คุณพ่อนักลงทุน
คุณพ่อนักลงทุนรีวิวหุ้นแบบเจ้าของธุรกิจ
📈 ORI

Old Republic International (ORI) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที

สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง

📄 อ้างอิง: แบบ 10-K (ยื่น 2026-02-26) และ 10-Q (ยื่น 2026-07-31) · ข้อมูลจาก SEC EDGAR (public domain)

🏢 ทำธุรกิจอะไร

ORI หรือ Old Republic International เป็นบริษัทโฮลดิ้งที่ทำธุรกิจรับประกันภัยครับ พูดง่ายๆ คือรับความเสี่ยงจากลูกค้า เก็บเบี้ยประกันไว้ล่วงหน้า แล้วจ่ายเคลมเมื่อเหตุเกิดขึ้นจริง ซึ่งบางกรมธรรม์อาจต้องจ่ายหลังออกไปหลายปีครับ บริษัทแบ่งการทำงานออกเป็นสองส่วนหลักคือ Specialty Insurance และ Title Insurance ครับ

Specialty Insurance เป็นประกันเชิงพาณิชย์ (commercial lines) ที่เน้นลูกค้าธุรกิจ หน่วยงานรัฐ และสถาบันครับ ส่วนนี้ในปี 2025 มีรายได้ 5,990.9 ล้านดอลลาร์ และกำไรก่อนภาษี 900.0 ล้านดอลลาร์ครับ ส่วน Title Insurance มีรายได้ 2,928.9 ล้านดอลลาร์ กำไรก่อนภาษี 139.9 ล้านดอลลาร์ ในเอกสารที่ให้มาไม่มีคำอธิบายลักษณะงานของ Title ละเอียด จึงขอเล่าได้แค่ตัวเลขครับ

💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน

หลักๆ มาจากสามก้อนครับ ก้อนแรกคือเบี้ยประกันที่ได้รับ (net premiums earned) ปี 2025 อยู่ที่ 7,788.7 ล้านดอลลาร์ และค่าธรรมเนียม title/escrow อีก 264.1 ล้านดอลลาร์ ก้อนที่สองคือรายได้จากการลงทุน (net investment income) 708.7 ล้านดอลลาร์ ก้อนที่สามคือ other income 194.9 ล้านดอลลาร์ครับ

ประเด็นที่คนดูหุ้นประกันมักมองข้ามคือ "เงินที่ยังไม่ต้องจ่ายออกไป" ครับ ณ สิ้นปี 2025 บริษัทมี loss reserves 14,775.7 ล้านดอลลาร์ และ unearned premiums 3,982.5 ล้านดอลลาร์ ก้อนนี้ถูกนำไปลงทุนต่อ ทำให้รายได้จากการลงทุนเป็นอีกหัวใจสำคัญของกำไรครับ พอรวมกับกำไร/ขาดทุนจากการขายหลักทรัพย์และกำไรจากการปรับมูลค่า ปี 2025 บริษัทมี investment gains 179.7 ล้านดอลลาร์ ส่วนกำไรสุทธิที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 935.4 ล้านดอลลาร์ครับ

🏰 จุดแข็งของธุรกิจ

จุดแข็งแรกคือการกระจายความเสี่ยงทั้งประเภทประกันและกลุ่มอุตสาหกรรมครับ ใน Specialty Insurance มีประกันหลายสิบประเภท ตั้งแต่ Commercial Auto, Workers' Compensation, Property ไปจนถึง Cyber และ Environmental ครับ ประเภทที่ใหญ่ที่สุดคือ Commercial Auto คิดเป็น 42.1% ของเบี้ยที่รับรู้ในส่วนนี้ปี 2025 ครับ

จุดแข็งที่สองคือวินัยในการรับประกันภัย วัดจาก combined ratio (ยิ่งต่ำยิ่งดี และต่ำกว่า 100% หมายถึงมีกำไรจากงานประกันโดยตรง) ของทั้งบริษัทอยู่ที่ 94.7% ในปี 2025, 93.9% ในปี 2024 และ 92.6% ในปี 2023 ครับ ตัวเลขนี้ขยับขึ้นในช่วงสามปี จึงควรดูต่อเนื่องครับ

จุดแข็งที่สามคือการลงทุนที่เน้นระยะยาวครับ บริษัทระบุว่าเน้นความมั่นคงของรายได้ดอกเบี้ยและปันผล ไม่เน้นการเทรดเก็งกำไร และถือตราสารหนี้คุณภาพดีกับหุ้นปันผลขนาดใหญ่ที่สภาพคล่องสูงครับ ส่วนการคืนเงินให้ผู้ถือหุ้น ปี 2025 จ่ายเงินปันผลต่อหุ้น 3.66 ดอลลาร์ และซื้อหุ้นคืน 124.7 ล้านดอลลาร์ครับ

🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก

ประมาณ 95% ของเบี้ย Specialty Insurance มาจากช่องทาง independent agency หรือ brokerage ครับ อีก 5% มาจากการขายตรงผ่าน direct production facilities ครับ หมายความว่าบริษัทพึ่งพาตัวแทนและนายหน้าอิสระเป็นด่านหลักในการหาลูกค้าครับ

