Ross Stores (ROST) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
พูดง่ายๆ คือ Ross Stores เป็นร้านขายเสื้อผ้า รองเท้า และของตกแต่งบ้านแบรนด์เนม ที่ตั้งใจขายถูกกว่าห้างปกติทุกวัน ไม่ใช่แค่ช่วงเซลล์ครับ
บริษัทมีสองแบรนด์ในมือ แบรนด์แรกคือ Ross Dress for Less ซึ่งเป็นเชนออฟไพรซ์ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา มีทั้งหมด 1,904 สาขาใน 44 รัฐ รวมถึงดีซี กวม และเปอร์โตริโก (ข้อมูล ณ 31 ม.ค. 2026) กลุ่มเป้าหมายคือครัวเรือนรายได้ปานกลาง และขายสินค้าในราคาถูกกว่าราคาปกติของห้างสรรพสินค้าและร้านเฉพาะทาง 20% ถึง 60% ครับ
แบรนด์ที่สองคือ dd's DISCOUNTS มี 363 สาขาใน 22 รัฐ เจาะกลุ่มลูกค้ารายได้น้อยถึงปานกลาง และขายถูกกว่าห้างระดับกลางและร้านดิสเคาน์ท์ 20% ถึง 70% สาขาส่วนใหญ่อยู่ในย่านชุมชนหนาแน่นในเขตเมืองและชานเมืองครับ รวมแล้วทั้งสองแบรนด์มีสาขาทั่วประเทศ 2,267 แห่ง
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
กลไกหาเงินของ Ross ค่อนข้างตรงไปตรงมาครับ รายได้ทั้งหมดมาจากการขายสินค้าในร้านเท่านั้น ไม่มีออนไลน์ที่แยกออกมา บริษัทรายงานเป็น segment เดียว ปีงบ 2025 (สิ้นสุด 31 ม.ค. 2026) มียอดขายรวม 22,750 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ 21,129 ล้านดอลลาร์ หรือโตประมาณ 7.7% ครับ
สินค้าขายดีสุดตามสัดส่วนยอดขาย ไตรมาสแรกปี 2026 ได้แก่ ของตกแต่งบ้านและเครื่องนอน (25%) เสื้อผ้าผู้หญิง (23%) เครื่องประดับและเครื่องสำอาง (15%) เสื้อผ้าผู้ชาย (14%) รองเท้า (14%) และเสื้อผ้าเด็ก (9%)
กลไกที่ทำให้ซื้อของมาขายได้ถูกกว่าคู่แข่งคือการซื้อสินค้าในจังหวะที่แตกต่างออกไปครับ บริษัทจะซื้อสินค้าทีหลังห้างปกติ โดยฉวยโอกาสจากสต็อกส่วนเกินของผู้ผลิต ออร์เดอร์ที่ถูกยกเลิก รวมถึงการซื้อตรงจากโรงงาน ทำให้ต้นทุนสินค้าต่ำกว่า แล้วก็มาร์คอัพน้อยกว่าห้างทั่วไป นอกจากนี้ยังมีระบบ "packaway" ที่ซื้อสินค้าแล้วเก็บในคลังสินค้าก่อน รอปล่อยออกมาขายในช่วงเวลาที่เหมาะสม โดย ณ วันที่ 2 พ.ค. 2026 packaway คิดเป็น 36% ของสินค้าคงเหลือทั้งหมดครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งแรกที่เห็นได้ชัดคือ ขนาดและความสัมพันธ์กับผู้ผลิต ครับ Ross มีทีมนักซื้อ (merchants) กว่า 800 คน มีประสบการณ์เฉลี่ยมากกว่า 7 ปี และมีออฟฟิศจัดซื้อในนิวยอร์ก ลอสแองเจลิส และบอสตัน ซึ่งเป็นตลาดสินค้าแฟชั่นที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา การที่บริษัทมีขนาดใหญ่และความสัมพันธ์ยาวนานกับผู้ผลิตทำให้มีอำนาจต่อรองในการเข้าถึงสินค้าดีในราคาที่ดีกว่าคู่แข่งรายเล็กครับ
จุดแข็งที่สองคือ ความยืดหยุ่นในการซื้อสินค้า ครับ Ross ไม่บังคับให้ผู้ขายต้องมีโปรโมชั่นร่วม ไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาร่วม ไม่ต้องรับสินค้าคืน และไม่ต้องส่งสินค้าแบบดรอปชิปไปตามสาขา ความยืดหยุ่นเหล่านี้ทำให้ผู้ผลิตมีเหตุผลเพิ่มเติมที่จะมาขายสินค้าให้ Ross ในราคาที่ดีกว่าครับ
จุดแข็งที่สามคือ โครงสร้างต้นทุนต่ำ ครับ ร้านออกแบบแบบเซลฟ์เซอร์วิส ทำให้ใช้พนักงานน้อยกว่าห้างสรรพสินค้าทั่วไป การตัดสินใจด้านสินค้าและการตลาดรวมศูนย์ที่บริษัทแม่ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายจากการมีสาขาจำนวนมาก และการเลือกทำเลที่ต้องการการปรับปรุงน้อยก็ช่วยควบคุมต้นทุนเปิดสาขาใหม่ได้ดีครับ
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ด้านลูกค้า Ross Dress for Less เจาะกลุ่มครัวเรือนรายได้ปานกลาง ส่วน dd's DISCOUNTS เจาะกลุ่มรายได้น้อยถึงปานกลาง ทั้งสองกลุ่มมีจุดร่วมคือให้ความสำคัญกับคุณค่าของเงินที่จ่ายไปครับ
