Figure Technology Solutions (FIGR) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
พูดง่ายๆ คือ Figure เป็นบริษัทที่สร้างระบบเทคโนโลยีบน blockchain ให้ใช้ทำสินเชื่อและการซื้อขายสินทรัพย์ครับ บริษัทบอกว่าตั้งเป้า "building the future of capital markets using blockchain-based technology" โดยเน้นสองตลาดหลักคือสินเชื่อผู้บริโภคในสหรัฐฯ ซึ่งบริษัทระบุว่ามีขนาดประมาณ $2 ล้านล้าน และตลาด cryptocurrency กับ digital asset ซึ่งบริษัทระบุว่ามีขนาดประมาณ $3 ล้านล้านครับ
หัวใจของธุรกิจคือ Loan Origination System หรือ LOS ซึ่งเป็นระบบที่ทำให้กระบวนการตั้งแต่ยื่นใบสมัครจนถึงปล่อยเงินเร็วและถูกลงครับ บริษัทระบุว่าเวลาปล่อยสินเชื่อ home equity loan นับจากยื่นใบสมัครจนได้เงินอยู่ที่ median 10 วัน เทียบกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมราว 43 วัน และต้นทุนต่อสินเชื่อหนึ่งรายการอยู่ที่ประมาณ $717 เทียบกับค่าเฉลี่ยของ mortgage industry ที่ $11,109 ตามข้อมูล MBA ณ 30 กันยายน 2025 ครับ
ส่วนที่ต่อยอดจาก LOS มีหลายตัว ได้แก่ Partner-branded คือพาร์ทเนอร์ใช้ระบบนี้ออกสินเชื่อภายใต้แบรนด์ของตัวเอง ส่วน Figure-branded คือบริษัทปล่อยสินเชื่อใต้แบรนด์ Figure เอง ตามด้วย Figure Connect ซึ่งเป็น "electronic marketplace that employs blockchain technology to directly connect sellers and buyers of loans" และยังมี Figure Exchange สำหรับ digital asset, YLDS ซึ่งเป็น stablecoin ที่บริษัทระบุว่าเป็น debt security ที่จดทะเบียนกับ SEC และ Democratized Prime ซึ่งเป็น DeFi marketplace สำหรับการกู้ยืมและให้กู้ยืมครับ
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
รายได้หลักมาจาก ecosystem and technology fees ครับ บริษัทเก็บค่าบริการตามปริมาณ โดยคิดจากยอดเงินต้นของสินเชื่อที่ออกผ่าน LOS และยอดสินเชื่อที่ซื้อขายบน Figure Connect ครับ ในช่วงหกเดือนแรกของปี 2026 รายการนี้อยู่ที่ประมาณ $120.2 ล้าน เพิ่มขึ้น 174.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนหนึ่งมาจากค่า program fees ที่เก็บจากการจัดการ securitization ของ HELOC ครับ
รายได้ถัดมาคือ origination fees ที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดสินเชื่อตอนเริ่มเบิก และ gain on sale of loans ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างราคาขายสินเชื่อให้ผู้ซื้อกับยอดเงินต้นคงค้าง ในหกเดือนแรกของปี 2026 ยอดสินเชื่อที่ขายออกไปอยู่ที่ $4.3 พันล้าน จากเดิม $2.4 พันล้านครับ นอกจากนี้บริษัทยังได้ servicing fees จากการดูแลการผ่อนชำระของสินเชื่อที่ตัวเองเป็นผู้ดูแล ซึ่งเก็บเป็นอัตราต่อยอดคงค้างรายเดือน โดยปัจจุบัน servicing portfolio อยู่ที่ $16.0 พันล้าน ณ 30 มิถุนายน 2026 ครับ
