Eli Lilly ขายยาได้มากขึ้นเกินครึ่งจากปีก่อน นำโดยยาเบาหวาน Mounjaro และยาลดน้ำหนัก Zepbound ผู้สูงอายุในอเมริกาเริ่มเข้าถึงยาลดน้ำหนักผ่านโครงการของ Medicare ยาเม็ดตัวใหม่ Foundayo เริ่มขายหลายประเทศ และบริษัทปรับเป้ารายได้ทั้งปีขึ้นอีกรอบ แต่ราคายายังลดต่อเนื่อง และกำไรต่อหุ้นโตแค่ 7% เพราะค่าซื้อกิจการก้อนใหญ่ ผมถอดจากการประชุมนักลงทุนมาเล่าเป็นภาษาคน ทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่ต้องจับตา
วันที่ 29 ตุลาคม 2026 Eli Lilly ประกาศงบไตรมาส 3 Dave Ricks ซีอีโอ เปิดการประชุมว่าเป็นอีกไตรมาสที่ทำงานได้ตามแผน รายได้เพิ่มเกือบ $7B จากไตรมาสเดียวกันปีก่อน ยาตัวหลักขายได้เพิ่มเกิน $6B และกลุ่มยามะเร็ง ภูมิคุ้มกัน และสมอง รายได้โตเท่าตัว
เรื่องที่ต้องรู้ของไตรมาสนี้มีสามเรื่อง เรื่องแรก ยากลุ่มที่ช่วยคุมน้ำตาลและลดน้ำหนัก (incretin) ยังโตแรงทั้งในและนอกอเมริกา เรื่องที่สอง โครงการ Medicare GLP-1 Bridge ที่เริ่ม 1 กรกฎาคม เปิดให้ผู้สูงอายุราว 20 ล้านคนในอเมริกาเข้าถึงยาลดน้ำหนัก และคนส่วนใหญ่ที่เข้ามาไม่เคยใช้ยากลุ่มนี้มาก่อน เรื่องที่สาม ราคายาเฉลี่ยยังลดลง และปีนี้มีรายได้พิเศษราว $2B ที่ปีหน้าจะไม่มี
บทความนี้เรียบเรียงจากการประชุมนักลงทุนที่ซีอีโอ Lucas Montarce ซีเอฟโอ และผู้บริหารแต่ละกลุ่มยา ตอบคำถามนักวิเคราะห์ แล้วใช้ประกาศผลประกอบการที่ Lilly ยื่นต่อ ก.ล.ต.สหรัฐในวันเดียวกันยืนยันตัวเลข ไตรมาส 3 หมายถึงกรกฎาคมถึงกันยายน 2026 ตัวเลขกำไรที่บริษัทใช้อธิบายเป็นแบบปรับปรุง (non-GAAP) และผลทดลองยาเป็นผลที่บริษัทแถลง ยังไม่ใช่ข้อสรุปของหน่วยงานกำกับ ผมเขียนกำกับไว้ทุกจุด
อ่านผ่านๆ ก่อนก็ได้ แล้วค่อยกลับมาดูตอนเจอคำเหล่านี้
ตัวเลขหลักไตรมาส 3 ปี 2026
จากประกาศผลประกอบการที่ยื่นต่อ ก.ล.ต.สหรัฐ (29 ต.ค. 2026) และคำพูดของซีเอฟโอ
รายได้ $24.4B โต 39% กำไรต่อหุ้นแบบปรับปรุง $7.48 โตแค่ 7% จาก $7.02 ปีก่อน ช่องว่างนี้มาจากค่าซื้องานวิจัย ไตรมาสนี้ Lilly ซื้อกิจการ AtaiBeckley และ Curevo ลงเป็นค่าใช้จ่ายทันที $4.2B คิดเป็น $4.57 ต่อหุ้น เทียบกับ $0.71 ปีก่อน Lilly ไม่ตัดรายการนี้ออกจากกำไรแบบปรับปรุง ตัวเลขจึงดูโตช้ากว่าธุรกิจจริง
ตามบัญชี กำไรสุทธิ $6.5B กำไรต่อหุ้น $7.22 โต 16% ซีเอฟโอบอกว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงานแบบปรับปรุงอยู่ที่ 54.2% เพิ่ม 5.9 จุดจากปีก่อน เพราะรายได้โตเร็วกว่าค่าใช้จ่าย แต่ต้องรู้ไว้ว่ารายได้ไตรมาสนี้มีรายการพิเศษราว $900M ส่วนใหญ่เป็นเงินก้อน $410M จากยา Jardiance ที่ทำร่วมกับ Boehringer Ingelheim (ไม่มีเงินก้อนแบบนี้เหลือแล้ว) และการปรับประมาณการส่วนลดยาให้ดีขึ้น
