← กลับหน้าบทความ DaddyInvestor
สรุปงบไตรมาส · PepsiCo ไตรมาส 3 ปี 2026

งบ PepsiCo Q3 2026 — ต่างประเทศโตแรง อเมริกายังติด ลดเป้ากำไร

ยอดขายพื้นฐานของ PepsiCo โตเร็วที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี โดยมีธุรกิจต่างประเทศเป็นตัวหลัก แต่ในอเมริกา ขนมต้องลดราคาเพื่อเรียกยอดขาย น้ำอัดลมยังสู้คู่แข่งไม่ได้ และต้นทุนวัตถุดิบกำลังขึ้น บริษัทจึงลดเป้ากำไรต่อหุ้นทั้งปีลง ผมถอดจากช่วงถามตอบกับนักวิเคราะห์มาเล่าเป็นภาษาคน ทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่ต้องจับตา

อ่าน 20 นาที · ตุลาคม 2026 · อ่านได้ทุกระดับ
$25.3B
รายได้ไตรมาส 3
โต 5.6% จากปีก่อน
3.1%
ยอดขายพื้นฐานโต
เร็วสุดตั้งแต่ปลายปี 2023
+2.5–3.5%
เป้ากำไรต่อหุ้นหลักทั้งปี
เดิมอย่างน้อย +5%

ช่วงถามตอบกับนักวิเคราะห์ของ PepsiCo เมื่อเช้าวันที่ 8 ตุลาคม 2026 เริ่มด้วยข่าวดี Steve Schmitt ซีเอฟโอคนใหม่ บอกว่าพอใจผลงานไตรมาสนี้หลายด้าน ยอดขายพื้นฐานโต 3.1% ซึ่งเร็วที่สุดตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2023 แต่ประกาศเดียวกันก็ลดเป้ากำไรต่อหุ้นทั้งปีลง และพอถึงคำถามเรื่องเครื่องดื่มในอเมริกา Ramon Laguarta ซีอีโอ ตอบตรงๆ ว่า “เราไม่พอใจธุรกิจเครื่องดื่ม” (ถอดความ)

ภาพของไตรมาสนี้จึงเป็นบริษัทเดียวที่มีสองหน้า ธุรกิจนอกอเมริกาเหนือโต 8% และทำกำไรได้มากขึ้นทุกภูมิภาค ส่วนในบ้านเกิด ขนมเพิ่งกลับมาขายได้มากขึ้นหลังลดราคา แต่กำไรลดลงสองหลัก ส่วนน้ำอัดลมยังเสียพื้นที่ให้คู่แข่ง และเมื่อสัญญาล็อกราคาวัตถุดิบทยอยหมดอายุ ต้นทุนก็เริ่มขึ้น ท้ายช่วงถามตอบ มีนักวิเคราะห์ถามถึงการแยกบริษัท ซีอีโอไม่ได้ปฏิเสธ แต่บอกว่าเปิดรับทุกทางเลือก

บทความนี้เรียบเรียงจากช่วงถามตอบที่ Ramon Laguarta และ Steve Schmitt ตอบคำถามนักวิเคราะห์ แล้วใช้ประกาศผลประกอบการที่ PepsiCo ยื่นต่อ ก.ล.ต.สหรัฐในวันเดียวกันยืนยันตัวเลข PepsiCo ใช้ปีบัญชีแบบนับสัปดาห์ ไตรมาส 3 ปีนี้คือ 12 สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 5 กันยายน 2026 ตัวเลขทั้งหมดเป็นดอลลาร์สหรัฐ และถ้าไม่บอกเป็นอย่างอื่น การเติบโตเป็นการเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

ในบทความนี้

  1. ไตรมาสนี้ในภาพเดียว
  2. PepsiCo หาเงินจากอะไร
  3. ต่างประเทศ: เครื่องยนต์ที่แรงกว่า
  4. ขนมในอเมริกา: ลดราคาแลกยอดขาย
  5. เครื่องดื่มในอเมริกา: ส่วนที่ผู้บริหารไม่พอใจ
  6. รายได้ดี แต่ทำไมลดเป้ากำไร
  7. ราคาสินค้า และเงินค่าโฆษณา
  8. ทุกทางเลือกเปิดหมด
  9. เงินสด หนี้ และเงินปันผล
  10. เป้าปี 2026 และปี 2027
  11. มุมผู้ถือหุ้น
  12. อีกด้านของเหรียญ

