← กลับหน้าบทความ DaddyInvestor
สรุปงบไตรมาส · SoFi ไตรมาส 3 ปี 2026

งบ SoFi Q3 2026 — โต 44% สวนดอกเบี้ยขาขึ้น ปีหน้าไม่เพิ่มทุน

ต้นปี SoFi วางแผนว่าดอกเบี้ยจะลด แต่ของจริงดอกเบี้ยขึ้น บริษัทก็ยังโตเร็วกว่าไตรมาสก่อน ปรับเป้าทั้งปีขึ้น ให้เป้าปี 2027 ก่อนกำหนด และบอกว่าไม่ต้องเพิ่มทุน ผมถอดจากการประชุมนักลงทุนมาเล่าเป็นภาษาคน ทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่ต้องจับตา

อ่าน 20 นาที · ตุลาคม 2026 · อ่านได้ทุกระดับ
$1.37B
รายได้ไตรมาส 3 (ปรับปรุง)
โต 44% จากปีก่อน
17.1 ล้าน
สมาชิก
โต 35% จากปีก่อน
$6.4B
เป้ารายได้ปี 2027
ไม่ต้องเพิ่มทุน

ช่วงหนึ่งของการประชุมนักลงทุนวันที่ 27 ตุลาคม 2026 Anthony Noto ซีอีโอของ SoFi ย้อนไปปี 2018 ตอนที่เขาเข้ามารับตำแหน่ง ตอนนั้น SoFi แทบเป็นบริษัทที่มีสินค้าตัวเดียว คือรีไฟแนนซ์เงินกู้เรียนของนักศึกษา มีสมาชิกราว 650,000 คน วันนี้มีสมาชิก 17.1 ล้านคน และมีธุรกิจ 8 ตัวที่แต่ละตัวทำรายได้เกิน 100 ล้านดอลลาร์ต่อปี เขาเล่าว่าเมื่อก่อนบริษัทที่จะเข้าตลาดหุ้นได้ต้องมีรายได้ถึง 100 ล้านดอลลาร์ก่อน และโอกาสที่ธุรกิจหนึ่งจะไปถึงจุดนั้นมีแค่ราว 1% แต่ SoFi ทำได้ 8 ครั้ง

เรื่องนี้เป็นแกนของไตรมาสนี้ เพราะผู้บริหารเปลี่ยนวิธีเล่าธุรกิจใหม่ทั้งหมด จากนี้จะวัดด้วย 3 ตัวเลข คือสมาชิก ผลิตภัณฑ์ และรายได้ต่อผลิตภัณฑ์ และไตรมาสนี้ทั้งสามตัวขึ้นพร้อมกัน ทั้งที่ปีนี้ดอกเบี้ยเดินสวนกับที่บริษัทวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นปี

บทความนี้เรียบเรียงจากการประชุมนักลงทุนที่ Anthony Noto และ Chris Lapointe ซีเอฟโอ ตอบคำถามนักวิเคราะห์ แล้วใช้ประกาศผลประกอบการที่ SoFi ยื่นต่อ ก.ล.ต.สหรัฐในวันเดียวกันยืนยันตัวเลข ตัวเลขทั้งหมดเป็นดอลลาร์สหรัฐ ไตรมาส 3 หมายถึงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2026 และถ้าไม่บอกเป็นอย่างอื่น ตัวเลขรายได้และกำไรเป็นแบบปรับปรุงตามที่บริษัทใช้ในการประชุม

ในบทความนี้

  1. ไตรมาสนี้ในภาพเดียว
  2. SoFi หาเงินจากอะไร
  3. สูตรใหม่: 3 ตัวเลขที่ผู้บริหารใช้วัด
  4. ดอกเบี้ยขึ้นสวนแผน แล้วรอดมาได้ยังไง
  5. สินเชื่อส่วนบุคคล: ปล่อยกู้ 100 เหลือเท่าไร
  6. หนี้เสีย: ตัวเลขที่ทุกคนกลัว
  7. ปล่อยกู้แทนคนอื่น (LPB)
  8. บัญชีเงินฝาก และเรื่อง AI
  9. SoFi Plus: สมาชิกรายเดือน
  10. ธุรกิจเทคโนโลยี
  11. ทำไมบอกว่าไม่ต้องเพิ่มทุน
  12. เป้าปี 2026, 2027 และ 2030
  13. มุมผู้ถือหุ้น
  14. อีกด้านของเหรียญ

