Oil States International (OIS) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
Oil States ขายทั้งสินค้าที่ผลิตเองและบริการ ให้ลูกค้าในกลุ่มพลังงาน กลาโหม และอุตสาหกรรมครับ ลูกค้าหลักคือ national oil companies, major และ independent oil and natural gas companies, offshore drilling companies และบริษัท oilfield service รวมถึงลูกค้าด้านกลาโหมและอุตสาหกรรม การทำงานแบ่งเป็น 3 segment ครับ
Segment แรกคือ Offshore Manufactured Products ผลิตอุปกรณ์วิศวกรรมขั้นสูงสำหรับระบบผลิตและสิ่งอำนวยความสะดวกนอกชายฝั่ง ที่ใช้มากในพื้นที่ deepwater producing regions สินค้าที่เอกสารระบุชื่อไว้ เช่น FlexJoint, advanced connector systems, high-pressure riser systems, managed pressure drilling systems, compact valves, deepwater mooring systems, cranes และ subsea pipeline products นอกจากนี้ยังมีสินค้าใหม่สำหรับลูกค้าที่ไม่ใช่น้ำมันและก๊าซ เช่น subsea mineral gathering systems, offshore wind designs, geothermal products และ valves กับ sound and vibration dampening products สำหรับ naval military applications ครับ segment นี้ดำเนินงานมาเกิน 80 ปีแล้ว
Segment ที่สองคือ Completion and Production Services ให้บริการในสหรัฐฯ (รวม Gulf of America) และต่างประเทศ โดยหลักๆ คือให้เช่าอุปกรณ์และส่งทีมงานไปช่วยงาน completion และการเริ่มผลิตของบ่อใหม่หรือบ่อที่ทำใหม่ครับ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาบริษัททยอยออกจากธุรกิจบริการบนบก (U.S. land) ส่วนใหญ่แล้ว
Segment ที่สามคือ Downhole Technologies ผลิตและขายสินค้าสิ้นเปลืองทางวิศวกรรมสำหรับงาน completion, intervention, wireline และ well abandonment เช่น perforation systems, frac plugs, toe valves, setting tools และ bridge plugs ครับ ลูกค้าคือทั้งบริษัทบริการขุดเจาะและบริษัทผู้ผลิต (E&P) ที่ทำ hydraulic fracturing ในบ่อแนวนอน
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
ตัวเลขใหญ่สุดคือ Offshore Manufactured Products ที่คิดเป็น 64% ของรายได้รวมปี 2025 (ปี 2024 อยู่ที่ 57%) ครับ ในจำนวนนี้ประมาณ 91% เป็นงาน project-driven คือลูกค้าลงทุนเป็นโครงการ เช่น การสำรวจและเจาะพัฒนา การวางโครงสร้างผลิตนอกชายฝั่งใหม่ งานต่อและซ่อมท่อใต้ทะเล และการอัปเกรดอุปกรณ์บนแท่นเจาะเดิม โครงการพวกนี้มีมูลค่าสูงแต่รับรู้รายได้เป็นช่วงๆ ตามความคืบหน้า ส่วนที่เหลือคือ military and other products ซึ่งไตรมาส 2 ปี 2026 ทำได้ 8.4 ล้านดอลลาร์ครับ
ไตรมาส 2 ปี 2026 รายได้รวม 156.7 ล้านดอลลาร์ แบ่งเป็น Offshore 92.7 ล้าน, Completion and Production Services 24.3 ล้าน และ Downhole Technologies 39.7 ล้านครับ ที่น่าสนใจคือ Downhole เป็นตัวที่โตแรงสุดในไตรมาสนี้ คือเพิ่มขึ้น 35% จากสินค้าใหม่ที่เปิดตัว ส่วนมิติทางภูมิศาสตร์ ไตรมาส 2 ปี 2026 ลูกค้าต่างประเทศและนอกชายฝั่งคิดเป็น 71% ของรายได้ ที่เหลือ 29% มาจากสหรัฐฯ บนบกครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งแรกคือเทคโนโลยีในงาน offshore ครับ บริษัทระบุว่าสินค้าเป็นแบบ technology-driven และ highly-engineered โดยเฉพาะ FlexJoint และ connector กับ valve ที่มีสิทธิบัตรบางส่วน ซึ่งเป็นสินค้าที่ลูกค้าต้องใช้ในงานนอกชายฝั่งที่ซับซ้อน ทำให้การเปลี่ยนผู้ขายไม่ใช่เรื่องง่ายนักครับ
จุดแข็งที่สองคือ perforation technology ของ Downhole ครับ บริษัทมีระบบที่จดสิทธิบัตรและพัฒนาเอง ร่วมกับเครื่องมือจำลองและวิเคราะห์ ซึ่งช่วยปรับขนาดรูและความลึกของการเจาะให้เหมาะกับงาน hydraulic fracturing มากขึ้นครับ