🗂️ ศัพท์ PepsiCo แปลเป็นภาษาคน

อ่านผ่านๆ ก่อนก็ได้ แล้วค่อยกลับมาดูตอนเจอคำเหล่านี้

ยอดขายพื้นฐาน (organic revenue)
รายได้ที่ตัดผลของค่าเงินและการซื้อหรือขายกิจการออก ใช้ดูว่าธุรกิจเดิมโตจริงเท่าไร
ตัวเลขหลัก (core)
ตัวเลขที่บริษัทตัดรายการพิเศษออก เช่น ค่าปรับโครงสร้าง ค่าใช้จ่ายซื้อขายกิจการ และกำไรขาดทุนจากการตีราคาสัญญาวัตถุดิบ
ค่าเงินคงที่ (constant currency)
คิดผลประกอบการเหมือนอัตราแลกเปลี่ยนยังเท่ากับปีก่อน เพื่อตัดผลของค่าเงินออก
ราคาสุทธิที่ได้จริง (effective net pricing)
ผลรวมของการขึ้นหรือลดราคา โปรโมชัน และสัดส่วนสินค้าหรือขนาดบรรจุที่ขายได้ ติดลบแปลว่าได้เงินต่อชิ้นน้อยลง
A&M
ค่าโฆษณาและการตลาด (advertising and marketing)
ล็อกราคาวัตถุดิบ (hedging)
สัญญาซื้อวัตถุดิบล่วงหน้าในราคาที่ตกลงไว้ ของ PepsiCo ส่วนใหญ่ยาว 6–12 เดือน พอสัญญาหมด ต้นทุนก็กลับไปตามราคาตลาด
ผู้บรรจุขวด (bottler)
บริษัทที่ซื้อหัวเชื้อจาก PepsiCo ไปผลิต บรรจุ และส่งเครื่องดื่มให้ร้านค้า ในหลายประเทศ PepsiCo มีรายได้จากการขายหัวเชื้อเป็นหลัก
รีแฟรนไชส์ (refranchising)
ยกพื้นที่ที่บริษัทผลิตและส่งของเองให้ผู้บรรจุขวดอิสระดูแลแทน บริษัทใช้เงินทุนน้อยลง แต่รายได้ก็ลดลงด้วย

1. ไตรมาสนี้ในภาพเดียว

ตัวเลขหลักไตรมาส 3 ปี 2026

$25.3B
รายได้ · โต 5.6% · ยอดขายพื้นฐานโต 3.1%
$4.28B
กำไรจากการดำเนินงานหลัก · โต 3% · อัตรา 16.9%
$2.34
กำไรต่อหุ้นหลัก · ปีก่อน $2.29 · โต 2%
$2.23
กำไรต่อหุ้นตามบัญชี · ปีก่อน $1.90 · โต 17%

จากประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2026 ของ PepsiCo (8 ต.ค. 2026) · รายได้ $25,274M · กำไรจากการดำเนินงานหลัก $4,277M · ถ้าคิดแบบค่าเงินคงที่ กำไรต่อหุ้นหลักโต 1.5%

รายได้ $25.3B โต 5.6% แยกได้เป็นสามส่วน ส่วนแรกคือยอดขายพื้นฐานที่โต 3.1% ส่วนที่สองคือกิจการที่ซื้อเข้ามาในปี 2025 ช่วยเพิ่มอีก 1.7 จุด และส่วนที่สามคือค่าเงินช่วยอีก 0.7 จุด ที่ผู้บริหารภูมิใจคือยอดขายพื้นฐานมาจากการขายได้มากขึ้นจริง ไม่ได้มาจากการขึ้นราคาอย่างเดียว ปริมาณเครื่องดื่มทั่วโลกโต 3% ปริมาณอาหารโต 1% และถ้าไม่นับธุรกิจธัญพืชในแอฟริกาใต้ ปริมาณอาหารโต 4%

Ramon บอกว่าการผ่านเส้น 3% เป็นหมุดหมายสำคัญ และเป็นทางไปสู่เป้าระยะยาวที่บริษัทอยากโตปีละ 4% แต่พอดูกำไร ภาพเปลี่ยน กำไรจากการดำเนินงานหลักโตแค่ 3% และอัตรากำไรลดลง 0.35 จุดเหลือ 16.9% ที่สำคัญกว่านั้น ประกาศผลประกอบการเขียนไว้ว่ากำไรหลักไตรมาสนี้ได้แรงหนุน 4 จุดจากเงินคืนภาษีนำเข้า ถ้าไม่มีส่วนนี้ กำไรหลักจะไม่โตเลย หรือลดลงเล็กน้อย

ส่วนกำไรต่อหุ้นตามบัญชีที่โต 17% ดูดีกว่ากำไรหลักมาก สาเหตุหลักมาจากรายการพิเศษ ทั้งรายการเกี่ยวกับการซื้อขายกิจการที่เป็นบวกในไตรมาสนี้ และกำไรจากการตีราคาสัญญาวัตถุดิบ ถ้าดูทั้งปีถึงตอนนี้ (36 สัปดาห์) ช่องว่างกว้างกว่าอีก กำไรต่อหุ้นตามบัญชีโต 47% เพราะปีก่อนมีการตัดมูลค่าแบรนด์ Rockstar และ Be & Cheery ไปเกือบ $2B ส่วนกำไรต่อหุ้นหลักโต 5% เป็น $6.15 จากรายได้ $68.9B ที่โต 6.7%

2. PepsiCo หาเงินจากอะไร

คนส่วนใหญ่รู้จัก PepsiCo จากน้ำอัดลม แต่ขนมขบเคี้ยวและอาหารเป็นธุรกิจที่ใหญ่พอๆ กัน บริษัทรายงานธุรกิจเป็น 6 กลุ่ม แบ่งเป็นอเมริกาเหนือ 2 กลุ่ม และต่างประเทศ 4 กลุ่ม ไตรมาสนี้รายได้จากอเมริกาเหนือยังมากกว่า แต่กำไรจากสองฝั่งเกือบเท่ากันแล้ว

สองฝั่งของ PepsiCo ไตรมาส 3

อเมริกาเหนือ · ขนม
🥨 $6.50B · ทรงตัว

ขนมขบเคี้ยวและอาหาร เช่น Doritos, SunChips, PopCorners, Siete

กำไรหลัก $1.38B · ลด 12%

อเมริกาเหนือ · เครื่องดื่ม
🥤 $7.71B · โต 5%

Pepsi, Mountain Dew, Gatorade, Propel, poppi · ยอดขายพื้นฐานทรงตัว

กำไรหลัก $1.01B · โต 4%

ต่างประเทศ 4 กลุ่ม
🌏 $11.06B · พื้นฐานโต 8%

ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา ละตินอเมริกา เอเชียแปซิฟิก และธุรกิจขายหัวเชื้อ

