← กลับหน้าบทความ DaddyInvestor
สรุปงบไตรมาส · Meta ไตรมาส 3 ปี 2026

งบ Meta Q3 2026 — โต 26% Muse มาแรง แต่จ่ายค่ายอมความ $9.9B

ธุรกิจโฆษณายังโต 26% ผู้ช่วย AI ส่วนตัวชื่อ Muse มีคนตั้งใช้ 10 ล้านคนในหกสัปดาห์ แต่กำไรถูกค่ายอมความคดีวัยรุ่นหักก้อนใหญ่ เงินลงทุนแซงเงินสดที่ธุรกิจหาได้ และบริษัทกำลังสร้างหุ้นแบบใหม่ที่ไม่มีสิทธิ์โหวต ผมถอดจากการประชุมนักลงทุนมาเล่าเป็นภาษาคน

อ่าน 20 นาที · ตุลาคม 2026 · อ่านได้ทุกระดับ
$64.6B
รายได้ไตรมาส 3
โต 26% จากปีก่อน
20%
อัตรากำไรจากการดำเนินงาน
ปีก่อน 40%
10 ล้าน
คนตั้งใช้ Muse
ในหกสัปดาห์แรก

ช่วงหนึ่งของการประชุมนักลงทุนวันที่ 21 ตุลาคม 2026 Mark Zuckerberg เล่าว่าหลังเปิดตัว Muse ผู้ช่วย AI ส่วนตัวของ Meta ได้ไม่นาน บริษัท Plaid ที่ให้บริการเชื่อมบัญชีธนาคารบอกว่าไม่เคยเห็นการใช้งานแบบนี้กับบริการไหนมาก่อน และในสัปดาห์แรก Meta ต้องคุยกับ Stripe ให้ขยายวงเงินการชำระเงิน เพราะยอดซื้อของผ่าน Muse สูงกว่าที่ทุกฝ่ายคาด

เรื่องนี้สรุปไตรมาสได้ดี เพราะไตรมาสนี้ Meta มีสองหน้า หน้าแรกคือบริษัทโฆษณาที่ยังโต 26% และกำลังได้ผลจาก AI เต็มที่ หน้าที่สองคือบริษัทที่กำลังเดิมพันครั้งใหญ่กับ “ผู้ช่วย AI ส่วนตัวสำหรับทุกคน” ซึ่งยังไม่ทำเงิน ต้นทุนสูงมาก และต้องลงทุนเซิร์ฟเวอร์จนเงินสดอิสระติดลบ คำถามของนักลงทุนคือหน้าแรกจะจ่ายค่าเดิมพันของหน้าที่สองได้นานแค่ไหน

บทความนี้เรียบเรียงจากการประชุมนักลงทุนที่ Mark Zuckerberg และ Susan Li ซีเอฟโอ ตอบคำถามนักวิเคราะห์ แล้วใช้ประกาศผลประกอบการที่ Meta ยื่นต่อ ก.ล.ต.สหรัฐในวันเดียวกันยืนยันตัวเลข ตัวเลขทั้งหมดเป็นดอลลาร์สหรัฐ และไตรมาส 3 หมายถึงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2026

ในบทความนี้

  1. ไตรมาสนี้ในภาพเดียว
  2. เครื่องหาเงินหลัก: โฆษณา
  3. AI ทำให้โฆษณาได้ผลขึ้นอย่างไร
  4. ค่ายอมความ $9.9B
  5. Muse คืออะไร และทำไมผู้บริหารตื่นเต้น
  6. Muse จะหาเงินยังไง
  7. ต้นทุนประมวลผล: เป้าลด 10 เท่า
  8. ธุรกิจเล็กและองค์กร
  9. เงินลงทุนแซงเงินที่หาได้
  10. Reality Labs: แว่นแทน VR
  11. หุ้น Class C คืออะไร
  12. ไตรมาส 4 และปีหน้า
  13. มุมผู้ถือหุ้น
  14. อีกด้านของเหรียญ

🗂️ ศัพท์ Meta แปลเป็นภาษาคน

อ่านผ่านๆ ก่อนก็ได้ แล้วค่อยกลับมาดูตอนเจอคำเหล่านี้

Family of Apps
กลุ่มแอปที่ทำเงินของ Meta คือ Facebook, Instagram, Messenger, WhatsApp และ Threads รายได้เกือบทั้งหมดของบริษัทมาจากโฆษณาในแอปกลุ่มนี้
Reality Labs
หน่วยที่ทำแว่นอัจฉริยะ แว่น VR และอุปกรณ์อื่น ยังขาดทุนทุกไตรมาส เพราะเป็นการลงทุนระยะยาว
ผู้ช่วย AI ส่วนตัว (personal agent)
AI ที่ไม่ได้แค่ตอบคำถาม แต่ลงมือทำงานแทนได้ เช่น หาของ เทียบราคา สั่งซื้อ จัดปฏิทิน ตอบอีเมล เหมือนมีเลขาที่รู้ใจ
โมเดลแนวหน้า (frontier model)
โมเดล AI ที่เก่งระดับแถวหน้าของโลก Muse Wonder คือโมเดลแนวหน้าตัวแรกของ Meta
ต้นทุนประมวลผล (compute)
ค่าเครื่องและค่าไฟที่ใช้รัน AI ทุกครั้งที่ผู้ใช้สั่งงาน ยิ่งงานซับซ้อนและคนใช้มาก ต้นทุนยิ่งสูง
เงินลงทุน (Capex)
เงินที่ใช้ซื้อเซิร์ฟเวอร์ สร้างศูนย์ข้อมูล และวางระบบเครือข่าย จ่ายเป็นก้อนวันนี้แต่ใช้งานไปอีกหลายปี
เงินสดอิสระ
เงินสดที่ธุรกิจหาได้ หักเงินลงทุนแล้ว ถ้าติดลบแปลว่าไตรมาสนั้นลงทุนมากกว่าเงินที่ธุรกิจสร้างได้
หุ้นไม่มีสิทธิ์โหวต
หุ้นที่ได้ส่วนแบ่งความเป็นเจ้าของเหมือนหุ้นปกติ แต่ไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น