ด้านซัพพลายเชน บริษัทมีเครือข่ายผู้ขายและผู้ผลิตจำนวนมาก และซื้อสินค้าส่วนใหญ่โดยตรงจากผู้ผลิต filing ไม่ได้เปิดเผยชื่อผู้ขายรายใหญ่เป็นการเฉพาะเจาะจงครับ แต่ระบุว่าบริษัทเชื่อว่ามีแหล่งสินค้าเพียงพอสำหรับความต้องการทั้งหมด
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงด้านภาษีนำเข้า (Tariff) เป็นเรื่องที่ต้องจับตาใกล้ชิดครับ สินค้าที่ Ross ขายจำนวนมากผลิตในต่างประเทศ การขึ้นภาษีนำเข้าหรือความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ จะกระทบต้นทุนสินค้าโดยตรง และอาจทำให้รักษาราคาขายที่ถูกกว่าห้างทั่วไปได้ยากขึ้นครับ
ความเสี่ยงด้านการพึ่งพาสต็อกส่วนเกินของตลาด เป็นความเสี่ยงที่ผูกติดกับโมเดลธุรกิจโดยตรงครับ Ross ต้องอาศัยความไม่สมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ในตลาดเสื้อผ้า ถ้าผู้ผลิตและห้างอื่นๆ บริหารสต็อกได้ดีขึ้น โอกาสซื้อสินค้าดีในราคาถูกอาจน้อยลงครับ
ความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาคและพฤติกรรมผู้บริโภค ถึงแม้ว่าธุรกิจออฟไพรซ์มักได้ลูกค้าเพิ่มเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี แต่ถ้าเศรษฐกิจแย่มากจริงๆ การใช้จ่ายโดยรวมก็ลดลงได้ครับ รวมถึงเงินเฟ้อที่กระทบต้นทุนต่างๆ และพฤติกรรมการซื้อที่เปลี่ยนไปก็เป็นตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้
ความเสี่ยงด้านสภาพอากาศและเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ได้แก่ อากาศแปรปรวนที่กระทบความต้องการสินค้าตามฤดูกาล การปิดสาขาชั่วคราว และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งล้วนกระทบรายได้ได้โดยตรงครับ
ความเสี่ยงด้านไซเบอร์และระบบ IT บริษัทลงทุนในระบบสารสนเทศและความปลอดภัยไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าการปกป้องข้อมูลและระบบปฏิบัติการเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
แผนหลักที่ชัดเจนที่สุดคือการขยายสาขาต่อเนื่องครับ บริษัทระบุว่าตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่ทั้งหมดประมาณ 110 สาขาในปีงบ 2026 แบ่งเป็น Ross ประมาณ 85 สาขา และ dd's DISCOUNTS ประมาณ 25 สาขา และได้วางงบลงทุน (Capex) ไว้ประมาณ 1,100 ล้านดอลลาร์สำหรับปีนี้ครับ
นอกจากการขยายสาขา บริษัทระบุว่ากำลังลงทุนในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ และลงทุนในระบบ IT อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตระยะยาว บริษัทระบุว่าเชื่อว่าความต้องการของลูกค้าที่เน้นคุณค่าและความสะดวกสนับสนุนโอกาสในการขยายฐานลูกค้าต่อไปครับ
ด้านการคืนเงินให้ผู้ถือหุ้น คณะกรรมการอนุมัติโปรแกรมซื้อหุ้นคืนใหม่มูลค่า 2,550 ล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2026 และยังคงจ่ายเงินปันผลรายไตรมาสต่อเนื่อง โดยล่าสุดประกาศจ่าย 0.445 ดอลลาร์ต่อหุ้นในเดือนพฤษภาคม 2026 ครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ไตรมาสแรกปีงบ 2026 (สิ้นสุด 2 พ.ค. 2026) Ross ทำยอดขาย 6,010 ล้านดอลลาร์ โต 21% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยยอดขายสาขาเดิม (Comparable store sales) เพิ่มขึ้นถึง 17% มาจากจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้น 11% และมูลค่าต่อบิลเพิ่มขึ้น 6% Operating margin อยู่ที่ 13.4% ดีขึ้นจาก 12.2% ในปีก่อน และกำไรสุทธิอยู่ที่ 10.8% ของยอดขายครับ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงิน
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
เริ่มเลย →