Roivant Sciences (ROIV) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
Roivant Sciences (ROIV) คือบริษัทยาชีวเภสัชกรรม (biopharmaceutical) ที่เน้นพัฒนายารักษาโรคที่ยังไม่มีทางเลือกที่ดีพอครับ พูดง่ายๆ คือ บริษัทไม่ได้คิดค้นยาตั้งแต่ศูนย์เสมอไป แต่เชี่ยวชาญในการ "มองหายาที่คนอื่นพัฒนาไว้แล้วบางส่วน แล้วเข้ามาซื้อสิทธิ์หรือ in-license มาพัฒนาต่อจนถึงเส้นชัย"
จุดที่น่าสนใจคือโมเดลธุรกิจที่เรียกว่า "Vant Model" ครับ แทนที่จะทำทุกอย่างในบริษัทเดียว Roivant สร้างบริษัทลูกที่เรียกว่า "Vant" ขึ้นมาแต่ละตัวเพื่อดูแลยาแต่ละตัวหรือกลุ่มโรคเฉพาะ เช่น Priovant ดูแลยา brepocitinib, Immunovant ดูแล IMVT-1402, Pulmovant ดูแล mosliciguat ส่วน Genevant ดูแลเทคโนโลยี LNP (Lipid Nanoparticle) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีส่งยาที่ใช้กันในวัคซีน mRNA Roivant นั่งเป็นบริษัทแม่ที่จัดสรรเงินทุนและทรัพยากรส่วนกลาง ขณะที่แต่ละ Vant มีทีมบริหารของตัวเองที่โฟกัสงานของตัวเองโดยเฉพาะ
ณ ปัจจุบัน ยาที่ใกล้ตลาดที่สุดคือ brepocitinib สำหรับโรค dermatomyositis (โรคกล้ามเนื้ออักเสบชนิดหนึ่ง) ซึ่ง FDA ได้รับ NDA ด้วยสถานะ Priority Review และกำหนด PDUFA Date ไว้ที่ไตรมาส 3 ของปีปฏิทิน 2026 ครับ
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
ตรงนี้ต้องพูดตรงๆ ครับ ว่า Roivant ยังไม่มียาเชิงพาณิชย์ที่ขายได้จริงในตอนนี้ รายได้ปัจจุบันมาจากสองทางหลักคือ ค่าธรรมเนียมจากสัญญาอนุญาต (license agreements) และรายได้จากบริการเทคโนโลยีแบบ subscription — ซึ่งตัวเลขยังเล็กมาก ไตรมาสล่าสุด (Q3 FY2026 สิ้นสุด 31 ธ.ค. 2025) รายได้อยู่ที่ประมาณ 2 ล้านดอลลาร์เท่านั้น ลดลงจากประมาณ 9 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันปีก่อน
แต่มีเงินอีกก้อนหนึ่งที่น่าจับตาคือจากสงครามสิทธิบัตร LNP Technology ผ่าน Genevant ครับ Genevant และ Arbutus ฟ้อง Moderna เรื่องการละเมิดสิทธิบัตรเทคโนโลยี LNP ที่ใช้ในวัคซีน COVID-19 และล่าสุดบริษัทระบุว่าได้บรรลุข้อตกลงมูลค่า 2.25 พันล้านดอลลาร์ โดย Moderna จะจ่ายงวดแรก 950 ล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม 2026 และอีก 1.3 พันล้านดอลลาร์ขึ้นอยู่กับผลอุทธรณ์ Roivant ถือหุ้น Genevant อยู่ 83% (basic) ส่วน Pfizer/BioNTech ก็ยังอยู่ระหว่างการต่อสู้คดีในศาลเช่นกัน
สำหรับอนาคตที่บริษัทมุ่งหวัง เงินจะมาจากการขายยาที่ได้รับการอนุมัติ (product revenue), ค่า milestone และ royalty จากพาร์ทเนอร์ รวมถึง royalty ที่จะได้รับจากการขาย Dermavant ให้ Organon ในปี 2024 ครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งที่ชัดเจนที่สุดของ Roivant คือ ความสามารถในการ in-license ยาในราคาที่เหมาะสมและผลักดันการพัฒนาได้เร็วกว่าบริษัทยาทั่วไปครับ บริษัทมีเครือข่ายความสัมพันธ์กว้างในอุตสาหกรรมและมักเจรจาข้อตกลงที่ไม่ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ล่วงหน้า โดยผูก milestone และ royalty กับความสำเร็จจริงๆ แทน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านเงินทุนได้มาก