1. ไตรมาสนี้ในภาพเดียว

ตัวเลขหลักไตรมาส 3 ปี 2026

$64.6B
รายได้ · โต 26% (ตัดผลค่าเงินแล้วก็โต 26%)
$13.0B
กำไรจากการดำเนินงาน · ลด 37% · อัตรากำไร 20%
$3.83
กำไรต่อหุ้น · ไม่นับค่ายอมความ $7.40
−$2.1B
เงินสดอิสระ · ปีก่อนบวก $10.6B

จากประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2026 ของ Meta (21 ต.ค. 2026) · ค่าใช้จ่ายรวมโต 68% เป็น $51.6B ซึ่งรวมค่ายอมความ $9.89B แล้ว

รายได้ $64.6B โต 26% ทั้งแบบรายงานและแบบตัดผลค่าเงิน เกือบทั้งหมดมาจากโฆษณา แต่ค่าใช้จ่ายรวมโต 68% เพราะมีค่ายอมความ $9.89B จากคดีเรื่องสุขภาพจิตวัยรุ่นบันทึกในไตรมาสนี้ (ดูหัวข้อ 4) กำไรจากการดำเนินงานจึงลดลง 37% เหลือ $13.0B และอัตรากำไรลดจาก 40% เหลือ 20%

ถ้าตัดค่ายอมความก้อนนี้ออก กำไรจากการดำเนินงานจะเป็น $22.88B โต 11% จากปีก่อน กำไรต่อหุ้นจะเป็น $7.40 แทน $3.83 ส่วนนอกจากค่ายอมความ ค่าใช้จ่ายที่โตเร็วคือค่าโครงสร้างพื้นฐาน (ค่าเช่าคลาวด์ ค่าเสื่อมราคาเซิร์ฟเวอร์ ค่ารันศูนย์ข้อมูล) และค่าใช้โมเดล AI ของบริษัทอื่น

มีกับดักหนึ่งที่ต้องระวังเวลาเห็นพาดหัวข่าว กำไรสุทธิไตรมาสนี้ $9.86B โต 264% และกำไรต่อหุ้นโต 265% ฟังดูดีมาก แต่สาเหตุคือไตรมาส 3 ปีก่อนมีภาษีก้อนใหญ่ผิดปกติ อัตราภาษีจริงตอนนั้นสูงถึง 87% ฐานเทียบจึงต่ำมาก ตัวเลขที่สะท้อนธุรกิจจริงกว่าคือกำไรจากการดำเนินงาน ซึ่งไตรมาสนี้ลดลงเพราะค่ายอมความ

2. เครื่องหาเงินหลัก: โฆษณาที่ยังโต 26%

Meta หาเงินจากการขายพื้นที่โฆษณาในแอปที่คนใช้ทุกวัน สูตรคือ จำนวนโฆษณาที่แสดง × ราคาต่อโฆษณา ไตรมาสนี้ทั้งสองตัวโตพร้อมกัน ซึ่งไม่ได้เกิดบ่อย เพราะปกติถ้าแสดงโฆษณาเยอะขึ้น ราคาต่อชิ้นมักลดลง

รายได้ Family of Apps ไตรมาส 3 ซ้อนกันอย่างไร

📱 คนใช้แอปของ Meta ทุกวัน 3.64 พันล้านคน (โต 3%)
รายได้อื่น $1.1Bโต 59% · ส่วนใหญ่มาจากค่าส่งข้อความของธุรกิจใน WhatsApp และค่าสมัครสมาชิก
ราคาต่อโฆษณา +14%เพราะโฆษณาได้ผลดีขึ้น และเศรษฐกิจดีกว่าไตรมาสเดียวกันปีก่อน
จำนวนโฆษณา +10%คนใช้มากขึ้น ใช้นานขึ้น และจัดตำแหน่งโฆษณาได้ดีขึ้น · รายได้โฆษณารวม $63.1B
Family of Apps รวม $64.2B โต 26%Reality Labs $443M ลด 6%

จากคำพูดของ Susan Li และตารางรายได้แยกกลุ่มในประกาศผลประกอบการ · จำนวนคนใช้คือค่าเฉลี่ยรายวันของเดือนกันยายน 2026

Susan Li บอกว่าจำนวนโฆษณาที่แสดงโตดีทุกภูมิภาค แต่ส่วนที่โตเร็วเป็นพื้นที่และประเทศที่ราคาโฆษณาต่ำ ซึ่งดึงราคาเฉลี่ยลงมาบางส่วน ถึงอย่างนั้นราคาเฉลี่ยก็ยังขึ้น 14% เธออธิบายว่าเหตุผลหลักคือโฆษณาได้ผลดีขึ้น เมื่อผู้ลงโฆษณาขายของได้มากขึ้นต่อเงินที่จ่าย ก็ยอมจ่ายแพงขึ้น

ฝั่งผู้ใช้ Mark บอกว่าเวลาที่คนใช้ Facebook และ Instagramสูงที่สุดเท่าที่เคยมี โดยมีวิดีโอเป็นตัวดัน Threads แซง X ในจำนวนผู้ใช้รายเดือนแล้ว และ WhatsApp มีการส่งข้อความสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนแอปตัดต่อวิดีโอ Edits ที่เปิดตัวเมื่อปีก่อนมีผู้ใช้เกิน 50 ล้านคน

