัวเองมีกองเรือ work-class ROV ใหญ่ที่สุดในโลก และประเมินว่ามีส่วนแบ่งราว 60% ของตลาดบริการ ROV สนับสนุนการเจาะจากแท่นเจาะลอยน้ำที่มีสัญญาอยู่ 136 แท่น ณ สิ้นปี 2025 ครับ ขนาดแบบนี้ทำให้ลูกค้าคุ้นกับระบบและลดความเสี่ยงในการเปลี่ยนผู้ให้บริการได้ครับ

จุดแข็งที่สองคือการพัฒนาอุปกรณ์รุ่นใหม่ที่ลดต้นทุนและการใช้คน ตัวอย่างเช่น Liberty ซึ่งเป็นระบบ E-ROV ที่ใช้แบตเตอรี่ ไม่ต้องมีเรือรอสแตนด์บายตลอดเวลา และลดการขนคนขึ้นลงเรือกับแท่นครับ บริษัทบอกว่าช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการผลิตนอกชายฝั่งได้ด้วยครับ ส่วน Freedom เป็นยานลูกผสมระหว่าง AUV กับ ROV ที่ทำงานสำรวจและซ่อมได้โดยไม่ต้องมีนักบินคุมตลอดเวลาครับ

จุดแข็งที่สามคือการคุมโครงสร้างต้นทุนให้ทำกำไรได้สม่ำเสมอ ในช่วงเก้าเดือนแรกปี 2026 บริษัททำกำไรสุทธิ 152 ล้านดอลลาร์ และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานอยู่ที่ 159 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าปีก่อนที่ 98 ล้านดอลลาร์ครับ ถ้าเราเป็นเจ้าของธุรกิจ นี่คือสัญญาณว่าเงินเข้าจริงไม่ได้พึ่งแค่ตัวเลขบนกระดาษครับ

🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก

ลูกค้าหลักคือบริษัทน้ำมันและก๊าซที่ทำงานนอกชายฝั่งครับ ในรายงานระบุพื้นที่ทำงานหลักคืออ่าวเม็กซิโกของสหรัฐฯ ยุโรป กายอานา แอฟริกาตะวันตก และตะวันออกกลางครับ ฝั่ง ADTech ลูกค้าหลักคือหน่วยงานรัฐสหรัฐฯ และผู้รับเหมาหลักของรัฐครับ

พาร์ทเนอร์ที่สำคัญคือเจ้าของเรือที่บริษัทเช่ามาใช้งานครับ OPG มีเรือ dynamically positioned ที่เป็นของตัวเองสองลำ และเช่าระยะยาวห้าลำ โดยสัญญาเช่าทยอยหมดอายุตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2027 ถึงไตรมาส 1 ปี 2029 ครับ นอกจากนี้ยังมีลูกค้าที่เป็นผู้ผลิตและซื้ออุปกรณ์ เช่น Manufactured Products ที่ขายให้โครงการใต้ทะเลของบริษัทพลังงานครับ

⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้

- ความผันผวนของอุตสาหกรรมน้ำมัน: รายได้ส่วนใหญ่มาจากงานนอกชายฝั่งซึ่งเป็นวงจรขึ้นลงตามราคาน้ำมันและก๊าซ บริษัทระบุว่าความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายการเจาะในอ่าวเม็กซิโกก็ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามครับ
- การเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือก: บริษัทระบุว่าการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนอาจลดความต้องการน้ำมันและก๊าซในระยะยาวได้ ซึ่งกระทบความต้องการบริการของ Energy โดยตรงครับ
- การพึ่งรายได้จากต่างประเทศ: ประมาณ 55% ของรายได้ปี 2025 หรือราว 1.5 พันล้านดอลลาร์มาจากต่างประเทศ ความเสี่ยงจึงรวมถึงค่าเงิน ภาษี การถูกเปลี่ยนแปลงสัญญา และการเมืองในประเทศปลายทางครับ
- ความไม่แน่นอนของ backlog: ลูกค้ายกเลิกหรือเลื่อนงานได้ และสัญญา ROV หลายฉบับมีเงื่อนไขยกเลิกแจ้งล่วงหน้า 30 วันครับ ดังนั้นตัวเลขงานค้างไม่ได้การันตีรายได้ทั้งหมดครับ
- Manufactured Products: backlog ณ 30 กันยายน 2026 อยู่ที่ 435 ล้านดอลลาร์ ลดจาก 568 ล้านดอลลาร์ปีก่อน และ book-to-bill ย่อลงเหลือ 0.77 บริษัทบอกว่าเป็นเรื่องจังหวะการรับงาน แต่ก็ต้องจับตาครับ
- ตะวันออกกลางและ IMDS: บริษัทระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางกระทบผลของ IMDS ในเก้าเดือนแรก โดยกำไรจากการดำเนินงานลดเหลือ 1.9 ล้านดอลลาร์ครับ
- ADTech: มีค่าใช้จ่ายครั้งเดียว 6.8 ล้านดอลลาร์จากข้อตกลงเบื้องต้นกับลูกค้าในข้อพิพาทสัญญา โดยหักการคืนค่าใช้จ่ายเก่า 1.3 ล้านดอลลาร์ออกแล้วครับ
- ต้นทุนและการใช้งานเรือ: บริษัทระบุว่าต้นทุนและความพร้อมของเรือเช่าเป็นปัจจัยที่ต้องคุมอยู่ตลอดครับ
- ภาษีและหนี้: บริษัทคาดว่าจ่ายภาษีเงินได้ปี 2026 อยู่ที่ราว 95–105 ล้านดอลลาร์ และหนี้หลักคือ senior notes 500 ล้านดอลลาร์ที่ครบกำหนดปี 2034 ครับ

🚀 อนาคตจะไปทางไหน

บริษัทระบุว่าจะเดินหน้าซื้อกิจการเพิ่มเมื่อมีโอกาส เพื่อเสริมตำแหน่งในตลาดหรือขยายสายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องครับ ทิศทางการลงทุนที่บริษัทพูดถึงมีทั้ง aerospace and defense, digital asset management, energy transition และ mobility solutions ครับ

บริษัทระบุว่ากำลังมองโอกาสใหม่ในงาน integrity management, survey services, mobile robotics, offshore wind installations และพลังงานสะอาดอื่นๆ รวมถึงนิวเคลียร์ครับ ส่วนงบลงทุนเพื่อการดำเนินงาน (organic capex) สำหรับปี 2026 อยู่ที่ราว 105–115 ล้านดอลลาร์ ซึ่งบริษัทบอกว่าจะใช้เงินสดที่มีอยู่ครับ ระหว่างนี้บริษัทยังทยอยติดตั้งระบบ ERP ใหม่ด้วย ซึ่งทำให้มีดอกเบี้ยที่ถูกนำไปรวมเป็นต้นทุนโครงการครับ

📈 ผลล่าสุดสั้นๆ

ไตรมาส 3 ปี 2026 รายได้โต 6% เป็น 785 ล้านดอลลาร์ และกำไรจากการดำเนินงานโต 7% ไปอยู่ที่ราว 12% ของรายได้ครับ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ

🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?

📑 อ่านผลประกอบการบริษัท 10-K / 10-Q (ภาษาไทย)
🎓 AI คุณพ่อนักลงทุน เจาะลึกหุ้นรายตัว [PRO]
🔔 แจ้งเตือนแนวรับ-แนวต้าน / Stage Analysis

 

ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ OII →