ลูกค้าอยู่ในภาคเศรษฐกิจหลายด้าน บริษัทระบุว่าเน้นขนส่ง ก่อสร้างเชิงพาณิชย์ สุขภาพ การศึกษา ค้าปลีกและค้าส่ง ผลิตภัณฑ์จากป่าไม้ พลังงาน อุตสาหกรรมการผลิตทั่วไป และบริการทางการเงินครับ ส่วนชื่อลูกค้ารายใหญ่ที่สุดรายตัว ในเอกสารที่ให้มาไม่มีข้อมูลครับ จึงบอกได้แค่กลุ่มอุตสาหกรรม ไม่ใช่ตัวลูกค้าเฉพาะราย

ในด้านพาร์ทเนอร์ บริษัทใช้ reinsurance ช่วยกระจายความเสี่ยงครับ ณ สิ้นปี 2025 มี reinsurance recoverable จาก loss reserves 6,399.1 ล้านดอลลาร์ ซึ่งแสดงว่าส่วนหนึ่งของความเสี่ยงถูกโอนให้ผู้รับประกันต่อครับ

⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้

ความเสี่ยงแรกคือสัดส่วนงานที่พึ่งพาบางประเภทสูงครับ Commercial Auto เป็นประเภทที่ใหญ่ที่สุด และมี loss ratio 72.3% ในปี 2025 ซึ่งสูงที่สุดในกลุ่มประเภทหลักที่เปิดเผยครับ ถ้าค่าเคลมในกลุ่มนี้สูงขึ้น กำไรจะถูกกดดันโดยตรงครับ

ความเสี่ยงที่สองคือแนวโน้มค่าเคลมบางประเภทที่ขยับขึ้น Workers' Compensation มี loss ratio เพิ่มจาก 41.4% ในปี 2023 เป็น 48.0% ในปี 2024 และ 59.0% ในปี 2025 ครับ ส่วน General Liability กลับดีขึ้นจาก 76.0% เป็น 62.7% ในช่วงเดียวกันครับ ต้องติดตามว่าแนวโน้มนี้จะต่อเนื่องหรือไม่ครับ

ความเสี่ยงที่สามคือความไม่แน่นอนของค่าสำรองเคลมครับ เพราะบริษัทไม่รู้ล่วงหน้าว่าต้นทุนเคลมสุดท้ายจะเป็นเท่าไร และอาจต้องจ่ายหลายปีหลังออกกรมธรรม์ ซึ่งสำรองเคลมปี 2025 มีมูลค่าสูงถึง 14,775.7 ล้านดอลลาร์ครับ

ความเสี่ยงที่สี่คือตลาดการลงทุนครับ ณ 31 ธันวาคม 2025 พอร์ตตราสารหนี้มูลค่า 12,709.8 ล้านดอลลาร์ ถ้าดอกเบี้ยขึ้น 100 basis points มูลค่าจะลดเหลือประมาณ 12,212.8 ล้านดอลลาร์ ส่วนหุ้นสามัญ 2,487.7 ล้านดอลลาร์ ถ้าดัชนี S&P 500 ลง 10% มูลค่าจะเหลือประมาณ 2,318.5 ล้านดอลลาร์ครับ บริษัทระบุว่าไม่ใช้ derivatives เพื่อป้องกันความเสี่ยงครับ

ความเสี่ยงที่ห้าคือ Title ที่มี margin บาง combined ratio ของ Title อยู่ที่ 97.6% ในปี 2025 ครับ หมายความว่าเหลือช่องกำไรจากงานหลักไม่มากนัก ส่วนหัวข้อ Risk Factors ฉบับเต็ม (Item 1A) ไม่ได้อยู่ในเอกสารที่ให้มา ข้อมูลไม่พอสำหรับสรุปความเสี่ยงครบทุกมิติครับ

🚀 อนาคตจะไปทางไหน

บริษัทระบุว่าในปี 2025 ยังขยายความสามารถของผลิตภัณฑ์ออกไปนอกเหนือจาก Commercial Auto และ Workers' Compensation ครับ โดยการตั้ง operating companies ใหม่ช่วยเพิ่มสัดส่วนประกันที่ไม่ใช่ casualty อย่าง Property ซึ่งปัจจุบันคิดเป็น 13.4% ของเบี้ยในส่วนนี้ครับ ผลิตภัณฑ์อื่นที่ระบุไว้ เช่น Cyber และ Environmental ก็เป็นทิศทางที่น่าติดตามครับ

อีกจุดที่ควรรู้คือบริษัทขาย RFIG Run-off ไปเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2024 ครับ ส่วนการบริหารงาน บริษัทบอกว่าให้ความสำคัญกับการดูผลงานเป็นช่วง 10 ปีมากกว่ารายไตรมาสหรือรายปีครับ

📈 ผลล่าสุดสั้นๆ

ปี 2025 รายได้รวมอยู่ที่ 9,136.3 ล้านดอลลาร์ โตประมาณ 11% และกำไรสุทธิที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 935.4 ล้านดอลลาร์ โตประมาณ 9.7% โดย combined ratio ของทั้งบริษัทอยู่ที่ 94.7% ครับ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ

🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?

📑 อ่านผลประกอบการบริษัท 10-K / 10-Q (ภาษาไทย)
🎓 AI คุณพ่อนักลงทุน เจาะลึกหุ้นรายตัว [PRO]
🔔 แจ้งเตือนแนวรับ-แนวต้าน / Stage Analysis

 

ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ ORI →