3. AI ทำให้โฆษณาได้ผลขึ้นอย่างไร

นักลงทุนมักถามว่าเงินลงทุน AI ก้อนมหาศาลของ Meta ได้อะไรกลับมา คำตอบของ Susan คือส่วนหนึ่งได้กลับมาแล้วผ่านธุรกิจโฆษณา เธอแบ่งเป็นสองขา ขาแรกคือแนะนำคอนเทนต์ให้ตรงใจ คนจะได้ใช้นานขึ้น ขาที่สองคือเลือกโฆษณาให้ตรงคน ผู้ลงโฆษณาจะได้ผลมากขึ้น

จาก AI ไปเป็นเงินโฆษณา

เข้าใจคอนเทนต์

ใช้โมเดล Muse ของตัวเอง

ย้ายระบบที่อ่านและเข้าใจโพสต์มาใช้โมเดลตระกูล Muse ในการทดสอบได้ผลดีกว่าเดิม และต้นทุนต่อชิ้นลดลงเกิน 80%

เหมือน บรรณารักษ์ที่อ่านหนังสือเร็วขึ้น แต่ค่าจ้างถูกลง

แนะนำให้ตรงใจ

คนดูนานขึ้น

การปรับระบบแนะนำ Reels ใน Instagram ทำให้เวลาดู Reels เพิ่มเกิน 4% และ Reels ที่ถูกแนะนำเกือบ 45% อายุไม่ถึงหนึ่งวัน เพิ่มเกิน 11 จุดจากไตรมาสก่อน

เหมือน ร้านหนังสือที่จัดชั้นใหม่ทุกวัน ตามสิ่งที่ลูกค้าแต่ละคนชอบ

เลือกโฆษณาให้ตรงคน

ขายของได้มากขึ้น

ระบบใหม่หลายตัวเพิ่มยอดสำเร็จของโฆษณา เช่น ระบบคัดโฆษณาแบบใหม่บน Facebook Feed เพิ่มเกือบ 2% และโมเดล GEM เพิ่มยอดดาวน์โหลดแอปจากโฆษณา 9.6%

เหมือน พนักงานขายที่จำได้ ว่าลูกค้าแต่ละคนกำลังหาอะไร

สรุปจากคำพูดของ Susan Li · ตัวเลขเป็นผลที่บริษัทวัดเอง ในกลุ่มหรือพื้นที่ที่ทดสอบ ไม่ใช่การเพิ่มของรายได้ทั้งบริษัท

อีกตัวที่น่าสนใจคือผู้ช่วยธุรกิจ Meta AI Business Assistant ที่แนะนำผู้ลงโฆษณาว่าควรปรับแคมเปญอย่างไร Susan บอกว่าผู้ลงโฆษณาที่ทำตามคำแนะนำได้ยอดสำเร็จเพิ่มเกือบ 5% ที่ต้นทุนเท่าเดิม และเพิ่มงบโฆษณา 9% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ใช้ เธอยกตัวอย่างฟาร์มทำน้ำเชื่อมเมเปิลเล็กๆ ในรัฐเวอร์มอนต์ ที่ทำตามคำแนะนำให้เขียนข้อความโฆษณายาวและละเอียดขึ้น แล้วยอดซื้อเพิ่ม 57% ต้นทุนต่อการซื้อลดลง 36%

เครื่องมือ AI สร้างภาพและวิดีโอโฆษณามีผู้ลงโฆษณาใช้อย่างน้อยหนึ่งตัวเกือบ 10 ล้านราย และโฆษณาร่วมกับครีเอเตอร์ (partnership ads) โต 97% จากปีก่อน จนรายได้ต่อปีเกิน $15B ข้อนี้สำคัญ เพราะแปลว่า AI ไม่ได้เป็นแค่ค่าใช้จ่าย แต่ช่วยดันรายได้ธุรกิจหลักอยู่แล้ว

4. ค่ายอมความ $9.9B: เกิดอะไรขึ้น

เดือนสิงหาคม 2026 Meta ตกลงยอมความกับอัยการรัฐ 52 คน ในคดีเรื่องสุขภาพจิตของวัยรุ่นกับโซเชียลมีเดีย ข้อตกลงกำหนดให้จ่ายสูงสุดราว $18.59B ไตรมาสนี้ Meta บันทึกค่าใช้จ่ายไปแล้ว $9.89B ในหมวดค่าใช้จ่ายทั่วไปและบริหาร ซึ่งทำให้หมวดนี้กระโดดจาก $3.5B เป็น $14.9B

ค่ายอมความกระทบงบไตรมาสนี้ตรงไหน

$9.89B
บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในไตรมาส 3
~$18.59B
ยอดจ่ายสูงสุดตามข้อตกลง
$22.88B
กำไรจากการดำเนินงาน ถ้าไม่นับค่ายอมความ
24%
อัตราภาษีไตรมาสนี้ · ไม่นับค่ายอมความเหลือ 17%

ผลข้างเคียงที่คนมักไม่ทันเห็นคือภาษี อัตราภาษีไตรมาสนี้ 24% สูงกว่าช่วงที่บริษัทคาดไว้ เพราะค่ายอมความบางส่วนนำไปหักภาษีไม่ได้ ถ้าไม่นับก้อนนี้อัตราภาษีจะเหลือ 17% บริษัทยังปรับประมาณการค่าใช้จ่ายทั้งปีขึ้นเพื่อรวมก้อนนี้ แต่ยืนยันว่าถ้าไม่นับค่ายอมความ กำไรจากการดำเนินงานปี 2026 จะยังสูงกว่าปี 2025

เรื่องนี้ยังไม่จบ Susan บอกเองว่าหลายตลาดยังจับตาเรื่องเยาวชนอย่างใกล้ชิด และยังมีคดีเกี่ยวกับเยาวชนอีกหลายคดีที่จะขึ้นศาลในสหรัฐในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งอาจกระทบธุรกิจและผลประกอบการได้อย่างมีนัยสำคัญ