จุดแข็งที่สามคือ backlog ฝั่ง offshore ครับ ยอดคงค้างเพิ่มจาก 311 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2024 เป็น 435 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2025 และเป็น 451 ล้านดอลลาร์ ณ 30 มิถุนายน 2026 ไตรมาส 2 ปี 2026 มี bookings 114 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น book-to-bill 1.2 เท่า ส่วนตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 1.1 เท่าครับ
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
เอกสารไม่ได้ระบุชื่อลูกค้ารายตัว จึงขอเล่าเป็นกลุ่มนะครับ ฝั่ง offshore โครงการใหญ่ส่วนใหญ่มาจากบริษัทน้ำมันระหว่างประเทศ (international oil companies) และบริษัทน้ำมันของรัฐ (state-run national oil companies) ที่ใช้สมมติฐานราคาค่อนข้างระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน ส่วน Downhole และ Completion and Production Services ลูกค้าคือ oilfield service และ E&P ที่ทำงานในสหรัฐฯ เป็นหลักครับ ส่วนชื่อ partner หรือ supplier รายตัว ข้อมูลไม่พอ ครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
เรื่องแรกคือราคาน้ำมันที่ผันผวน ปี 2025 ราคา WTI เฉลี่ยลดลง 15% จากปี 2024 หลัง OPEC+ เพิ่มการผลิต ทำให้งานบนบกในสหรัฐฯ ชะลอและกดดันราคาสินค้า ครับ
เรื่องที่สองคือสงครามตะวันออกกลางและ Strait of Hormuz บริษัทระบุว่าราคา Brent ไตรมาส 2 ปี 2026 เฉลี่ยประมาณ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ความขัดแย้งทำให้ลูกค้าในภูมิภาคเลื่อนการมอบงาน ค่าใช้จ่ายและห่วงโซ่อุปทานก็สะดุดด้วยครับ นอกจากนี้ UAE ประกาศถอนตัวจาก OPEC ในปลายเดือนเมษายน 2026 ซึ่งอาจทำให้อุปทานน้ำมันเพิ่มและราคาลดลงได้ครับ
เรื่องที่สามคือภาษีนำเข้าและวัตถุดิบ บริษัทใช้เหล็ก อลูมิเนียม และทองแดง ซึ่งอยู่ในรายการภาษี Section 301 อัตรา 10% ถึง 12.5% ที่มีผลตั้งแต่ 24 กรกฎาคม 2026 และจีนก็จำกัดการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวกับทังสเตนซึ่งบริษัทใช้ด้วยครับ ถ้าต้นทุนขึ้นแต่ส่งต่อให้ลูกค้าไม่ได้ กำไรจะถูกกดดันทันทีครับ
เรื่องที่สี่คือการปรับโครงสร้างที่ยังไม่จบ ปี 2025 บริษัทบันทึกค่าเผื่อด้อยค่าสินทรัพย์ 121.1 ล้านดอลลาร์ และค่าใช้จ่ายปิดสถานที่อีก 11.6 ล้านดอลลาร์ ส่วนครึ่งแรกปี 2026 ยังมีค่าปิดสถานที่อีก 4.1 ล้านดอลลาร์ครับ รายได้ครึ่งปีแรกปี 2026 ก็ลดลง 7% เมื่อเทียบปีก่อนครับ
เรื่องที่ห้าคือโครงสร้างหนี้และการเจือจาง ไตรมาส 2 ปี 2026 บริษัทชำระ convertible notes 2026 จำนวน 52.7 ล้านดอลลาร์ด้วยเงินสด 50.5 ล้านดอลลาร์ และหุ้นใหม่ 529,428 หุ้นครับ และช่วงเดียวกันมีการเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูง โดยอดีต CEO กำลังจะเกษียณ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเปลี่ยนผ่าน 1.7 ล้านดอลลาร์ครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
ตามที่บริษัทระบุ กลยุทธ์หลักคือขยายงาน offshore และต่างประเทศ ปรับโครงสร้างธุรกิจบนบกในสหรัฐฯ ให้มี margin ดีขึ้น ทำการตลาดเทคโนโลยีใหม่ ลงทุนวิจัยและพัฒนา และลงทุนในส่วนที่ช่วยเพิ่มกระแสเงินสดครับ
ด้านพลังงานทางเลือก บริษัทระบุว่ากำลังพัฒนาสินค้าสำหรับ offshore wind และ deep-sea mineral gathering และมีบางสัญญาที่ได้รับแล้วครับ ส่วนกฎหมาย OBBBA บริษัทระบุว่าบังคับให้ Bureau of Ocean Energy Management จัดการประมูลสัมปทานนอกชายฝั่งอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ไม่น้อยกว่า 80 ล้านเอเคอร์ใน Central และ Western Gulf of America เป็นเวลา 15 ปี ซึ่งอาจเป็นบวกต่อ offshore ครับ นอกจากนี้บริษัทคาดว่าประมาณ 50% ของ backlog ณ สิ้นปี 2025 จะรับรู้เป็นรายได้ในปี 2026 ครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ไตรมาส 2 ปี 2026 รายได้ลดลง 5% เหลือ 156.7 ล้านดอลลาร์ กำไรสุทธิ 5.9 ล้านดอลลาร์ หรือ 0.10 ดอลลาร์ต่อหุ้น และกำไรจากการดำเนินงาน 11.7 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นประมาณ 7.5% ของรายได้ครับ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ OIS →