กำไรหลักรวม $2.31B · โตทุกกลุ่ม

จากประกาศผลประกอบการ · รายได้และกำไรหลักของต่างประเทศเป็นผลรวม 4 กลุ่มที่ผมบวกเอง · ยังมีค่าใช้จ่ายส่วนกลางอีก $426M ที่ไม่ได้แบ่งให้กลุ่มไหน

รวมกำไรหลักของ 4 กลุ่มต่างประเทศได้ราว $2.31B เทียบกับอเมริกาเหนือ $2.39B แปลว่าไตรมาสนี้ต่างประเทศทำกำไรราว 49% ของกำไรระดับกลุ่มทั้งหมด ส่วนตัวเลขที่ซีอีโอพูดในการประชุมคือ ตั้งแต่ต้นปีถึงตอนนี้ ต่างประเทศคิดเป็น 45% ของกำไร

6 กลุ่มธุรกิจ ไตรมาส 3 ปี 2026

กลุ่มรายได้ยอดขายพื้นฐานกำไรหลักกำไรหลักเปลี่ยน
ขนมอเมริกาเหนือ (PFNA)$6,504Mทรงตัว$1,382Mลด 12%
เครื่องดื่มอเมริกาเหนือ (PBNA)$7,706Mทรงตัว$1,012Mโต 4%
ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา$5,413Mโต 9%$940Mโต 16%
อาหารละตินอเมริกา$3,021Mโต 6%$626Mโต 20%
ขายหัวเชื้อเครื่องดื่มต่างประเทศ$1,401Mโต 7%$564Mโต 10%
อาหารเอเชียแปซิฟิก$1,229Mโต 9%$179Mโต 14%

จากประกาศผลประกอบการ (ตารางกระทบยอดตัวเลขหลัก) · “ทรงตัว” คือยอดขายพื้นฐานเปลี่ยนไม่ถึง 1% · กำไรหลักเปลี่ยนคิดเป็นดอลลาร์ ยังไม่ตัดผลค่าเงิน

ธุรกิจขายหัวเชื้อเครื่องดื่มต่างประเทศเล็กที่สุดในแง่รายได้ แต่ทำกำไรได้ถึง 40% ของรายได้ เพราะ PepsiCo แค่ขายหัวเชื้อและดูแลแบรนด์ ให้ผู้บรรจุขวดเป็นคนลงทุนโรงงานและรถส่งของ โมเดลนี้เป็นพื้นฐานของคำถามเรื่องรีแฟรนไชส์ในอเมริกาที่จะเล่าในข้อ 8

3. ต่างประเทศ: เครื่องยนต์ที่แรงกว่า

Steve ใช้คำว่าธุรกิจต่างประเทศมีไตรมาสที่ “ยอดเยี่ยม” ยอดขายพื้นฐานโต 8% และอัตรากำไรขยายตัว 1.05 จุด นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley ถามว่าส่วนหนึ่งมาจากอากาศร้อนและฟุตบอลโลกหรือเปล่า Ramon ตอบว่าเขาคิดว่าเป็นเรื่องโครงสร้างมากกว่า คือ PepsiCo แข่งขันได้ดีขึ้นทั้งอาหารและเครื่องดื่มในหลายตลาด และการเติบโตกระจายทั้งยุโรป ตะวันออกกลาง เอเชีย และละตินอเมริกา (ถอดความ)

ยอดขายพื้นฐานแต่ละภูมิภาค โตเพราะอะไร

เอเชียแปซิฟิก +9%

ปริมาณ +11 จุด · ราคา −2 จุด

ขายได้มากขึ้นมาก แม้ได้เงินต่อชิ้นน้อยลง

เหมือน ร้านที่ลดราคาแล้วคนเข้าแน่น

ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา +9%

ปริมาณ +1 จุด · ราคา +7 จุด

โตจากราคาเป็นหลัก ปริมาณเพิ่มเพียงเล็กน้อย

เหมือน ขายจำนวนเท่าเดิมแต่ได้เงินมากขึ้น

หัวเชื้อเครื่องดื่ม +7% · ละตินฯ +6%

ปริมาณ +5.5 และ +2.5 จุด

ละตินอเมริกาโต 14% ในรูปดอลลาร์ แต่ค่าเงินหักไป 8 จุด

เหมือน ขายดีขึ้นทั้งจำนวนและราคา

จากตารางยอดขายพื้นฐานในประกาศผลประกอบการ · ปริมาณและราคาเป็นจุดเปอร์เซ็นต์ที่ส่งผลต่อยอดขายพื้นฐาน · ตัวเลขอาจรวมไม่ลงตัวเพราะปัดเศษ

อีกเรื่องที่นักวิเคราะห์จาก Evercore ISI ถามคือความร่วมมือกับ Carlsberg บริษัทเบียร์จากเดนมาร์ก Ramon เล่าว่า PepsiCo จับมือกับบริษัทเบียร์มานาน เช่น ABI ในบราซิลและอาร์เจนตินา และ Carlsberg ในนอร์เวย์และสวีเดน สูตรคือในประเทศที่เครื่องดื่มของ PepsiCo แข่งได้แต่ยังไม่ใช่เบอร์หนึ่ง การรวมกับบริษัทเบียร์ทำให้เข้าถึงร้านอาหารและผับ และได้ระบบส่งของที่ใหญ่ขึ้น ตัวอย่างล่าสุดคืออังกฤษ ที่ Carlsberg ซื้อ Britvic ไป และ PepsiCo ยังได้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม

ความสำคัญของต่างประเทศไม่ได้อยู่แค่การโตเร็ว แต่อยู่ที่ว่ามันกำลังแบกบริษัทไว้ ในไตรมาสที่อเมริกาเหนือกำไรรวมลดลง ต่างประเทศกำไรหลักโตทุกกลุ่มตั้งแต่ 10% ถึง 20% ผู้บริหารบอกว่าปีหน้าจะ “เติมเชื้อเพลิง” ให้ธุรกิจต่างประเทศต่อไป และรักษาแรงส่งไว้

4. ขนมในอเมริกา: ลดราคาแลกยอดขาย

ปีที่แล้วปริมาณขายขนมของ PepsiCo ในอเมริกาติดลบเลขหลักเดียว ปีนี้บริษัทปรับราคาลง แล้วปริมาณกลับมาเป็นบวกเลขหลักเดียว Ramon เรียกว่าเป็นการพลิกกลับครั้งใหญ่ และบอกว่าไม่ได้มาจากราคาอย่างเดียว แต่มาจากสินค้าใหม่ด้วย บริษัทได้ส่วนแบ่งตลาดด้านปริมาณมาหลายไตรมาสแล้ว และเริ่มได้ส่วนแบ่งด้านมูลค่าตามมา

แต่ราคาที่ลดก็มีต้นทุน ไตรมาสนี้ปริมาณช่วยยอดขายพื้นฐานได้ 0.5 จุด ราคาสุทธิหักไป 1 จุด รายได้จึงทรงตัวที่ $6.50B และกำไรหลักลด 12% Ramon ยอมรับว่าปริมาณโตน้อยกว่าที่คาดไว้ตอนต้นปี ส่วนหนึ่งเพราะผู้บริโภคอเมริกันยังลำบาก และส่วนหนึ่งเพราะการทำตลาดยังไม่ดีพอ เขาบอกด้วยว่าไม่คาดว่าผู้บริโภคจะดีขึ้นมากใน 12–18 เดือนข้างหน้า

แผนของธุรกิจขนมในอเมริกา

ปกป้องแบรนด์หลัก

ทำให้คนยังซื้อไหว

  1. ราคาและขนาดถุงที่จับต้องได้
  2. ซองเล็ก 100–120 แคลอรี เป็นธุรกิจกว่า $3B แล้ว
  3. โฆษณาเพิ่ม เพื่อให้แบรนด์ยังมีความหมายกับคนซื้อ
ยอมได้เงินต่อชิ้นน้อยลง

สร้างกลุ่มที่โตเร็ว

ตามสิ่งที่ผู้บริโภคอยากได้

  1. ขนมที่ดีต่อสุขภาพขึ้น เช่น SunChips, Smartfood, PopCorners เป็นธุรกิจกว่า $3B
  2. สินค้าใหม่ เช่น Doritos Protein
  3. ขนมพรีเมียม เช่น Miss Vickie's ทอดน้ำมันอะโวคาโด
กลุ่มที่โตเลขสองหลัก

จากคำตอบของ Ramon Laguarta ต่อคำถามนักวิเคราะห์ Goldman Sachs · ตัวเลข $3B เป็นยอดขายของแต่ละกลุ่มตามที่ซีอีโอพูด

นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ถามว่าจะตัดสินค้าที่ขายไม่ดีออกเร็วขึ้นไหม และจะซื้อกิจการเพื่อเร่งการเติบโตหรือเปล่า Ramon ตอบว่าพอใจกับพอร์ตแบรนด์ตอนนี้ ส่วนการซื้อกิจการจะเป็นแบบขนาดเล็ก เหมือนที่เคยซื้อ Siete (อาหารเม็กซิกัน) และ poppi (น้ำอัดลมแนวสุขภาพ) และจะซื้อเมื่อมีเหตุผลเชิงกลยุทธ์และให้ผลตอบแทนคุ้ม สิ่งที่ต้องทำต่อคือย้ายเงินจากส่วนอื่นของบริษัทมาลงในกลุ่มที่โต

5. เครื่องดื่มในอเมริกา: ส่วนที่ผู้บริหารไม่พอใจ

ตัวเลขรายได้ของธุรกิจเครื่องดื่มในอเมริกาเหนือดูไม่แย่ โต 5% เป็น $7.71B แต่เกือบทั้งหมดมาจากกิจการที่ซื้อมาในปี 2025 ซึ่งเพิ่มรายได้ราว 6 จุด ยอดขายพื้นฐานทรงตัว ราคาสุทธิช่วยได้ 3 จุด แต่ปริมาณหักไป 3 จุด แปลว่าคนซื้อเครื่องดื่มของ PepsiCo น้อยลง ทั้งที่บริษัทขึ้นราคา

