Ssr Mining (SSRM) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
SSR Mining คือบริษัทขุดเหมืองแร่มีค่าครับ งานหลักคือหาแหล่งแร่ ขุด แปรรูป แล้วขายทองคำ เงิน และโลหะอื่นๆ ให้ผู้ซื้อ ณ ตอนนี้บริษัทมีเหมืองที่ดำเนินงานอยู่ 4 แห่งในสหรัฐฯ แคนาดา และอาร์เจนตินาครับ ได้แก่ Marigold, CC&V (Cripple Creek & Victor Gold Mine), Seabee (Seabee Gold Operation) และ Puna (Puna Operations) ทั้งสามแห่งแรกเป็นเหมืองที่ผลิตทองคำเป็นหลัก ส่วน Puna ในอาร์เจนตินาเป็นเหมืองที่ได้ผลผลิตหลายชนิดพร้อมกัน
ปี 2025 Marigold ผลิตทองได้ 153,535 ออนซ์ CC&V ได้ 124,557 ออนซ์ ส่วน Seabee ได้ 54,986 ออนซ์ ฝั่ง Puna ผลิตเงินได้ 9.8 ล้านออนซ์ ตะกั่ว 45.9 ล้านปอนด์ และสังกะสี 4.1 ล้านปอนด์ ผลผลิตของ Puna ออกมาในรูป concentrate ซึ่งเป็นแร่ที่ผ่านการแปรรูปขั้นต้นแล้วครับ ส่วนทองคำจาก Marigold, CC&V และ Seabee ออกมาเป็น gold doré ซึ่งต้องผ่านกระบวนการ refining ก่อนจะขายได้
อีกเรื่องที่สำคัญมากคือการขายสินทรัพย์ในตุรกี บริษัทเคยถือหุ้น 80% ใน Çöpler ซึ่งต้องหยุดดำเนินงานหลังเกิดเหตุดินถล่มบนแผ่นกองแร่ (heap leach pad) เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2024 บริษัทขายส่วนนี้ให้ Cengiz Holding ในมูลค่าประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินสด ปิดดีลวันที่ 24 มิถุนายน 2026 ส่วนหุ้น 20% ใน Artmin ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการ Hod Maden ก็ขายเสร็จแล้วเมื่อ 17 กรกฎาคม 2026 ดังนั้นภาพบริษัทวันนี้จึงเป็นกลุ่มเหมืองในอเมริกาเหนือและอาร์เจนตินาเป็นหลักครับ
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
รายได้หลักมาจากการขายทองคำ เงิน ตะกั่ว และสังกะสีครับ ตัวเลขคิดง่ายๆ คือ ปริมาณที่ขายได้คูณด้วยราคาที่ได้จริงต่อออนซ์ ไตรมาส 2 ปี 2026 บริษัทขายทองได้ 73,919 ออนซ์ ราคาเฉลี่ยที่ได้รับอยู่ที่ 4,301 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สูงขึ้น 28.9% จากปีก่อน ส่วนเงินราคาเฉลี่ยขึ้นไปที่ 74.24 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จาก 35.24 ดอลลาร์ ทำให้รายได้ไตรมาสนี้อยู่ที่ 443.8 ล้านดอลลาร์ โตขึ้น 9.5% แม้ปริมาณทองที่ขายลดลงถึง 18.5% ครับ
ฝั่งต้นทุนที่บริษัทใช้ติดตามมีสองตัวหลักครับ ตัวแรกคือ cash cost ซึ่งหักเครดิตจากผลพลอยได้ (by-product credits) เช่น เงิน ตะกั่ว และสังกะสีจาก Puna ออกไปแล้ว ตัวที่สองคือ AISC (all-in sustaining cost) ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ดูแลการผลิตให้ต่อเนื่องเข้าไปด้วย ในไตรมาส 2 ปี 2026 cash cost อยู่ที่ 1,637 ดอลลาร์ต่อออนซ์ทองเทียบเท่า ส่วน AISC อยู่ที่ 2,622 ดอลลาร์ ซึ่งสูงขึ้นชัดเจนจากปีก่อน บริษัทเริ่มใช้อัตราแปลงเงินเป็นทองที่ 63:1 ตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 ทำให้การเปรียบเทียบปริมาณทองเทียบเท่าต้องดูให้ดีครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งแรกคือการกระจายความเสี่ยงที่มีเหมืองหลายแห่งในหลายประเทศครับ เมื่อ Çöpler ไม่อยู่ในงบต่อเนื่องแล้ว รายได้จึงพึ่งพาเหมืองทั้งสี่แห่งที่เหลือ จุดแข็งที่สองคือ Puna ซึ่งได้ผลผลิตหลายชนิดในเหมืองเดียว เงิน ตะกั่ว และสังกะสีช่วยหักต้นทุนของทองลงได้ ไตรมาส 2 ปี 2026 Puna มี by-product credits ถึง 7.8 ล้านดอลลาร์ ทำให้ cash cost ต่อออนซ์ของ Puna อยู่ที่ประมาณ 1,405 ดอลลาร์ ส่วนจุดแข็งที่สามคือฐานะการเงิน ณ 30 มิถุนายน 2026 บริษัทมีเงินสดและเทียบเท่าเงินสด 1,783 ล้านดอลลาร์ และไม่มียอดหนี้จากหุ้นกู้ 2019 เหลืออยู่แล้ว