Vant Model เองก็เป็นจุดแข็งด้านการจัดการองค์กรครับ แต่ละ Vant มีทีมที่โฟกัสกับโรคและยาของตัวเอง มีแรงจูงใจโดยตรงผ่าน equity grant ของ Vant นั้นๆ ขณะที่ Roivant กลางดูแลเรื่องการจัดสรรทุน ทำให้ตัดสินใจได้คล่องตัว บริษัทอ้างถึงผลงานที่ผ่านมาว่าได้รับการอนุมัติจาก FDA แล้ว 8 ครั้ง และทำ Phase 3 registrational studies สำเร็จ 12 จาก 14 ครั้งนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2014 ครับ
นอกจากนี้ฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง บริษัทระบุว่ามีเงินสดและหลักทรัพย์รวมกันประมาณ 4.3 พันล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งบริษัทระบุว่าเพียงพอสำหรับ cash runway จนถึงจุดที่ทำกำไรได้
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
Roivant ไม่ได้มี "ลูกค้า" ในแบบที่เราคุ้นเคยครับ เพราะยังไม่มียาขาย แต่มีพาร์ทเนอร์ที่สำคัญหลายราย
ฝั่ง licensor (คนที่ Roivant จ่ายเงินให้) ได้แก่ Pfizer ซึ่งเป็นเจ้าของสิทธิ์เดิมของ brepocitinib โดย Priovant ต้องจ่าย milestone และ royalty แบบ tiered sub-teens หากยาขายดี, HanAll Biopharma ที่ให้สิทธิ์ anti-FcRn franchise (IMVT-1402) กับ Immunovant ซึ่งมี milestone สูงสุดถึง 420 ล้านดอลลาร์, และ Bayer ที่ให้สิทธิ์ mosliciguat กับ Pulmovant มี milestone สูงสุด 280 ล้านดอลลาร์ ส่วน Arbutus เป็นเจ้าของร่วมของเทคโนโลยี LNP ผ่าน Genevant
ฝั่ง institutional investors Immunovant ได้ระดมทุนรอบล่าสุดนำโดย Roivant ในเดือนธันวาคม 2025 ได้เงินรวม 550 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ Organon เป็นผู้ซื้อ Dermavant ซึ่งจะทำให้ Roivant ยังได้รับ milestone และ royalty ในอนาคตด้วยครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงใหญ่สุดคือความเสี่ยงด้านการพัฒนายาครับ ยาทุกตัวยังอยู่ในช่วง clinical stage ทั้งหมด ยังไม่มีรายได้จากยาเลย และการที่ยาจะผ่าน FDA ได้หรือไม่เป็นเรื่องที่ไม่มีใครรับประกันได้ ตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ คือ batoclimab ยาอีกตัวของ Immunovant สำหรับโรค thyroid eye disease ที่ Phase 3 สองสตัดีไม่ผ่าน primary endpoint และบริษัทตัดสินใจหยุดพัฒนาทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงนี้เป็นของจริงครับ
บริษัทขาดทุนหนักและขาดทุนต่อเนื่องครับ แค่ 9 เดือนแรกของปีงบ FY2026 ขาดทุนจากการดำเนินงานกว่า 930 ล้านดอลลาร์ รายจ่าย R&D และ G&A รวมกันกว่า 900 ล้านดอลลาร์ และบริษัทเองก็ระบุชัดในเอกสารว่าอาจขาดทุนต่อไปอีกนานและไม่แน่ใจว่าจะถึงจุดทำกำไรได้เมื่อไหร่
ความเสี่ยงด้านโครงสร้างก็มีครับ เพราะ Roivant ถือหุ้น Immunovant (บริษัทมหาชน) ในสัดส่วน 56% (basic) และ Arbutus อีก 20% มูลค่าของ Roivant จึงขึ้นอยู่กับความสำเร็จของ Vant เหล่านี้ด้วย ความเสี่ยงด้านสิทธิบัตรคดี LNP กับ Pfizer/BioNTech ก็ยังเปิดอยู่ และผลการชนะคดีกับ Moderna บางส่วนยังขึ้นอยู่กับผลอุทธรณ์ Section 1498 ของ Moderna อีกด้วยครับ