รายได้โต 39% มาจากไหน
+53%
ปริมาณขาย
−15%
ราคาเฉลี่ย
จากประกาศผลประกอบการ · ราคาเฉลี่ยคือราคาหลังหักส่วนลดที่บริษัทได้รับจริง
ในอเมริกา รายได้ $15.1B โต 34% ปริมาณเพิ่ม 41% ราคาลด 7% ซีเอฟโอบอกว่าราคาได้แรงช่วยจากการปรับประมาณการส่วนลด ถ้าไม่นับรายการนี้ ราคาในอเมริกาลด 10% นอกอเมริกา รายได้ $9.3B โต 47% ปริมาณเพิ่ม 76% แต่ราคาลด 29% ส่วนใหญ่เพราะจีนเอา Mounjaro เข้าบัญชียาที่รัฐช่วยจ่ายตั้งแต่ไตรมาส 1
รายได้แต่ละภูมิภาค เทียบไตรมาสเดียวกันปีก่อน
| ภูมิภาค | โต | มาจาก |
|---|---|---|
| อเมริกา | 34% | Zepbound และ Mounjaro |
| ยุโรป | 29% | Mounjaro + เงินก้อนจาก Jardiance $410M |
| ญี่ปุ่น | 26% | Mounjaro และยาอัลไซเมอร์ Kisunla |
| จีน | 62% | Mounjaro |
| ประเทศอื่น | 87% | Mounjaro ในเกาหลี ตุรกี บราซิล |
จากคำพูดของซีเอฟโอ · นอกอเมริกาคิดแบบตัดผลค่าเงิน (constant currency)
ยา tirzepatide สองชื่อ ไตรมาส 3 ปี 2026
รายได้ $10.7B โต 65%
อเมริกา $5.0B โต 41% · นอกอเมริกา $5.7B โต 93%
รายได้ $5.4B โต 49%
อเมริกา $5.3B โต 48%
$16.1B · ปีก่อน $10.1B
โตราว $6B ในปีเดียว
จากตารางรายได้ในประกาศผลประกอบการ · ยอดรวมผมคำนวณจากตาราง ($10,723M + $5,352M)
Mounjaro ยังเป็นยาที่ขายได้มากที่สุดของบริษัท ซีเอฟโอเล่าว่าในจีน Mounjaro เป็นยาตัวแรกที่ทำรายได้เกิน $1B ในปีเต็มปีแรก และในญี่ปุ่นคนไข้ใหม่ที่เริ่มยากลุ่มนี้เลือก Mounjaro เกินครึ่ง ส่วน Zepbound ในอเมริกาขายได้มากขึ้นมาก แต่ราคาเฉลี่ยลดลง
เรื่องคนใช้ยาต่อเนื่องนานแค่ไหน Ilya Yuffa ประธาน Lilly USA ตอบนักวิเคราะห์ว่า ยาเบาหวาน Trulicity ที่ Lilly เคยขาย คนใช้ต่อเนื่องราว 16–18 เดือน และ Zepbound กำลังไปได้ใกล้เคียงกัน ทั้งคนที่ประกันจ่ายและคนที่จ่ายเอง ส่วนยาเม็ดโดยทั่วไปคนมักใช้ต่อเนื่องน้อยกว่ายาฉีดสัปดาห์ละครั้ง (ถอดความ)
ตลาดยากลุ่ม incretin ไตรมาส 3 ปี 2026
จากคำพูดของซีเอฟโอ · นอกอเมริกาวัดจากยอดขายที่ IQVIA รวบรวม
ในอเมริกา ใบสั่งยากลุ่มนี้ทั้งหมดเพิ่ม 32% ฝั่งลดน้ำหนักเพิ่ม 82% ฝั่งเบาหวานเพิ่ม 8% และ Lilly มีส่วนแบ่งเกิน 60% นอกอเมริกาตลาดโต 53% นักวิเคราะห์จาก JPMorgan ถามว่าที่ยอดโตเร็วขนาดนี้ เป็นเพราะตลาดใหญ่กว่าที่คิด หรือเป็นการดึงความต้องการในอนาคตมาใช้ก่อน ซีเอฟโอตอบว่ายังแค่ขีดผิวเท่านั้น ในอเมริกาเข้าถึงผู้ป่วยราว 1 ใน 10 นอกอเมริกาแค่ 2 ใน 100 แม้ตัวเลข $16B ต่อไตรมาสจะดูใหญ่มาก (ถอดความ)