Ramon แยกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกคือเครื่องดื่มเกลือแร่ เช่น Gatorade และ Propel ซึ่งบริษัทตั้งใจเร่งตั้งแต่ต้นปีและทำได้ ทั้งปริมาณและรายได้เร่งขึ้น กลุ่มที่สองคือเครื่องดื่มชูกำลัง ที่มี Celsius และ Alani ซึ่งเขาคาดว่าจะเป็นแหล่งการเติบโตสำคัญเมื่อนำเข้าระบบและทำตลาดได้ดี ส่วนกลุ่มที่สามคือน้ำอัดลม ซึ่งเขาพูดตรงๆ ว่า “เราแข่งได้ไม่ดี” (ถอดความ)

แผนแก้มีสองข้อ ข้อแรกคือใส่เงินโฆษณาเพิ่มให้ poppi, Pepsi และ Mountain Dew ข้อสองคือยกระดับการทำงานหน้าร้าน ร่วมกับผู้บรรจุขวดที่เป็นพาร์ทเนอร์ ซีอีโอบอกว่าคู่แข่งหลักเพิ่มเงินลงทุนในแบรนด์ PepsiCo จึงต้องเพิ่มบ้างเพื่อให้แข่งได้

มีอีกเรื่องที่ต้องรู้เวลาดูกำไรของกลุ่มนี้ Steve บอกว่าไตรมาส 3 ธุรกิจเครื่องดื่มในอเมริกาเหนือได้ประโยชน์จากเงินคืนภาษีนำเข้า ซึ่งไตรมาส 4 จะไม่มีแล้ว กำไรหลักที่โต 4% จึงยังไม่ใช่ภาพปกติ นักวิเคราะห์จาก Piper Sandler ยังพูดถึงต้นทุนอะลูมิเนียมและน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นด้วย ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของกระป๋องและรถส่งของ

6. รายได้ดี แต่ทำไมลดเป้ากำไร

ประกาศผลประกอบการเพิ่มเป้ารายได้ แต่ลดเป้ากำไร เป้ารายได้ทั้งปีขยับเป็นโตราว 6% จากเดิม 4–6% แต่เป้ากำไรต่อหุ้นหลักลดจากระดับต่ำสุดของ 5–7% เหลือ 2.5–3.5% Steve อธิบายว่าการลดเป้ามาจากอัตรากำไรทั้งหมด ไม่ได้มาจากยอดขาย

ทำไมกำไรไตรมาส 4 ถูกบีบ

สัญญาล็อกราคาหมด

ส่วนใหญ่ยาว 6–12 เดือน

ที่ผ่านมาสัญญาช่วยกันต้นทุนไว้ พอหมดอายุ ต้นทุนวัตถุดิบก็เริ่มขึ้น

เหมือน สัญญาเช่าราคาเก่าที่ใกล้หมด

เงินคืนภาษีนำเข้าหมด

ไตรมาส 3 ช่วยกำไรหลัก 4 จุด

ไตรมาส 4 ไม่มีส่วนนี้ ธุรกิจเครื่องดื่มในอเมริกาถูกกดดันมากขึ้น

เหมือน โบนัสที่ได้ครั้งเดียว

ยังลงเงินโฆษณาต่อ

ไม่ตัดงบเพื่อรักษากำไร

บริษัทเลือกรักษาแรงส่งของยอดขายไว้ แม้กำไรระยะสั้นจะลดลง

เหมือน ร้านที่ยอมจ่ายค่าโฆษณาตอนเงินตึง

จากคำตอบของ Steve Schmitt ต่อคำถามนักวิเคราะห์ Morgan Stanley, Barclays และ Bank of America · ในช่วงถามตอบ ผู้บริหารไม่ได้แจกแจงว่าแต่ละส่วนกระทบกำไรไตรมาส 4 เท่าไร

นอกจากต้นทุนวัตถุดิบ Steve บอกว่าส่วนผสมของสินค้าที่ขายได้ (mix) ก็เป็นแรงกดดันอีกตัว นักวิเคราะห์จาก Barclays ถามว่ากำไรที่ลดมาจากการตั้งใจลงทุนเพิ่ม หรือมาจากเงินเฟ้อที่ไม่คาดคิดมากกว่ากัน Steve ไม่ได้ตอบเป็นตัวเลข แต่บอกว่าทีมจัดการสัญญาล็อกราคาได้ดี จนช่วยกันต้นทุนมาได้ถึงตอนนี้ และแม้ต้นทุนจะขึ้น บริษัทก็ยังจะลงทุนเพื่อการเติบโตต่อ

ทางที่บริษัทจะใช้ลดแรงกดดันมีสองทาง ทางแรกคือลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง ซึ่งกำลังหาจุดที่จะทำและจะเริ่มในอีกไม่กี่เดือน ทางที่สองคือเครื่องมือบริหารรายได้ คือการปรับราคา ขนาดบรรจุ และโปรโมชัน Steve บอกว่าผลจากทั้งสองทางน่าจะเริ่มเห็นตอนขึ้นปีใหม่ ส่วน Ramon พูดถึงการตัดค่าใช้จ่ายส่วนกลางและค่าใช้จ่ายบริหารทุกจุดที่ไม่ได้ช่วยให้โต แล้วย้ายเงินไปลงที่ธุรกิจในอเมริกา

7. ราคาสินค้า และเงินค่าโฆษณา

คำถามที่นักวิเคราะห์ถามซ้ำหลายครั้งคือ ปีหน้า PepsiCo จะขึ้นราคาหรือลดราคา Ramon ตอบว่าพอใจกับการลดราคาขนมในปีนี้ เพราะทำให้ปริมาณกลับมาโตและได้ส่วนแบ่งตลาด และนั่นทำให้บริษัทมีที่ว่างพอจะรับเงินเฟ้อรอบใหม่ ที่เขาบอกว่ากำลังมาในทุกประเทศ จากราคาพลังงานและราคาสินค้าเกษตร