5. Muse คืออะไร และทำไมผู้บริหารตื่นเต้น

Muse คือผู้ช่วย AI ส่วนตัวที่ Mark เรียกว่ารูปร่างของ “ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงส่วนตัวสำหรับทุกคน” ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่ที่เขาพูดมากว่าปี ไอเดียคือทุกคนมีผู้ช่วยที่เข้าใจเป้าหมายของเรา แล้วช่วยลงมือทำ ไม่ว่าจะประหยัดเวลา ประหยัดเงิน ดูแลความสัมพันธ์ หรือเริ่มธุรกิจ ไตรมาสนี้ Meta เปิดตัว Muse พร้อมโมเดลแนวหน้าตัวแรกของบริษัทชื่อ Muse Wonder

Muse หกสัปดาห์แรก

10 ล้าน
คนตั้งใช้ในสหรัฐและแคนาดา ภายในราวหกสัปดาห์
~25%
ของคนที่ตั้งไว้ ใช้ในแต่ละวัน · เกินสองเท่าของ Threads ตอนเริ่ม
เกิน 1 ใน 4
ของคนที่ใช้ ใช้ให้ช่วยช้อปปิ้ง
>$200
ยอดซื้อเฉลี่ยต่อครั้ง

จากคำพูดของ Mark Zuckerberg · Muse ติดอันดับ 1 ใน App Store เกือบทุกวันตั้งแต่เปิด · ตัวเลขเป็นของบริษัท ยังไม่มีหน่วยงานภายนอกยืนยัน

ตัวเลขที่ผู้บริหารเน้นไม่ใช่แค่จำนวนคน แต่คือการกลับมาใช้ซ้ำ ราว 25% ของคนที่ตั้ง Muse ไว้ใช้ทุกวัน และกลุ่มที่ใช้เร็วที่สุดยิ่งใช้นานยิ่งติด Mark บอกว่าระดับนี้เกินสองเท่าของที่ Threads เริ่มต้น และเกินกว่าที่บริษัทเชื่อว่าแอป AI อื่นเริ่มต้นไว้ นอกจากช้อปปิ้ง การใช้งานยอดนิยมคือจัดการงานส่วนตัว เช่น เชื่อม Muse กับอีเมลและปฏิทิน และงานสร้างสรรค์ ส่วนการวางแผนเที่ยวก็เป็นหนึ่งในการใช้งานหลักเช่นกัน

เมื่อ Muse ต้องเข้าถึงอีเมล ปฏิทิน และบัญชีธนาคาร คำถามเรื่องความเป็นส่วนตัวจึงตามมา Mark บอกว่า Muse รันในเครื่องเสมือนที่แยกปลอดภัย และกำลังจะมีรุ่นที่แม้แต่ Meta ก็มองไม่เห็นข้อมูลของผู้ใช้ เขายังบอกว่าเมื่อเปลี่ยนไปใช้ Muse Wonder คุณภาพ การใช้งาน และการกลับมาใช้ซ้ำดีขึ้นอีก ซึ่งแปลว่ายิ่งโมเดลฉลาด Muse ยิ่งดี

6. Muse จะหาเงินยังไง

Mark บอกว่าตอนนี้ Muse เข้าสู่ช่วงขยายสเกล ซึ่งมีงานสามอย่าง คือขยายผู้ใช้ เพิ่มรายได้ และลดต้นทุนประมวลผล เขาให้มุมว่าผู้ใช้ Muse ชาวอเมริกันกลุ่มปัจจุบัน ทำรายได้ให้ Meta ผ่านแอปเดิม (Facebook, Instagram ฯลฯ) อยู่แล้วหลายร้อยดอลลาร์ต่อคนต่อปี และเขาคาดว่ารายได้จาก Muse เองจะไปได้สูงกว่านั้นในระยะยาว เพราะมีการซื้อขายเกิดขึ้นผ่าน Muse จำนวนมาก

ทางหาเงินของ Muse ตามที่ผู้บริหารวางไว้

คนทั่วไป
🛍️ ใช้ฟรี

ค่าธรรมเนียมจากการซื้อขาย Meta ได้ส่วนแบ่งจากธุรกรรมที่ Muse ช่วยให้เกิด โดยธุรกิจเป็นคนจ่าย

สมัครสมาชิก คนที่อยากใช้โมเดลเก่งที่สุดหรือใช้งานมากขึ้น จ่ายค่าสมาชิกเอง

ธุรกิจ
🏪 จ่ายเพื่อโต

ฟีเจอร์ธุรกิจ เจ้าของกิจการและบริษัทที่อยากใช้ Muse ช่วยทำงาน สมัครสมาชิกโดยตรง

เชื่อมกับโฆษณา ใช้ Muse ปรับโฆษณาและคอนเทนต์บน Meta ให้ตรงคนมากขึ้น

Mark: จะเริ่มหารายได้จาก Muse เร็วกว่าสูตรปกติของ Meta เพราะทั้งต้นทุนและโอกาสใหญ่มาก

สรุปจากคำพูดของ Mark Zuckerberg และคำตอบต่อนักวิเคราะห์ Evercore ISI · ยังไม่มีตัวเลขรายได้จาก Muse ในงบไตรมาสนี้

ปกติ Meta จะเปิดให้ใช้ฟรีจนคนติดก่อน แล้วค่อยใส่โฆษณาทีหลัง แต่รอบนี้ Mark ตอบนักวิเคราะห์ว่าจะเริ่มหารายได้เร็วกว่าสูตรเดิม เหตุผลแรกคือตัวเลขทั้งต้นทุนและโอกาสใหญ่มาก จนต้องหาเงินให้ทันการขยาย เหตุผลที่สองคือการใช้งานส่วนใหญ่เป็นการซื้อของอยู่แล้ว ซึ่งรวมถึงการจองเที่ยวด้วย Meta จึงหวังได้ส่วนแบ่งจากมูลค่าที่ช่วยสร้างให้ผู้ใช้