Ken Custer ประธานกลุ่มยาหัวใจและเมตาบอลิก เสริมว่าในอเมริกามีคนที่เป็นโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกินราว 110 ล้านคน และทั่วโลกเป็นหลักพันล้านคน บริษัทจึงทำยาหลายตัวให้คนเลือกตามที่เหมาะกับตัวเอง ทั้งยาเม็ด ยาฉีด และยารุ่นถัดไป
โครงการ Medicare GLP-1 Bridge (เริ่ม 1 ก.ค. 2026)
จากคำพูดของซีอีโอและประธาน Lilly USA · ความเห็นเรื่องอนาคตของโครงการเป็นมุมมองของบริษัท
Bridge เป็นโครงการนำร่องที่ให้ Medicare จ่ายค่ายาลดน้ำหนักให้ผู้สูงอายุที่เข้าเกณฑ์ ซีอีโอบอกว่าคนที่เข้ามาส่วนใหญ่มีน้ำหนักมากและมีโรคร่วม ประธาน Lilly USA บอกว่าโครงการนี้ไปได้ดีกว่าที่บริษัทคาด และเงินที่ต้องจ่ายเองน้อยทำให้คนใช้ยาต่อเนื่องดีขึ้น (ถอดความ)
ซีอีโอยกงานวิจัยอิสระจาก Schaeffer Center ของมหาวิทยาลัย Southern California ที่ประเมินว่าการให้ Medicare จ่ายค่ายาลดน้ำหนักอาจช่วยประหยัดเงินรวมเกิน $20B ใน 10 ปี (เป็นการประเมินของงานวิจัย ไม่ใช่ผลจริง) นักวิเคราะห์จาก Cantor ถามว่าจะมั่นใจได้แค่ไหนว่าโครงการจะไม่สะดุดหลังสิ้นปี 2027 ซีอีโอบอกว่าค่อนข้างมองบวก เพราะคนใช้ยาเยอะ ใช้ตามข้อบ่งใช้ และน่าจะคุ้มค่า และคาดว่าจะเริ่มคุยกับบริษัทประกันเรื่องปี 2028 (ถอดความ)
Foundayo ไตรมาส 3 ปี 2026
อเมริกา
คนเริ่มยาเม็ดลดน้ำหนัก
ราว 4 ใน 10 เลือก Foundayo · คนไข้ใหม่เพิ่มเป็น 2 เท่าจากไตรมาส 2
เหมือน ร้านใหม่ที่คิวเริ่มยาวนอกอเมริกา
เปิดขาย 4 ประเทศ
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อังกฤษ ซาอุดีอาระเบีย เม็กซิโก · รออนุมัติอีกเกิน 40 ประเทศ
เหมือน เปิดสาขาทีละเมืองเบาหวาน
รอผลอนุมัติในอเมริกา
คาดผลในไตรมาส 4 · ซีอีโอบอกว่าราวครึ่งของยากลุ่มนี้ในอเมริกาใช้กับเบาหวาน
เหมือน รอใบอนุญาตขายเมนูใหม่จากคำพูดของซีเอฟโอ ประธาน Lilly USA ประธาน Lilly International และซีอีโอ · รายได้ Foundayo ไตรมาส 3 $184M
Foundayo เพิ่งเริ่มขาย รายได้ไตรมาสนี้จึงยังเล็ก $184M แต่ตัวเลขการใช้กำลังขยับ ประธาน Lilly USA บอกว่าใบสั่งยาไตรมาสนี้เกินครึ่งล้านใบ หมอที่ลองสั่งยาเพิ่มเกินเท่าตัว และในยาเม็ดลดน้ำหนักที่โตจากไตรมาส 2 ไตรมาส 3 Foundayo ได้ไป 45% เรื่องขนาดยา คนที่ขึ้นถึงขนาดยาสำหรับใช้ระยะยาวแล้วราว 25% ซึ่งเขาบอกว่าสูงกว่ายาเม็ด Wegovy ของคู่แข่ง (ถอดความ)