สัดส่วนรายได้กำลังเปลี่ยนไปครับ ปี 2024 รายได้สุทธิราว 82% มาจากแหล่งที่ผูกกับ LOS ส่วนปี 2025 ลดลงเหลือราว 71% เพราะรายได้จาก Figure Connect และผลิตภัณฑ์ใหม่โตเร็วกว่า ส่วน Democratized Prime บริษัทระบุว่าเก็บค่าธรรมเนียม 50 basis points จากยอดคงค้างที่ผู้กู้จ่าย แต่ยังไม่มีรายได้ที่มีนัยสำคัญครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งแรกคือเรื่องต้นทุนและความเร็วครับ ตัวเลข 10 วันเทียบกับ 43 วัน และ $717 เทียบกับ $11,109 คือเหตุผลที่บริษัทบอกว่าระบบนี้ลดขั้นตอนที่ต้องใช้คนและเอกสารลงได้มาก เช่น การตรวจรายได้อัตโนมัติ การประเมินมูลค่าด้วย automatic valuation model แทนการ appraisal และการตรวจ lien แบบดิจิทัลแทนการค้นหาโฉนดแบบกระดาษครับ
จุดแข็งที่สองคือใบอนุญาต บริษัทระบุว่ามี lending and servicing licenses มากกว่า 180 ใบ, money transmitter licenses 48 ใบ และเป็น SEC-registered broker-dealer ที่มีสิทธิ์ดำเนิน alternative trading system หรือ ATS ซึ่งบริษัทเชื่อว่าทำให้แตกต่างจากคู่แข่งครับ การมีใบอนุญาตหลายประเภทแบบนี้เป็นสิ่งที่ผู้เล่นรายใหม่เข้ามาทำได้ไม่ง่ายนักครับ
จุดแข็งที่สามคือการสร้างเครือข่ายผู้ใช้ครับ DART ซึ่งเป็น electronic registry ที่ติดตามสิทธิ์การให้บริการและความเป็นเจ้าของสินเชื่อบน Provenance Blockchain ถูกใช้กับ 87% ของสินเชื่อที่ออกผ่าน LOS ในปี 2025 เทียบกับแค่ 2% ในปี 2024 ครับ และบริษัทระบุว่าปริมาณ Figure Connect ในหกเดือนแรกของปี 2026 โตราว 252% ครับ
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ฝั่งพาร์ทเนอร์ บริษัทระบุว่ามี active partners 307 รายณ 31 ธันวาคม 2025 ครับ พาร์ทเนอร์เป็นทั้งผู้ให้สินเชื่อระดับ retail และ wholesale ที่ใช้ระบบของบริษัทออกสินเชื่อใต้แบรนด์ตัวเอง โดยจ่ายค่าบริการตามยอดสินเชื่อ สัญญาระบุว่าเป็นแบบไม่ผูกขาด และพาร์ทเนอร์ไม่ได้มีภาระต้องใช้ระบบของบริษัททั้งหมดครับ ส่วนในเอกสารที่ให้มาไม่ได้ระบุชื่อพาร์ทเนอร์รายใหญ่รายใดครับ
ฝั่งผู้ซื้อและนักลงทุนบน Figure Connect บริษัทระบุว่ามี marketplace participants ที่ onboard แล้ว 48 รายณ 31 ธันวาคม 2025 ครอบคลุมทั้งผู้ปล่อยสินเชื่อ ผู้ซื้อ และผู้ลงทุนครับ นอกจากนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 บริษัทตั้ง joint venture ชื่อ Fig SIX Mortgage, LLC กับ Sixth Street Partners ซึ่งถือหุ้น 95% ทำหน้าที่ซื้อ HELOC ที่ออกผ่าน LOS และนำไป securitize ครับ
ฝั่งผู้กู้ ข้อมูลในเอกสารระบุว่า HELOC ของ Partner-branded มี FICO เฉลี่ยราว 749 ยอดกู้เฉลี่ยราว $91,000 และอัตราดอกเบี้ยลูกค้าเฉลี่ยราว 9.0% ในไตรมาส 2 ปี 2026 ครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงแรกคือการพึ่งพาสินเชื่อตัวเดียวครับ HELOC คิดเป็นมากกว่า 98% ของ loan originations ในปี 2025 ดังนั้นถ้าความต้องการ HELOC ชะลอตัวลง รายได้ส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบทันทีครับ บริษัทเองก็บอกว่าต้องขยายสินค้าให้หลากหลายขึ้นเพื่อรักษาพาร์ทเนอร์ไว้ครับ
ความเสี่ยงที่สองคือความอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยครับ กำไรจาก gain on sale และมูลค่า servicing asset ขึ้นอยู่กับทิศทางดอกเบี้ย ไตรมาส 2 ปี 2026 บริษัทได้กำไรจาก servicing asset ส่วนหนึ่งเพราะสภาพดอกเบี้ยขาขึ้น แต่ถ้ากลับทิศก็อาจกลับกันได้ครับ นอกจากนี้ความเสี่ยงที่บริษัทระบุไว้ยังรวมถึงการขายสินเชื่อที่ถืออยู่ในงบในราคาขาดทุนด้วยครับ