วิธีรับมือจะเป็นการผสมกันหลายอย่าง บางส่วนจะเป็นการปรับราคา บางส่วนเป็นการปรับสัดส่วนสินค้าและขนาดบรรจุ และอีกส่วนใหญ่คือการเพิ่มประสิทธิภาพ เช่น ระบบอัตโนมัติ ระบบดิจิทัล การปรับมาตรฐานเครือข่ายของบริษัท และการขายทรัพย์สินบางส่วนในธุรกิจเครื่องดื่ม เพื่อให้ต้องขึ้นราคากับผู้บริโภคน้อยที่สุด เขาย้ำด้วยว่าบริษัทไม่ได้เป็นคนตั้งราคาขายปลีก ร้านค้าปลีกเป็นคนตั้ง PepsiCo ทำได้แค่คุยกับร้านค้า สำหรับเครื่องดื่ม คำตอบก็คล้ายกัน คือผสมการปรับราคากับการลดต้นทุนอย่างจริงจัง

เรื่องเงินค่าโฆษณา ไตรมาสนี้ทั้งธุรกิจขนมและเครื่องดื่มในอเมริกาเพิ่มค่าโฆษณาเป็นเลขสองหลัก และบริษัทบอกว่าจะเพิ่มต่อ Ramon แยกเป็นสองเรื่อง คือปริมาณกับคุณภาพ ปริมาณคือการตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการเติบโตทุกบรรทัดแล้วย้ายมาลงที่โฆษณา ส่วนคุณภาพคือความร่วมมือกับ Publicis บริษัทเอเจนซีโฆษณาที่ประกาศไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ซึ่งเขาคาดว่าจะทำให้ใช้ข้อมูลได้ละเอียดขึ้น เข้าใจผู้บริโภคมากขึ้น และได้ผลตอบแทนจากเงินโฆษณาดีขึ้น

นักวิเคราะห์จาก Barclays ถามแรงๆ ว่าทุกอย่างที่พูดมาฟังดูเป็นแค่การแก้เฉพาะหน้า ถึงเวลาคิดใหญ่กว่านี้หรือยัง คำถามนี้นำไปสู่หัวข้อที่น่าสนใจที่สุดของการประชุม

8. ทุกทางเลือกเปิดหมด

นักวิเคราะห์จาก BNP Paribas ถามตรงๆ ว่า ผลงานในอเมริกาเหนือเป็นตัวที่ดึงราคาหุ้นลง ทั้งที่ต่างประเทศทำได้ดี คณะกรรมการบริษัทกำลังคิดเรื่องเปลี่ยนโครงสร้างครั้งใหญ่ไหม เช่น แยกอเมริกาเหนือกับต่างประเทศ แยกขนมกับเครื่องดื่ม ขายบางแบรนด์ หรือรีแฟรนไชส์ระบบบรรจุขวด

คำถามเรื่องโครงสร้าง กับคำตอบของซีอีโอ

ทางเลือกที่นักวิเคราะห์ถาม

BNP Paribas

  1. แยกอเมริกาเหนือกับต่างประเทศ
  2. แยกขนมกับเครื่องดื่ม
  3. ขายบางแบรนด์
  4. รีแฟรนไชส์ระบบบรรจุขวด
ถามถึงการเปลี่ยนครั้งใหญ่

สิ่งที่ซีอีโอพูดถึงจริง

Ramon Laguarta

  1. เปิดรับการทบทวนทุกทางเลือก
  2. อาจเร่งรีแฟรนไชส์ในบางพื้นที่ที่มีพาร์ทเนอร์ดี
  3. เร่งรวมระบบขนมกับเครื่องดื่มเพื่อลดต้นทุน
ไม่ได้พูดถึงการแยกบริษัทโดยตรง

จากคำถามของนักวิเคราะห์ BNP Paribas และคำตอบของ Ramon Laguarta · ถอดความ · บริษัทยังไม่ได้ประกาศการตัดสินใจใดๆ

Ramon ตอบว่าบริษัทไม่พอใจผลงาน และต้องมองหาทางเลือกที่ทำให้ผลงานระยะยาวดีขึ้น “เราเปิดรับการทบทวนทุกทางเลือก” (ถอดความ) เรื่องที่เขาพูดถึงเจาะจงมีสองเรื่อง เรื่องแรกคือเร่งรวมการทำงานของธุรกิจขนมกับเครื่องดื่มเพื่อตัดต้นทุน เรื่องที่สองคือการเร่งรีแฟรนไชส์ในบางพื้นที่ของประเทศ ที่มีพาร์ทเนอร์ดี ซึ่งอาจทำให้ทำงานหน้าร้านได้ดีขึ้น และอาจได้อัตรากำไรที่ดีขึ้น เขาบอกว่าเป็นการตัดสินใจสำคัญที่จะทำด้วยความเร่งด่วน แต่ยังมองระยะกลางและระยะยาว