นอกอเมริกา Patrik Jonsson ประธาน Lilly International บอกว่ายาเม็ดช่วยขยายตลาด เพราะคนจำนวนมากที่เริ่มยาเม็ดไม่เคยใช้ยากลุ่มนี้มาก่อน เม็กซิโกเปิดได้ 6 สัปดาห์ยอดดีกว่าที่คาดเล็กน้อย และคณะกรรมการยาของยุโรป (CHMP) ให้ความเห็นเชิงบวกแล้ว บริษัทหวังได้รับอนุมัติภายในสิ้นปี และพร้อมเปิดขายเกิน 40 ประเทศปีหน้า โดยช่วงแรกเน้นคนที่จ่ายเงินเอง (ถอดความ)
ยาตัวหลักนอกกลุ่มเบาหวานและลดน้ำหนัก ไตรมาส 3 ปี 2026
| ยา | รักษา | รายได้ | โต |
|---|---|---|---|
| Jaypirca | มะเร็งเม็ดเลือด | $228M | 59% |
| Ebglyss | ผิวหนังอักเสบ | $202M | 59% |
| Kisunla | อัลไซเมอร์ | $193M | 175% |
| Omvoh | ลำไส้อักเสบ | $114M | 76% |
| Inluriyo | มะเร็งเต้านม | $73M | ยาใหม่ |
จากตารางรายได้ในประกาศผลประกอบการ · ยาตัวหลักในกลุ่มมะเร็ง ภูมิคุ้มกัน และสมอง รวมกันโต 100%
ยากลุ่มนี้ยังก้อนเล็กเมื่อเทียบกับ tirzepatide แต่โตเร็ว Kisunla ยาอัลไซเมอร์โต 175% Carole Ho ประธานกลุ่มยาสมอง บอกว่ามาจากการให้ยาที่สะดวก (ฉีดเข้าเส้นครั้งละ 30 นาที เดือนละครั้ง) และการตรวจเลือดหาโรคแบบ p-tau217 ที่เพิ่มเกินเท่าตัว ทำให้คนได้รับการวินิจฉัยเร็วขึ้น ส่วน Inluriyo ยามะเร็งเต้านมแบบกิน ได้ส่วนแบ่งใบสั่งยาใหม่ในอเมริกาเกิน 60% แล้ว
retatrutide เทียบ semaglutide 2 mg ในคนเป็นเบาหวานชนิดที่ 2
semaglutide
ยาของคู่แข่ง (Ozempic)
retatrutide
ยาใหม่ของ Lilly (ทดลองระยะ 3)
ผลเบื้องต้นจากการทดลอง TRANSCEND-T2D-2 ที่บริษัทแถลงหนึ่งวันก่อนประกาศงบ · ยังไม่ได้รับอนุมัติ
Dan Skovronsky ประธานฝ่ายวิทยาศาสตร์ บอกว่าคนเป็นเบาหวานลดน้ำหนักได้ยากกว่าคนทั่วไป ผลนี้จึงสำคัญ อีกตัวคือ EloraTZP ผลทดลองระยะ 2 ในคนที่เป็นทั้งโรคอ้วนและเบาหวาน น้ำหนักลด 23.3% ใน 48 สัปดาห์ มากกว่า tirzepatide 57% และกลุ่มขนาดยาสูงสุดน้ำตาลสะสมลด 2.9% แต่กลุ่มนั้นก็มีคนหยุดยาเพราะผลข้างเคียงมากกว่า บริษัทบอกว่าการทดลองระยะ 3 จะเพิ่มขนาดยาช้าลง และจะเริ่มเร็วๆ นี้
ฝั่ง Foundayo การทดลองด้านหัวใจ ACHIEVE-4 ผ่านเป้าหลัก คือปลอดภัยต่อหัวใจไม่ด้อยกว่าอินซูลิน glargine และในการวิเคราะห์เพิ่มเติมที่วางแผนไว้ล่วงหน้า ความเสี่ยงเหตุการณ์ด้านหัวใจต่ำกว่าอินซูลิน 16% ส่วนเรื่องที่ได้รับอนุมัติแล้วในไตรมาสนี้มีหลายตัว
บริษัทบอกว่ามียามะเร็งตัวใหม่หรือข้อบ่งใช้ใหม่ 8 รายการที่อยู่หรือกำลังจะเข้าการทดลองระยะ 3 ผลการทดลอง EMBER-4 ของ Inluriyo ในมะเร็งเต้านมระยะต้นคาดว่าจะออกปี 2027 และจะมีงาน Lilly Innovation Day วันที่ 7 ธันวาคม ที่เน้นเรื่องยาที่กำลังพัฒนา