เหตุผลที่ยังไม่เก็บเงินทุกคนตั้งแต่แรก Mark บอกว่าเพราะอยากสร้างเครือข่าย Muse ที่ผู้ช่วยของเราคุยกับผู้ช่วยของเพื่อน ครอบครัว และร้านค้าได้ ถ้าจะซื้อของ ไม่ต้องเข้าเว็บร้าน แต่ให้ผู้ช่วยของเราคุยกับผู้ช่วยของร้านเลย เครือข่ายแบบนี้ยิ่งคนใช้มากยิ่งมีค่า Susan เสริมว่า Meta กำลังพัฒนามาตรฐานเปิดชื่อ Personal Agent Protocol ร่วมกับพาร์ทเนอร์อย่าง Sierra, Walmart, Stripe และ Shopify เพื่อกำหนดว่าผู้ช่วยของผู้บริโภคจะคุยกับผู้ช่วยของธุรกิจอย่างปลอดภัยได้อย่างไร

Susan ไม่ได้ขายฝันเกินจริง เธอบอกว่าธุรกิจบางรายยังห่วงเรื่องความสัมพันธ์กับลูกค้า การยอมรับจะไม่เท่ากันและใช้เวลา และในช่วงแรกประสบการณ์ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ AI ช่วย มากกว่า AI ทำเองทั้งหมด

7. ต้นทุนประมวลผล: ทำไมต้องลด 10 เท่า

ปัญหาใหญ่ของ Muse คือต้นทุนรันสูงมาก ทุกครั้งที่ Muse ทำงานแทนเรา มันต้องคิดหลายขั้นและใช้พลังประมวลผลมาก Mark ยอมรับว่านี่คือสาเหตุสำคัญที่ยังไม่เปิดทั่วโลก ซึ่งในมุมหนึ่งทำให้ตัวเลข 10 ล้านคนน่าประทับใจขึ้น เพราะมาจากแค่สหรัฐกับแคนาดา แต่ในอีกมุมคือบริษัทต้องทำการบ้านเรื่องต้นทุนก่อนจะขยาย

สมการต้นทุนของ Muse

ตอนนี้

เพิ่งพบว่าตลาดต้องการ

  1. ต้นทุนรันสูงมาก ยังไม่มีตัวเลขเปิดเผย
  2. เปิดแค่สหรัฐและแคนาดา
  3. รุ่นฟรีใช้ Muse Spark · Muse Wonder อยู่ในรุ่นจ่ายเงิน
ยังไม่ทำกำไร

เป้าในปีหน้า

สิ่งที่ผู้บริหารคาด

  1. ประสิทธิภาพต้นทุนดีขึ้นเกิน 10 เท่า
  2. Muse Wonder รุ่นที่ประหยัดกว่า เปิดให้คนจำนวนมาก
  3. สร้างกำลังประมวลผลรองรับเกิน 1 พันล้านคนในไม่กี่ปี
ทำกำไรได้เมื่อรายได้ใหญ่พอ

สรุปจากคำพูดของ Mark Zuckerberg และ Susan Li · ทั้งหมดเป็นเป้าหมายของบริษัท ไม่ใช่ผลที่เกิดขึ้นแล้ว

จะลดต้นทุนเกิน 10 เท่าได้อย่างไร Susan ไล่ให้ฟังว่าระยะใกล้คือใช้เครื่องที่ว่างช่วงคนใช้น้อยรันงานบางอย่างด้วยโมเดลที่เล็กกว่า ใช้ชิปให้เต็มประสิทธิภาพขึ้น และปรับวิธีรันโมเดล ระยะยาวคือโมเดลที่เก่งขึ้นจะทำงานเดิมด้วยการคิดน้อยลง และให้ AI ช่วยปรับซอฟต์แวร์ที่ใช้รันโมเดลเอง Mark เสริมว่าทุกปีเขาคาดว่าจะทำความฉลาดระดับที่ดีที่สุดวันนี้ได้ด้วยโมเดลเล็กในราคาเพียงเศษเสี้ยวของวันนี้

อีกมุมที่ Mark ให้ไว้คือ ค่าฝึกโมเดลเป็นต้นทุนคงที่ก้อนใหญ่ เมื่อมีโมเดลชั้นนำแล้ว ก็อยากนำไปขายบริการที่กำไรสูงให้มากที่สุด จึงตั้ง Meta Enterprise ที่มี CJ Desai นำ เพื่อขาย API ของโมเดล เครื่องมือเขียนโค้ด Muse Code และบริการองค์กรอื่น เขาบอกว่าการมีหลายช่องทางใช้กำลังประมวลผล เพิ่มโอกาสที่บางช่องทางจะออกมาดีกว่าที่คาด

8. ธุรกิจเล็กและองค์กร

Susan บอกว่าจากการสำรวจผู้ใช้ มีธุรกิจเล็กอย่างน้อย 500 ล้านรายที่ใช้แอปของ Meta หาลูกค้าและทำรายได้ นี่คือฐานที่ Meta ได้เปรียบ เพราะเข้าถึงเจ้าของกิจการได้โดยตรงอยู่แล้ว

สินค้าที่ Meta ขายให้ธุรกิจและผู้ใช้ที่ยอมจ่าย

🧾 Meta One
บริการสมัครสมาชิกรวมสำหรับผู้บริโภค ครีเอเตอร์ และธุรกิจ ฟีเจอร์เกิน 50 อย่างใน Instagram, Facebook และ WhatsApp · สมัครและทดลองใช้รวมเกิน 15 ล้านราย
ขยายทั่วโลกแล้ว
🏪 Muse สำหรับธุรกิจเล็ก
ชุดทักษะและตัวเชื่อมใน Muse เชื่อมบัญชี Instagram เพจ Facebook บัญชีโฆษณา Meta และบริการอย่าง Shopify, QuickBooks, Canva · วิเคราะห์โฆษณา ร่างแคมเปญ ตอบลูกค้า
ปลายกันยายน
🤝 ผู้ช่วยของธุรกิจ
Business Agent ช่วยร้านค้าขายของและดูแลลูกค้า ซึ่งจะเป็นอีกฝั่งของการคุยกันระหว่างผู้ช่วย
โตเร็ว
🧑‍💻 API และ Muse Code
ขายการใช้โมเดลให้บริษัทอื่น และเครื่องมือช่วยเขียนโค้ด เป็นข้อเสนอหลักขององค์กรในระยะใกล้
โตเร็ว
🏢 Muse ในที่ทำงาน
Muse รุ่นที่นำเข้าไปใช้ในสภาพแวดล้อมขององค์กรได้
แผนต่อไป