🗂️ ศัพท์ SoFi แปลเป็นภาษาคน

อ่านผ่านๆ ก่อนก็ได้ แล้วค่อยกลับมาดูตอนเจอคำเหล่านี้

สมาชิก (member)
คนที่มีผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 1 อย่างกับ SoFi นับเป็นคน ไม่ใช่นับเป็นบัญชี
ผลิตภัณฑ์ (product)
บัญชีหรือบริการแต่ละอย่าง เช่น บัญชีเงินฝาก บัตรเครดิต บัญชีลงทุน สินเชื่อ คนหนึ่งมีได้หลายผลิตภัณฑ์
ตัวเลขปรับปรุง (adjusted)
ตัวเลขที่บริษัทตัดรายการบางอย่างออก เพื่อให้เห็นธุรกิจปกติ ต่างจากตัวเลขตามมาตรฐานบัญชี (GAAP) เล็กน้อยในไตรมาสนี้
EBITDA
กำไรก่อนหักดอกเบี้ยเงินกู้ของบริษัท ภาษี และค่าเสื่อมราคา ใช้ดูว่าธุรกิจทำเงินได้แค่ไหนก่อนรายการทางบัญชี
ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM)
ดอกเบี้ยที่ได้จากเงินให้กู้ หักดอกเบี้ยที่จ่ายผู้ฝาก คิดเป็น % ของสินทรัพย์ที่ทำดอกเบี้ย ยิ่งสูงยิ่งดี
ตีมูลค่ายุติธรรม (fair value)
SoFi ถือสินเชื่อหลายประเภทไว้ในบัญชีด้วยราคาที่ตลาดน่าจะซื้อ ทุกไตรมาสต้องตีราคาใหม่ ดอกเบี้ยตลาดขึ้น ราคาก็ลด
LPB (Loan Platform Business)
SoFi หาผู้กู้และอนุมัติสินเชื่อ แต่ให้นักลงทุนอื่นเป็นคนออกเงินและถือสินเชื่อ SoFi ได้ค่าธรรมเนียม
อัตราส่วนเงินทุนรวม
เงินทุนของธนาคารเทียบกับสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง หน่วยงานกำกับกำหนดขั้นต่ำไว้ ยิ่งเหลือเกินขั้นต่ำมาก ยิ่งปล่อยกู้เพิ่มได้มาก

1. ไตรมาสนี้ในภาพเดียว

ตัวเลขหลักไตรมาส 3 ปี 2026

$1.37B
รายได้ (ปรับปรุง) · โต 44% · ตามบัญชี $1.39B
$241M
กำไรสุทธิตามบัญชี · โต 73%
$0.18
กำไรต่อหุ้น · ปีก่อน $0.11 · โต 64%
$470M
EBITDA (ปรับปรุง) · โต 70% · อัตรา 34%

จากประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2026 ของ SoFi (27 ต.ค. 2026) · กำไรสุทธิแบบปรับปรุง $243M · ไตรมาสนี้ทั้งรายได้และ EBITDA เป็นสถิติสูงสุดของบริษัท

รายได้แบบปรับปรุง $1.37B โต 44% และเป็นไตรมาสที่สามติดกันที่โตเกิน 40% ไตรมาสนี้โตเร็วกว่าสองไตรมาสแรกของปี กำไรโตเร็วกว่ารายได้อีก EBITDA โต 70% กำไรสุทธิตามบัญชีโต 73% และกำไรต่อหุ้นโต 64% เมื่อเทียบปีก่อน หรือโต 50% เมื่อเทียบไตรมาสก่อน นับเป็นไตรมาสที่ 12 ติดกันที่มีกำไร

ผู้บริหารชอบใช้ตัวชี้วัดชื่อ Rule of 40 คือเอาอัตราการโตของรายได้บวกอัตรากำไร EBITDA ถ้าเกิน 40 ถือว่าโตเร็วและทำกำไรได้ไปพร้อมกัน ไตรมาสนี้ได้ 79 (รายได้โต 44% บวกอัตรากำไร 34% ก่อนปัดเศษ) และเกิน 40 มาแล้ว 20 ไตรมาสติดกัน อีกตัวที่บริษัทอยากให้เห็นคือรายได้ที่มาจากค่าธรรมเนียม $571M คิดเป็น 42% ของรายได้ทั้งหมด จาก 39% ในไตรมาสก่อน เป้าระยะยาวคือให้ถึง 50% เพราะรายได้แบบนี้ไม่ต้องใช้เงินทุนมาก