เงินที่ Lilly ใช้ในไตรมาส 3 ปี 2026
จากประกาศผลประกอบการและคำพูดของซีอีโอ · ยอดคืนผู้ถือหุ้นผมรวมเอง
ค่าวิจัยโตเพราะยาที่กำลังทดลองมีมากขึ้น ทั้งที่พัฒนาเองและที่ซื้อมา ค่าการตลาดโตเพราะเตรียมเปิดตัวยาใหม่หลายตัว ไตรมาสนี้ Lilly ซื้อ AtaiBeckley ที่พัฒนายารักษาโรคซึมเศร้าที่รักษายาก และหลังจบไตรมาสก็ซื้อ Merida Biosciences ที่พัฒนายาโรค Graves (ภูมิคุ้มกันกระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้ทำงานเกิน) และโรคตาจากไทรอยด์ Jake Van Naarden ผู้ดูแลการซื้อกิจการ บอกว่าความเสี่ยงคือเพื่อนของเรา เพราะบริษัทไม่ต้องการรายได้พรุ่งนี้ จึงซื้อยาที่ยังเสี่ยงอยู่บ้างเพื่อสร้างมูลค่าได้ (ถอดความ)
ด้านโรงงาน ไตรมาสนี้บริษัทเริ่มก่อสร้างโรงงานใหม่สองแห่งในอเมริกา ที่ Houston รัฐเท็กซัส $6.5B และที่ Richmond รัฐเวอร์จิเนีย $5B ซีอีโอบอกว่าราวสามในสี่ของยาที่กำลังทดลองเป็นโรคอื่นนอกจากโรคอ้วน และบริษัทตั้งใจให้รายได้มาจากหลายกลุ่มยา
เป้าทั้งปี 2026 ก่อนและหลังปรับ
| รายการ | เดิม | ใหม่ |
|---|---|---|
| รายได้ | $85–87B | $91–92B |
| อัตรากำไรจากการดำเนินงาน* | 49.0–50.5% | 52.0–52.5% |
| อัตราภาษี* | 18–19% | 19–20% |
| กำไรต่อหุ้น* | $35.50–36.50 | $35.00–36.00 |
*แบบปรับปรุง · เป็นการคาดการณ์ของบริษัท ไม่ใช่ผลจริง · เป้าไม่รวมค่าซื้องานวิจัยที่จะเกิดหลัง 30 ก.ย. 2026
เป้ารายได้ขึ้นอีก $5.5B ที่จุดกึ่งกลาง เป้ากำไรต่อหุ้นดูเหมือนลดลง แต่จริงๆ บริษัทปรับขึ้น $4.07 จากธุรกิจที่ดีขึ้น แล้วหักค่าซื้องานวิจัยของไตรมาส 3 ที่ $4.57 ออก นักวิเคราะห์จาก JPMorgan นับว่าปีนี้ Lilly ปรับเป้ารายได้ขึ้นรวมราว $10B จากเป้าแรกของปี
นักวิเคราะห์จาก TD Cowen ถามตรงๆ ว่าเป้าของ Lilly ไม่ค่อยตรงกับผลจริง ซีอีโอตอบว่าเป็นช่วงที่ตลาดยากลุ่มนี้ขยายตัวใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยา มีหลายเรื่องที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ต้นปีมีสองตัวแปรที่ไม่รู้คำตอบ คือ Bridge จะเริ่มเมื่อไหร่และคนจะใช้มากแค่ไหน กับคนชั้นกลางนอกอเมริกาจะยอมจ่ายเงินเองซื้อยาลดน้ำหนักแค่ไหน ทั้งสองเรื่องออกมาดีกว่าที่คาด และเขาบอกว่าเกินเป้าทางบวกดีกว่าพลาดทางลบ (ถอดความ)
บริษัทจะให้เป้าปี 2027 ตอนประกาศงบไตรมาส 4 เดือนมกราคม แต่ซีเอฟโอเล่าแรงดึงขึ้นและลงไว้ก่อน