นักวิเคราะห์จาก Evercore ISI ถามต่อถึงโครงการ One North America ที่รวมระบบส่งของของขนมกับเครื่องดื่มเข้าด้วยกัน ซึ่งเริ่มทดลองในรัฐเท็กซัสมาราว 8–9 เดือน Ramon บอกว่าการรวมด้านคลังสินค้าและการขนส่งไปได้ดี ตอนนี้กำลังลงรายละเอียดเรื่องการส่งของให้ร้านเล็กและร้านใหญ่ และจะเล่ารายละเอียดให้นักลงทุนในการประชุมครั้งต่อไป เขาบอกว่าวิธีนี้จะใช้ได้กับบางพื้นที่เท่านั้น พื้นที่ที่ใช้ไม่ได้ก็อาจเร่งรีแฟรนไชส์แทน เรียกว่าเป็นแนวทางแบบผสมที่ต่างกันไปตามภูมิภาค

สิ่งที่ควรจำคือ ไม่มีการประกาศอะไรในการประชุมนี้ นักวิเคราะห์จาก JPMorgan ถามถึงกรอบเวลาและวิธีวัดผล ทั้ง Steve และ Ramon ไม่ได้ให้ตัวเลข Ramon บอกเพียงว่าคำตอบจะเป็นหลายวิธีผสมกันสำหรับพื้นที่ต่างๆ และ “จะบอกเมื่อถึงเวลา” (ถอดความ)

9. เงินสด หนี้ และเงินปันผล

แม้กำไรจะโตช้า แต่เงินสดปีนี้ดีกว่าปีก่อนมาก ใน 36 สัปดาห์แรกของปี PepsiCo มีเงินสดจากการดำเนินงาน $7.95B เทียบกับ $5.47B ปีก่อน และใช้เงินลงทุนในโรงงานและเครื่องจักร $2.18B น้อยกว่าปีก่อน เมื่อหักกันแล้ว เงินสดอิสระอยู่ราว $5.86B ราว 1.8 เท่าของปีก่อน ปีนี้บริษัทแทบไม่ได้ซื้อกิจการ ใช้เงินแค่ $148M เทียบกับ $3.18B ในปีก่อน

เงินสด 36 สัปดาห์แรกของปี

รายการปี 2026ปี 2025
เงินสดจากการดำเนินงาน$7,950M$5,468M
ลงทุนในโรงงานและเครื่องจักร$2,182M$2,499M
เงินสดอิสระ (ผมคำนวณ)~$5,857M~$3,241M
จ่ายเงินปันผล$5,935M$5,692M
ซื้อหุ้นคืน$739M$752M
ซื้อกิจการและเงินลงทุน$148M$3,176M

จากงบกระแสเงินสดในประกาศผลประกอบการ · เงินสดอิสระคิดตามนิยามของบริษัท คือเงินสดจากการดำเนินงาน หักเงินลงทุน บวกเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สิน ($89M และ $272M)

จุดที่น่าสังเกตคือ เงินสดอิสระช่วงนี้ยังน้อยกว่าเงินปันผลที่จ่ายเล็กน้อย ทั้งปีบริษัทยังตั้งใจคืนเงินให้ผู้ถือหุ้น $8.9B เท่าเดิม แบ่งเป็นเงินปันผล $7.9B และซื้อหุ้นคืน $1.0B เป้าเงินสดอิสระคืออย่างน้อย 80% ของกำไรสุทธิหลัก และเงินลงทุนไม่เกิน 5% ของรายได้

ด้านหนี้ ณ วันที่ 5 กันยายน 2026 PepsiCo มีหนี้ระยะสั้น $9.22B เพิ่มจาก $6.86B ตอนสิ้นปีก่อน และหนี้ระยะยาว $42.66B รวมราว $51.9B มีเงินสด $10.68B จำนวนหุ้นเฉลี่ยหลังรวมผลลดลงเล็กน้อยเป็น 1,367 ล้านหุ้น จาก 1,372 ล้านหุ้น

10. เป้าปี 2026 และปี 2027

เป้าทั้งปี 2026: เดิมกับใหม่

รายการเป้าใหม่เป้าเดิม
ยอดขายพื้นฐานโตราว 3%โต 2–4%
รายได้โตราว 6%โต 4–6%
อัตราภาษีหลักราว 21%ราว 22%
กำไรต่อหุ้นหลัก (ค่าเงินคงที่)โต 1–2%ระดับต่ำของ 4–6%
กำไรต่อหุ้นหลักโต 2.5–3.5%ระดับต่ำของ 5–7%
คืนเงินผู้ถือหุ้น$8.9B$8.9B

จากประกาศผลประกอบการ · เป็นเป้าแบบตัวเลขหลัก (ไม่ใช่ตามบัญชี) · ค่าเงินคาดว่าช่วยรายได้และกำไรต่อหุ้นราว 1.5 จุด · เป็นตัวเลขคาดการณ์ ไม่ใช่ผลจริง

ถ้าดูละเอียด เป้ากำไรใหม่ได้แรงช่วยจากสองเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจโดยตรง คือค่าเงินที่ช่วยราว 1.5 จุด (เดิมคาด 1 จุด) และอัตราภาษีที่ลดจาก 22% เหลือ 21% ถ้าตัดผลค่าเงินออก กำไรต่อหุ้นหลักทั้งปีจะโตแค่ 1–2% ส่วนยอดขายพื้นฐาน ซีอีโอบอกว่าคาดว่าไตรมาส 4 จะดีขึ้นต่อจากไตรมาสนี้ และปีหน้าก็จะดีขึ้นอีก