สรุปจากคำพูดของ Mark Zuckerberg และ Susan Li · คำว่า “โตเร็ว” เป็นคำของผู้บริหาร บริษัทยังไม่เปิดเผยรายได้แยกของแต่ละตัว

Susan มองว่า AI กำลังเขย่าตลาดซอฟต์แวร์องค์กรอย่างมาก และบริษัทซอฟต์แวร์รุ่นเก่ายังไม่ได้ยึดตลาดนี้ไว้แน่น บริษัทที่นำตลาดตอนนี้บางรายไม่มีตัวตนเมื่อไม่กี่ปีก่อน Meta หวังให้ธุรกิจนี้เป็นรายได้ประจำก้อนใหม่ที่ไม่พึ่งโฆษณา แต่เธอก็บอกว่าจะเพิ่มเงินลงทุนตามความต้องการของลูกค้าที่เห็นจริง และเป็นโอกาสที่ใช้เวลาหลายปี

9. เงินลงทุนแซงเงินที่ธุรกิจหาได้

ทั้งหมดนี้ต้องใช้เครื่อง ไตรมาสนี้ Meta ใช้เงินลงทุน (รวมค่าเช่าซื้อเครื่องแบบลีสซิ่ง) $34.9B กับเซิร์ฟเวอร์ ศูนย์ข้อมูล และเครือข่าย ขณะที่ธุรกิจสร้างเงินสดได้ $32.8B เงินสดอิสระจึงติดลบ $2.1B จากที่ปีก่อนบวก $10.6B

เงินเข้า เงินออก ไตรมาส 3 ปี 2026

รายการไตรมาส 3 ปี 2026ไตรมาส 3 ปี 2025
เงินสดจากการดำเนินงาน$32.8B$30.0B
ซื้อทรัพย์สินและอุปกรณ์$33.9B$18.8B
จ่ายคืนสัญญาเช่าซื้อ$1.0B$0.5B
เงินสดอิสระ−$2.1B$10.6B
ซื้อหุ้นคืนไม่มี$3.3B
ปันผล$1.4B$1.3B

จากงบกระแสเงินสดในประกาศผลประกอบการ · สิ้นไตรมาสมีเงินสดและหลักทรัพย์ $82.4B หนี้ $83.7B (ตัวเลขหนี้จากคำพูดของ Susan Li)

สังเกตว่าไตรมาสนี้ Metaไม่ได้ซื้อหุ้นคืนเลย ทั้งเก้าเดือนแรกของปีก็ไม่ได้ซื้อ เทียบกับ $26.2B ในเก้าเดือนแรกของปีก่อน ขณะที่ออกหุ้นกู้ $24.9B ในครึ่งแรกของปี เงินถูกเทไปที่การลงทุนแทน ทั้งปี 2026 บริษัทคาดเงินลงทุน $135–145B แคบลงจากช่วงเดิม $130–145B ส่วนพนักงานลดลงเหลือ 66,775 คน น้อยกว่าปีก่อน 15% หลังการลดคนเมื่อเดือนพฤษภาคม

สำหรับปี 2027 Susan บอกว่ายังวางแผนงบอยู่ แต่คาดว่าจะลงทุนต่ออย่างหนัก ทั้งธุรกิจหลักและโครงการ AI ใหม่ และจะให้ตัวเลขในการประกาศงบไตรมาส 4 เธอยอมรับว่าการลงทุนในห้องแล็บ AI (MSL) จะใช้เวลาให้ผลตอบแทนนานกว่าการลงทุนในธุรกิจหลัก

10. Reality Labs: เลือกแว่นแทน VR

Reality Labs มีรายได้ไตรมาสนี้ $443M ลดลง 6% เพราะขายแว่น VR Quest ได้น้อยลง แม้รายได้แว่น AI จะยังโตแรง และขาดทุนจากการดำเนินงาน $4.1B ใกล้เคียงไตรมาสเดียวกันปีก่อนที่ $4.4B

ทิศทางใหม่ของ Reality Labs

  1. ปี 2026คาดขาดทุน $18–19B ลดลงจากปี 2025 · เปลี่ยนวิธีทำ VR ให้ออกเครื่องใหม่เฉพาะเมื่อมีก้าวกระโดดจริง เช่น Meta VR Glasses ปีนี้
  2. เดือนหน้าMuse เริ่มใช้บนแว่น Meta รวมถึงแว่นเสียงรุ่นใหม่ที่กำลังจะออก
  3. เร็วๆ นี้Muse Charm อุปกรณ์พกพาที่ Mark บอกว่าจากแนวคิดถึงมือคนใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปี
  4. ปี 2027คาดขาดทุนลดเหลือราว $15B แล้วค่อยๆ เดินไปสู่การทำกำไร เพราะย้ายเงินลงทุนไปที่ AI

จากคำพูดของ Mark Zuckerberg และประมาณการของ Susan Li · ตัวเลขขาดทุนปี 2026 และ 2027 เป็นการคาดการณ์ของบริษัท