เรื่องราคานอกอเมริกา ประธาน Lilly International บอกว่าแม้มียาสามัญออกมาในอินเดีย บราซิล และแคนาดา Lilly ยังรักษาส่วนแบ่งได้ และตอนนี้มี 9 ประเทศในยุโรปที่ประกันรัฐจ่ายค่ายาเบาหวานกลุ่มนี้ ซีอีโอเสริมว่าบริษัทตั้งใจให้ราคายาลดน้ำหนักในแต่ละประเทศห่างกันน้อยกว่ายากลุ่มอื่น เพราะเป็นยาที่คนจ่ายเงินเองเยอะ (ถอดความ)
ไตรมาสนี้ยืนยันว่าความต้องการยาลดน้ำหนักยังโตแรง ทั้งจากคนจ่ายเงินเองนอกอเมริกา และจากผู้สูงอายุในอเมริกาที่เพิ่งเข้าถึงผ่าน Bridge Lilly ยังนำตลาดทั้งยาฉีดและเริ่มได้ส่วนแบ่งในยาเม็ด และกลุ่มยาอื่นเริ่มโตเป็นเรื่องเป็นราว
แต่มีสามเรื่องที่ต้องแยกให้ออก เรื่องแรก รายได้ไตรมาสนี้มีรายการพิเศษราว $900M และทั้งปีราว $2B ที่ปีหน้าไม่มี เรื่องที่สอง ราคาเฉลี่ยลดต่อเนื่อง และสิทธิ์ที่เพิ่มขึ้นมาจากช่องทางที่ราคาต่ำกว่า เรื่องที่สาม บริษัทซื้อกิจการเยอะ ค่าซื้องานวิจัยทำให้กำไรต่อหุ้นแกว่งตามจังหวะการซื้อ ตัวเลขที่ควรดูต่อคือใบสั่งยา Foundayo จำนวนคนใน Bridge และราคาเฉลี่ยในอเมริกา
อยากเข้าใจว่า Eli Lilly หาเงินจากอะไร มีความเสี่ยงอะไรที่บริษัทเขียนไว้ในเอกสารที่ยื่นต่อหน่วยงานกำกับ ดูได้ที่หน้าภาพรวมบริษัท Eli Lilly
ที่มา: การประชุมนักลงทุน Eli Lilly ไตรมาส 3 ปี 2026 (29 ต.ค. 2026) และประกาศผลประกอบการที่ยื่นต่อ ก.ล.ต.สหรัฐในวันเดียวกัน (แบบ 8-K เอกสารแนบ 99.1) · รายได้รายยา รายได้แยกในและนอกอเมริกา ปริมาณและราคา ค่าใช้จ่าย ค่าซื้องานวิจัย กำไรตามบัญชี และตารางเป้าทั้งปี มาจากประกาศผลประกอบการ · ยอดรวม Mounjaro + Zepbound และยอดคืนผู้ถือหุ้น ผมคำนวณเอง · ผลทดลองยาเป็นผลที่บริษัทแถลง · คำพูดของผู้บริหารและนักวิเคราะห์เป็นการถอดความ ไม่ใช่การแปลคำต่อคำ · ข้อมูล ณ 29 ตุลาคม 2026
สรุปธุรกิจ จุดแข็ง และความเสี่ยงของ Eli Lilly เป็นภาษาไทย อ่านจากเอกสารที่บริษัทยื่นต่อหน่วยงานกำกับ
อ่านภาพรวมบริษัท Eli Lilly →บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษา เป็นการรวบรวมและอธิบายข้อมูลจากการประชุมนักลงทุน ประกาศผลประกอบการ และเอกสารที่บริษัทยื่นต่อหน่วยงานกำกับ ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน ไม่ใช่บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ และไม่ใช่การชี้แนะให้ซื้อหรือขายสินทรัพย์ใดๆ · ตัวเลขคาดการณ์ทั้งหมดเป็นของบริษัท ไม่ใช่ผลประกอบการจริง · การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทางการและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจเสมอ · DaddyInvestor © 2026