สำหรับปี 2027 Steve ไม่ยอมให้ตัวเลข เขาบอกว่าไม่อยากให้ภาพแค่ครึ่งเดียว และจะเล่าละเอียดในเดือนกุมภาพันธ์พร้อมงบไตรมาส 4 สิ่งที่บอกได้คือลำดับความสำคัญสามข้อ ข้อแรก ให้อเมริกาเหนือโตเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพขึ้น ข้อสอง เติมเชื้อเพลิงให้ต่างประเทศต่อ และข้อสาม คุมต้นทุนและการใช้เงินอย่างเข้มงวด เมื่อนักวิเคราะห์จาก Bank of America ถามว่าครึ่งแรกของปีหน้าจะยังถูกกดดันจากต้นทุนไหม Steve ตอบเพียงว่าราคาวัตถุดิบยังขึ้นต่อเนื่อง และสัญญาล็อกราคาจะทยอยหมดอายุ

11. มุมผู้ถือหุ้น: ไตรมาสนี้บอกอะไร

หลายคนถือหุ้น PepsiCo เพราะความมั่นคงและเงินปันผล ไตรมาสนี้ตอบคำถามสำคัญสองข้อ ข้อแรกคือยอดขายกลับมาโตได้ไหม คำตอบคือได้ ยอดขายพื้นฐานเร่งขึ้นเป็น 3.1% และมาจากปริมาณที่ขายได้มากขึ้น ข้อสองคือกำไรจะตามมาไหม คำตอบตอนนี้คือยังไม่ เพราะในอเมริกา บริษัทต้องลดราคาและเพิ่มค่าโฆษณาเพื่อเรียกยอดขาย ในขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบกำลังขึ้น

สิ่งที่ต้องดูต่อคือสมดุลระหว่างสองฝั่ง ต่างประเทศโตเร็วและกำไรดีขึ้น แต่ส่วนหนึ่งมาจากการขึ้นราคาในบางภูมิภาค และค่าเงินในตลาดเกิดใหม่แกว่งได้มาก ส่วนอเมริกาเหนือ ผู้บริหารยอมรับเองว่าน้ำอัดลมยังแพ้ และการเปลี่ยนโครงสร้างอย่างรีแฟรนไชส์หรือรวมระบบส่งของ ยังไม่มีรายละเอียดหรือกรอบเวลา

อยากเข้าใจว่า PepsiCo หาเงินจากอะไร มีความเสี่ยงอะไรที่บริษัทเขียนไว้ในรายงานประจำปี ดูได้ที่หน้าภาพรวมบริษัท PepsiCo

12. อีกด้านของเหรียญ

🔭 สิ่งที่ยังไม่รู้ และควรติดตาม

สรุป: ไตรมาส 3 ปี 2026 ของ PepsiCo รายได้ $25.3B โต 5.6% ยอดขายพื้นฐานโต 3.1% เร็วที่สุดตั้งแต่ปลายปี 2023 โดยมีต่างประเทศโต 8% และทำกำไรเกือบครึ่งหนึ่งของบริษัทแล้ว แต่กำไรหลักโตแค่ 3% และในนั้นมีเงินคืนภาษีนำเข้าช่วยอยู่ 4 จุด ขนมในอเมริกากลับมาขายได้มากขึ้นหลังลดราคา แต่กำไรลด 12% ส่วนน้ำอัดลมยังแพ้คู่แข่ง เมื่อต้นทุนวัตถุดิบเริ่มขึ้น บริษัทจึงลดเป้ากำไรต่อหุ้นหลักทั้งปีเหลือ 2.5–3.5% และบอกว่าเปิดรับทุกทางเลือกเรื่องโครงสร้าง โดยยังไม่ประกาศการตัดสินใจ

ที่มา: ช่วงถามตอบกับนักวิเคราะห์ของ PepsiCo ไตรมาส 3 ปี 2026 (8 ต.ค. 2026) และประกาศผลประกอบการที่ยื่นต่อ ก.ล.ต.สหรัฐ (แบบ 8-K เอกสารแนบ 99.1) ในวันเดียวกัน · ตัวเลขรายกลุ่ม งบกระแสเงินสด และหนี้มาจากประกาศผลประกอบการ · ผลรวมของธุรกิจต่างประเทศ สัดส่วนกำไร 49% เงินสดอิสระ และหนี้รวมเป็นตัวเลขที่ผมคำนวณจากประกาศผลประกอบการ · บริษัทเผยแพร่คำกล่าวของผู้บริหารแยกเป็นเอกสาร PDF ซึ่งบทความนี้ไม่ได้ใช้ · คำพูดของผู้บริหารและนักวิเคราะห์เป็นการถอดความ ไม่ใช่การแปลคำต่อคำ · ข้อมูล ณ 28 ตุลาคม 2026

อยากรู้ว่า PepsiCo หาเงินจากอะไร?

สรุปธุรกิจ จุดแข็ง และความเสี่ยงของ PepsiCo เป็นภาษาไทย อ่านจากรายงานที่บริษัทยื่นต่อ ก.ล.ต.สหรัฐ

อ่านภาพรวมบริษัท PepsiCo →

บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษา เป็นการรวบรวมและอธิบายข้อมูลจากการประชุมนักลงทุน ประกาศผลประกอบการ และเอกสารที่บริษัทยื่นต่อหน่วยงานกำกับ ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน ไม่ใช่บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ และไม่ใช่การชี้แนะให้ซื้อหรือขายสินทรัพย์ใดๆ · ตัวเลขคาดการณ์ทั้งหมดเป็นของบริษัท ไม่ใช่ผลประกอบการจริง · การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทางการและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจเสมอ · DaddyInvestor © 2026