📊 ตัวชี้วัดการเติบโต
Roivant เป็น pre-revenue (จากยา) และขาดทุนหนักอยู่ ดังนั้นตัวเลขที่ควรติดตามไม่ใช่ revenue growth แบบปกติครับ
Cash runway คือตัวชี้วัดสำคัญที่สุด ณ 31 มีนาคม 2026 บริษัทระบุว่ามีเงินสดและหลักทรัพย์ประมาณ 4.3 พันล้านดอลลาร์ และระบุว่าเพียงพอสำหรับ runway จนถึงจุด profitability
Pipeline catalysts คือตัวชี้วัดแทนครับ โดยเฉพาะ PDUFA Date ของ brepocitinib ใน DM ที่ Q3 ปี 2026 ถ้าผ่านก็จะเป็น commercial revenue ก้อนแรก, topline data จาก IMVT-1402 ในหลาย indication ตั้งแต่ปี 2026-2028, และตัวเลขจากคดี Moderna ที่ settlement รวม 2.25 พันล้านดอลลาร์นั้น บริษัทระบุว่างวดแรก 950 ล้านดอลลาร์จะได้รับในกรกฎาคม 2026
R&D burn rate ก็สำคัญ 9 เดือนแรกปีงบ FY2026 ใช้ R&D ไป 483 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 77 ล้านดอลลาร์ แสดงว่า pipeline กำลังขยายและใช้เงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
Roivant วางทิศทางไว้ชัดเจนครับ เป้าหมายที่ใกล้ที่สุดคือการเปิดตัวขาย brepocitinib สำหรับ dermatomyositis ภายในสิ้นเดือนกันยายน 2026 ตามที่บริษัทระบุไว้ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ Roivant มีรายได้จากยาจริงๆ
บริษัทระบุว่ายังจะ in-license ยาใหม่ระดับกลางถึงปลายของ pipeline อย่างน้อยหลายตัวต่อปีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแปลว่า pipeline จะขยายและ R&D spend ก็น่าจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
IMVT-1402 เป็น franchise ที่ใหญ่ที่สุดในระยะกลางครับ เพราะครอบคลุม 6 indications ทั้ง Graves' disease, myasthenia gravis, CIDP, Sjögren's disease, D2T RA และ CLE โดย topline data จาก registrational trials หลักจะทยอยออกมาตั้งแต่ปี 2026 ถึง 2028 ตามที่บริษัทระบุ
ส่วนด้านคดีความ การต่อสู้สิทธิบัตร LNP กับ Pfizer/BioNTech ยังดำเนินอยู่ และถ้าชนะก็อาจเป็นเงินก้อนใหญ่อีกก้อนครับ บริษัทยังมี Datavant (บริษัท health data technology) และ Proxima/PsiThera (บริษัท AI/drug discovery) ที่ถือหุ้นอยู่ด้วย แต่รายละเอียดมูลค่าไม่ได้ระบุชัดใน filing ที่มีครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ไตรมาส Q3 FY2026 (สิ้นสุด 31 ธ.ค. 2025) รายได้รวมอยู่ที่ 2 ล้านดอลลาร์ ลดลงจาก 9 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันปีก่อน ขาดทุนจากการดำเนินงาน 339 ล้านดอลลาร์สำหรับไตรมาสนี้ และ 930 ล้านดอลลาร์สำหรับ 9 เดือนแรกของปีงบ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว 25% ส่วนหนึ่งมาจาก R&D และ G&A ที่เพิ่มขึ้นตามการขยาย pipeline ครับ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงิน
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
เริ่มเลย →