ความเสี่ยงที่สามคือต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจาก Democratized Prime ครับ ในหกเดือนแรกของปี 2026 ดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นราว $14.0 ล้านจาก Democratized Prime ขณะที่บริษัทระบุว่ารายได้จากผลิตภัณฑ์นี้ยังไม่มีนัยสำคัญครับ
ความเสี่ยงที่สี่คือเรื่องการขาดทุนในอดีตและความผันผวนครับ บริษัทระบุว่าเคยขาดทุนสะสมมาก่อน และกำไรอาจผันผวนรายไตรมาสได้ครับ ค่าตอบแทนที่เป็นหุ้นก็สูงขึ้นมากหลังการ IPO โดยค่า stock-based compensation ใน G&A ไตรมาส 2 ปี 2026 อยู่ที่ราว $23.6 ล้านครับ
ความเสี่ยงที่ห้าคือ digital asset ครับ ราคาและปริมาณการซื้อขายของ digital asset มีความผันผวนสูง และบริษัทระบุว่ารายได้จาก Figure Exchange ยังไม่มีนัยสำคัญในปี 2025 ครับ
ความเสี่ยงที่หกคือการควบรวม Kiavi ครับ ดีลนี้ยังต้องผ่านเงื่อนไขหลายข้อ รวมถึงการปรับโครงสร้างก่อนปิดดีลและใบอนุญาตจากภาครัฐ และบริษัทอาจต้องจ่ายค่าปรับยกเลิกดีลราว $25.0 ล้านหากเข้าเงื่อนไข ครับ
📊 ตัวชี้วัดการเติบโต
บริษัทกำลังโตเร็วและมีตัวชี้วัดเฉพาะของตัวเองครับ ในหกเดือนแรกของปี 2026 ecosystem volume อยู่ที่ประมาณ $8.67 พันล้าน เพิ่มจาก $3.50 พันล้านปีก่อน ส่วน Figure Connect volume อยู่ที่ประมาณ $4.38 พันล้าน เพิ่มขึ้นราว 252% ครับ บริษัทระบุว่า net take rate ซึ่งเป็นรายได้สุทธิต่อยอดสินเชื่อในระบบอยู่ที่ 3.7% เทียบกับ 3.9% ปีก่อน เพราะสัดส่วนของ Connect ที่ค่าธรรมเนียมต่อหน่วยต่ำกว่าค่อยๆ มากขึ้นครับ
ตัวเลขเชิงคาดการณ์ เช่น ขนาดตลาดราว $2 ล้านล้านและ $3 ล้านล้านข้างบน เป็นสิ่งที่บริษัทระบุไว้เองครับ ไม่ใช่ตัวเลขที่ยืนยันได้จากงบการเงินโดยตรงครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
ประเด็นใหญ่ที่สุดตอนนี้คือดีล Kiavi ครับ บริษัทประกาศเมื่อ 10 มิถุนายน 2026 ว่าจะซื้อ Kiavi, Inc. ซึ่งบริษัทอธิบายว่าเป็นแพลตฟอร์มสินเชื่อที่ใช้ AI สำหรับนักลงทุนอสังหาฯ ที่ซื้อ ปรับปรุง และขายต่อ โดยจ่ายเงินสดรวมราว $532.4 ล้านครับ บริษัทออกหุ้นกู้ Senior Notes ดอกเบี้ย 8.500% ครบกำหนปี 2031 มูลค่า $600.0 ล้าน ปิดการเสนอขายเมื่อ 14 กรกฎาคม 2026 ได้เงินสุทธิราว $586.5 ล้าน ซึ่งบริษัทระบุว่าตั้งใจจะใช้จ่ายค่าตอบแทนดีล Kiavi ครับ
อีกทิศทางคือการขยาย Democratized Prime และผลิตภัณฑ์ใหม่ครับ บริษัทระบุว่าคาดว่า Democratized Prime จะเติบโตเมื่อผู้ใช้เริ่มเห็นประโยชน์ ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นที่กล่าวถึงในเอกสาร ได้แก่ digital asset-secured personal loan และ DSCR loans ครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ในหกเดือนแรกของปี 2026 รายได้สุทธิอยู่ที่ประมาณ $392.6 ล้าน เพิ่มขึ้น 106% และกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ $132.5 ล้าน เทียบกับ $29.4 ล้านปีก่อนครับ ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ FIGR →