Mark อธิบายว่าบริษัทตั้งราคาแว่นไม่ได้หวังกำไรจากตัวเครื่อง แต่หวังสร้างธุรกิจซอฟต์แวร์และ AI บนแว่นในระยะยาว พอมี Muse บนแว่น เขาคาดว่าคนจะสมัครสมาชิกแบบจ่ายเงินมากขึ้น และธุรกิจนี้จะเริ่มดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่วน VR เขายังเชื่อว่าเป็นทางไปสู่แว่นที่ผสมโลกจริงกับโลกดิจิทัล แต่จะลดความเร็วการลงทุนด้านนี้เพื่อให้ความสำคัญกับผู้ช่วย AI ก่อน

11. หุ้น Class C คืออะไร และกระทบผู้ถือหุ้นอย่างไร

ข่าวที่ผู้ถือหุ้นต้องรู้ที่สุดของรอบนี้คือ Meta กำลังสร้างหุ้นแบบใหม่ชื่อ Class C ที่ไม่มีสิทธิ์โหวต แล้วแจกให้ผู้ถือหุ้นเดิมทุกคน

แจกหุ้น Class C ทำงานอย่างไร

สร้างหุ้นใหม่

ไม่มีสิทธิ์โหวต

บอร์ดอนุมัติตามคำแนะนำของคณะกรรมการอิสระ และผู้ถือหุ้นเสียงข้างมากลงนามอนุมัติแล้ว มีผล 19 มกราคม 2027

เหมือน ออกบัตรสมาชิกแบบใหม่ ที่ได้สิทธิ์ทุกอย่าง ยกเว้นสิทธิ์ลงคะแนน

แจกฟรี 1 ต่อ 1

ทุกหุ้น Class A และ B

ถือหุ้นเดิม 1 หุ้น ได้หุ้น Class C เพิ่ม 1 หุ้น บริษัทคาดว่าราคาหุ้น Class A จะสะท้อนผลเหมือนการแตกหุ้น 1 เป็น 2

เหมือน ตัดพิซซ่าถาดเดิมเป็นสองเท่าของชิ้น ขนาดรวมเท่าเดิม

ใช้ระดมทุน

เสียงโหวตเดิมไม่เปลี่ยน

ต่อไปบริษัทใช้หุ้น Class C ระดมทุน จ่ายพนักงาน หรือซื้อกิจการ ได้โดยไม่ลดเสียงโหวตของผู้ถือหุ้นเดิม · คาดเริ่มซื้อขายปลายมกราคม 2027

เหมือน หาหุ้นส่วนเพิ่มได้ โดยไม่ต้องแบ่งอำนาจตัดสินใจ

จากประกาศผลประกอบการและแบบ 8-K ที่ยื่นต่อ ก.ล.ต.สหรัฐ · วันบันทึกสิทธิ์และวันจ่ายหุ้นปันผลบอร์ดจะกำหนดภายหลัง

ทำไมต้องทำ Susan ตอบนักวิเคราะห์ Goldman Sachs ว่าเพื่อให้มีหุ้นที่ไม่มีสิทธิ์โหวตซึ่งซื้อขายในตลาดได้ ไว้ใช้ระดมทุน จ่ายพนักงาน ซื้อกิจการ และวัตถุประสงค์ทั่วไป โดยยังรักษาโครงสร้างที่ผู้ก่อตั้งเป็นผู้นำ เธอบอกว่ายังไม่มีแผนระดมทุนที่จะประกาศ แต่เห็นว่าควรเตรียมโครงสร้างไว้ให้เข้าถึงแหล่งเงินได้หลากหลาย ในยุคที่การแข่งขันด้าน AI ต้องใช้เงินมหาศาล

อีกส่วนที่สำคัญคือข้อตกลงกับ Zuckerberg (Founder Alignment Agreement) ซึ่งจำกัดไม่ให้เขาขายหุ้น Class C ส่วนใหญ่ที่ได้รับ โดยที่เสียงโหวตของเขายังเท่าเดิม พูดง่ายๆ คือถ้าเขาจะขายหุ้นก้อนใหญ่ เสียงโหวตต้องลดตามสัดส่วนด้วย ข้อนี้ช่วยกันไม่ให้ผู้ก่อตั้งเอาเงินออกได้โดยยังคุมบริษัทเท่าเดิม แต่อีกด้านคือ ทุกครั้งที่บริษัทออกหุ้น Class C เพิ่ม ส่วนแบ่งความเป็นเจ้าของของผู้ถือหุ้นเดิมจะลดลง ขณะที่อำนาจโหวตยังอยู่กับผู้ก่อตั้งเท่าเดิม

12. ไตรมาส 4 และปีหน้า

ไตรมาส 4 บริษัทคาดรายได้ $73–76B โดยค่าเงินจะฉุดการเติบโตราว 1% ค่าใช้จ่ายทั้งปีปรับขึ้นเป็น $175–179B เพื่อรวมค่ายอมความ เงินลงทุนทั้งปี $135–145B ขาดทุน Reality Labs ทั้งปี $18–19B และอัตราภาษีไตรมาส 4 คาดอยู่ที่ 15–17%

ปฏิทินที่ต้องจับตาต่อจากนี้

  1. พฤศจิกายน 2026Muse เริ่มใช้บนแว่น Meta · Muse Charm ใกล้วางขาย
  2. อีกไม่กี่เดือนคดีเกี่ยวกับเยาวชนหลายคดีขึ้นศาลในสหรัฐ
  3. มกราคม 2027หุ้น Class C มีผล 19 ม.ค. คาดเริ่มซื้อขายปลายเดือน · ประกาศงบไตรมาส 4 พร้อมแผนค่าใช้จ่ายและเงินลงทุนปี 2027
  4. ปี 2027เป้าลดต้นทุน Muse เกิน 10 เท่า · ขาดทุน Reality Labs ราว $15B · ธุรกิจ AI ใหม่เริ่มมีรายได้เพิ่ม