จุดแข็งที่สี่คือการลงทุนในการสำรวจแหล่งแร่ใหม่ที่ Puna โดยค่าใช้จ่ายด้านสำรวจไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 47.9% เพราะบริษัทเพิ่มการเจาะสำรวจที่แหล่ง Melina และ Cortaderas ครับ ส่วนนี้ยังเป็นการลงทุนตั้งต้น ยังไม่รู้ว่าจะกลายเป็นเหมืองหรือไม่ ต้องติดตามต่อไปครับ
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ในส่วนที่เห็นจากเอกสาร ข้อมูลไม่พอที่จะระบุชื่อลูกค้ารายใหญ่ของ concentrate และทองคำครับ เอกสารบอกเพียงว่าบริษัทมีความเสี่ยงด้านคู่ค้าที่รับซื้อ concentrate และโลหะ ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรไปดูในหัวข้อการขายจริงของ 10-K
พาร์ทเนอร์ที่ชัดเจนที่สุดในช่วงนี้คือ Cengiz Holding และบริษัทในเครือที่ซื้อ Çöpler ไป ส่วนการพึ่งพาผู้รับเหมาก็สำคัญครับ เอกสารระบุว่าบริษัทพึ่งผู้รับเหมาในการดำเนินงานและการก่อสร้างโครงการจำนวนมาก ซึ่งเป็นความเสี่ยงด้านการบริหารด้วย ส่วนชุมชนและกลุ่มชนพื้นเมืองในพื้นที่เหมืองก็เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่บริษัทต้องดูแลต่อเนื่องครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงใหญ่สุดคือเรื่องเหตุการณ์ที่ Çöpler ครับ บริษัทถูกฟ้องเป็นคดีกลุ่มผู้ถือหุ้นทั้งในสหรัฐฯ และแคนาดา โดยกล่าวหาว่าข้อความที่บริษัทเคยแถลงเกี่ยวกับความปลอดภัยที่เหมืองไม่ถูกต้อง ค่าเสียหายที่ฟ้องยังไม่ระบุจำนวน บริษัทกำลังต่อสู้คดีอยู่ครับ นอกจากนี้ทางการตุรกียังสอบสวนต่อเนื่อง มีการจับกุมและแจ้งข้อหาพนักงานบางส่วน และเพิกถอนใบอนุญาตด้านสิ่งแวดล้อมและการดำเนินงานของ Çöpler ไปแล้ว ส่วนนี้แม้จะขายออกไปแล้ว ก็ยังมีความเสี่ยงเรื่องการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายและการรับผิดชอบที่เกิดขึ้นได้ตามเงื่อนไขของดีล บันทึกการขาดทุนจากการขาย Çöpler ในงวด 6 เดือนแรกอยู่ที่ 337.4 ล้านดอลลาร์ครับ
ความเสี่ยงอีกด้านคือราคาโลหะที่ผันผวนมาก ซึ่งในปีนี้ทำให้รายได้ดีขึ้นมาก แต่ต้นทุนต่อออนซ์ก็ขยับขึ้นเช่นกันครับ ความเสี่ยงที่สามคือประเทศอาร์เจนตินาที่มีค่าเงินอ่อนตัวและเงินเฟ้อสูง ซึ่งทำให้บริษัทมีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 12.6 ล้านดอลลาร์ใน 6 เดือนแรก ความเสี่ยงที่สี่คือภาษี ซึ่งอัตราภาษีที่แท้จริงเพิ่มเป็น 22.2% จากภาษีหักจากการจ่ายเงินปันผลที่สูงขึ้น ความเสี่ยงอื่นๆ ที่เอกสารกล่าวถึงยังมีเรื่องการหาแหล่งแร่สำรองทดแทน ต้นทุนพลังงานและน้ำ การปิดเหมืองและงานฟื้นฟูที่อาจแพงกว่าประมาณการ และประกันที่คุ้มครองไม่ครบทุกความเสี่ยงครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
บริษัทระบุว่าจะพัฒนาโครงการต่อเมื่อสภาวะตลาดและโครงการเอื้ออำนวยครับ สิ่งที่เห็นชัดในตอนนี้คือบริษัทเริ่มคืนเงินให้ผู้ถือหุ้น โดยคณะกรรมการอนุมัติให้กลับมาจ่ายเงินปันผลรายไตรมาสที่ 0.03 ดอลลาร์ต่อหุ้นในไตรมาส 2 ปี 2026 ขณะเดียวกันในงวด 6 เดือนแรกบริษัทใช้เงินซื้อและยกเลิกหุ้นสามัญไปถึง 337.8 ล้านดอลลาร์ และชำระเงินค่า contingent consideration 87.5 ล้านดอลลาร์ ถ้าเราเป็นเจ้าของ คงอยากดูต่อว่าเงินก้อนนี้จะถูกนำไปใช้กับ Puna และเหมืองที่เหลืออย่างไร
ลองคิดต่อนะครับว่าหลังขาย Çöpler และ Artmin ไปแล้ว บริษัทจะโตจากเหมืองเดิมและการสำรวจที่ Puna ได้มากแค่ไหน ส่วนนี้เอกสารยังไม่ได้ให้ภาพที่ชัดเจนครับ ต้องดูแผนในรายงานฉบับเต็มเพิ่มเติม
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
งวด 6 เดือนแรกปี 2026 รายได้อยู่ที่ 1,025.6 ล้านดอลลาร์ โตขึ้น 42% และกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 492.1 ล้านดอลลาร์ โตขึ้น 79% ส่วนกำไรสุทธิที่เกี่ยวกับกิจการต่อเนื่องอยู่ที่ 387.7 ล้านดอลลาร์ แต่กำไรสุทธิรวมที่ผู้ถือหุ้นได้รับกลับติดลบ 9.2 ล้านดอลลาร์ เพราะขาดทุนจากกิจการที่ขายออกไปครับ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ SSRM →