จากคำพูดของ Mark Zuckerberg และ Susan Li · ทุกรายการเป็นแผนหรือคาดการณ์ของบริษัท

ปี 2027 บริษัทยังไม่ให้ประมาณการรายได้ แต่ Susan บอกว่าผลของ AI ต่อธุรกิจหลัก บวกกับโอกาสใหม่จากโมเดลและสินค้าที่เปิดตัว จะทำให้รายได้รวมยังโตแรงต่อเนื่องตลอดปี 2027 และธุรกิจ AI ใหม่ ทั้งสมาชิก ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย โฆษณา และบริการองค์กร จะเริ่มมีรายได้เพิ่มในปี 2027 แต่สิ่งสำคัญกว่าคือโตได้มากในระยะยาว

13. มุมผู้ถือหุ้น: ไตรมาสนี้บอกอะไร

Meta หาเงินจากโฆษณาเกือบทั้งหมด และไตรมาสนี้ธุรกิจโฆษณาแข็งแรงมาก โต 26% ทั้งที่ฐานใหญ่ระดับ $63B ต่อไตรมาส โดยมีหลักฐานชัดว่า AI ช่วยให้โฆษณาได้ผลขึ้นจริง ตัวเลขที่ดูแย่ไตรมาสนี้ ทั้งกำไรที่ลดลงและเงินสดอิสระที่ติดลบ มาจากสองเรื่องที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักเสีย คือค่ายอมความก้อนใหญ่ และการตัดสินใจลงทุนหนัก

สิ่งที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนคือ Meta ไม่ได้เป็นแค่บริษัทโฆษณาที่ใช้ AI อีกแล้ว แต่กำลังสร้างธุรกิจผู้ช่วย AI ที่ต้นทุนสูงและยังไม่รู้ว่าจะทำเงินได้แค่ไหน เงินที่เคยใช้ซื้อหุ้นคืนถูกย้ายไปลงทุน และบริษัทเตรียมเครื่องมือระดมทุนใหม่ไว้แล้ว ผลลัพธ์ของการเดิมพันนี้จะเริ่มวัดได้จากต้นทุนของ Muse ในปีหน้า

อยากเข้าใจว่า Meta ใช้เงินกับอะไร มีหนี้เท่าไร และความเสี่ยงที่บริษัทเขียนไว้ในรายงานประจำปีมีอะไรบ้าง ดูได้ที่หน้าภาพรวมบริษัท Meta

14. อีกด้านของเหรียญ

🔭 สิ่งที่ยังไม่รู้ และควรติดตาม

สรุป: ไตรมาส 3 ปี 2026 ของ Meta ธุรกิจโฆษณาแข็งแรงมาก รายได้โต 26% และ AI ช่วยให้โฆษณาได้ผลขึ้นจริง แต่กำไรถูกค่ายอมความคดีวัยรุ่น $9.9B หัก และเงินลงทุนแซงเงินสดที่หาได้ ผู้ช่วย AI ส่วนตัว Muse เริ่มต้นแรงเกินคาดในหกสัปดาห์แรก แต่ต้นทุนสูงมาก บริษัทจึงตั้งเป้าลดต้นทุนเกิน 10 เท่าในปีหน้า และเตรียมหุ้น Class C ไว้เป็นเครื่องมือระดมทุน ผลของการเดิมพันนี้จะเริ่มวัดได้จากต้นทุนของ Muse และแผนลงทุนปี 2027 ในเดือนมกราคม

ที่มา: การประชุมนักลงทุน Meta ไตรมาส 3 ปี 2026 (21 ต.ค. 2026) และประกาศผลประกอบการที่ยื่นต่อ ก.ล.ต.สหรัฐ (แบบ 8-K เอกสารแนบ 99.1) ในวันเดียวกัน · รายละเอียดหุ้น Class C และข้อตกลงกับผู้ก่อตั้งจากแบบ 8-K · ตัวเลขผู้ใช้ Muse และผลของระบบโฆษณาเป็นตัวเลขที่ผู้บริหารเปิดเผยเอง · คำพูดของผู้บริหารและนักวิเคราะห์เป็นการถอดความ ไม่ใช่การแปลคำต่อคำ · ข้อมูล ณ 22 ตุลาคม 2026

📕 อ่านงบ Meta ให้ลึกกว่าบรรทัดกำไร

เงินลงทุน $34.9B ในไตรมาสเดียวที่เล่าไว้ข้างบน เป็นแค่ส่วนที่อยู่ในงบกระแสเงินสด — เล่มพิเศษ “หนี้ที่ AI ไม่ได้บอก” พาเปิดหมายเหตุงบของ Meta และอีก 4 บริษัทใหญ่ทีละเรื่อง ทั้งสัญญาเช่า การค้ำประกัน และเงินที่หมุนเป็นวง ที่ไม่อยู่ในบรรทัดหนี้ของงบดุล · ไม่ชี้หุ้น ให้วิธีเปิดงบดูเอง

ดูรายละเอียดหนังสือ → อ่านบทเปิดฟรีก่อน

อยากรู้ว่า Meta หาเงินจากอะไร?

สรุปธุรกิจ จุดแข็ง และความเสี่ยงของ Meta เป็นภาษาไทย อ่านจากรายงานที่บริษัทยื่นต่อ ก.ล.ต.สหรัฐ

อ่านภาพรวมบริษัท Meta →

บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษา เป็นการรวบรวมและอธิบายข้อมูลจากการประชุมนักลงทุน ประกาศผลประกอบการ และเอกสารที่บริษัทยื่นต่อหน่วยงานกำกับ ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน ไม่ใช่บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ และไม่ใช่การชี้แนะให้ซื้อหรือขายสินทรัพย์ใดๆ · ตัวเลขคาดการณ์ทั้งหมดเป็นของบริษัท ไม่ใช่ผลประกอบการจริง · การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทางการและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจเสมอ · DaddyInvestor © 2026