2. SoFi หาเงินจากอะไร

SoFi ได้ใบอนุญาตธนาคารระดับประเทศของสหรัฐ แต่ไม่มีสาขา ทุกอย่างทำผ่านแอป รายงานธุรกิจแยกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มใหญ่สุดยังเป็นสินเชื่อ แต่กลุ่มที่มีผลิตภัณฑ์มากที่สุดคือบริการการเงิน ซึ่งมีถึง 87% ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด

3 กลุ่มธุรกิจของ SoFi ไตรมาส 3

สินเชื่อ
🏦 $807M · โต 68%

สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อนักศึกษา สินเชื่อบ้าน ได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม

กำไรของกลุ่ม $455M · อัตรา 55%

บริการการเงิน
📱 $525M · โต 25%

บัญชีเงินฝาก บัญชีลงทุน บัตรเครดิต คริปโต SoFi Plus และ LPB

กำไรของกลุ่ม $261M · อัตรา 50% (ปีก่อน 54%)

เทคโนโลยี
⚙️ $87M · ลด 24%

ขายระบบหลังบ้านธนาคารและระบบบัตรให้บริษัทอื่น

กำไรของกลุ่ม $14M · อัตรา 16% (ปีก่อน 28%)

ทั้งบริษัทมีผลิตภัณฑ์ 26.7 ล้าน · 87% อยู่ในกลุ่มบริการการเงิน ไม่ใช่สินเชื่อ

จากตารางผลประกอบการแยกกลุ่มในประกาศผลประกอบการ · รายได้กลุ่มสินเชื่อเป็นแบบปรับปรุง (ตามบัญชี $821M) · "กำไรของกลุ่ม" คือ contribution profit ก่อนหักค่าใช้จ่ายส่วนกลาง

ลองนึกภาพเป็นห้างที่มีหลายแผนก แผนกสินเชื่อคือแผนกที่ขายของราคาแพง ทำเงินต่อชิ้นมาก แผนกบริการการเงินคือแผนกของใช้ประจำวันที่คนแวะมาบ่อย ทำเงินต่อชิ้นน้อยแต่ดึงคนเข้าห้าง ส่วนแผนกเทคโนโลยีคือการให้เช่าระบบของห้างกับร้านอื่น ไตรมาสนี้แผนกเทคโนโลยีลดลงเพราะเสียลูกค้ารายใหญ่ไปตั้งแต่ปีก่อน ถ้าไม่นับลูกค้ารายนั้น รายได้โต 18%

3. สูตรใหม่: 3 ตัวเลขที่ผู้บริหารใช้วัด

Noto บอกว่าตอนนี้ SoFi ใหญ่พอแล้ว คนที่อยากเข้าใจและคาดการณ์ธุรกิจ ดูแค่ 3 ตัวเลขก็พอ และบริษัทก็ใช้ 3 ตัวนี้ตัดสินใจลงทุนเหมือนกัน เขาจึงจะรายงานทั้งสามตัวทุกไตรมาสต่อจากนี้

สมาชิก × ผลิตภัณฑ์ต่อคน × รายได้ต่อผลิตภัณฑ์

สมาชิก 17.1 ล้านคน

โต 35% · ไตรมาสเดียวเพิ่ม 1.2 ล้านคน

ดึงคนเข้ามาด้วยบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูงและสินเชื่อดอกเบี้ยถูก

เหมือน ลูกค้าที่เดินเข้าห้าง

คนละ 1.56 ผลิตภัณฑ์

ปีก่อน 1.47 · ผลิตภัณฑ์รวม 26.7 ล้าน

ผลิตภัณฑ์ใหม่ 51% มาจากสมาชิกเดิม · 37% ของสมาชิกใช้ตั้งแต่ 2 อย่างขึ้นไป (ปีก่อน 33%)

เหมือน ลูกค้าคนเดิมหยิบของใส่ตะกร้าเพิ่ม

รายได้ต่อผลิตภัณฑ์

สินเชื่อ $942 ต่อปี · บริการการเงิน $90 ต่อปี

วัดว่าแต่ละผลิตภัณฑ์ทำเงินได้แค่ไหน

เหมือน ยอดซื้อต่อชิ้นในตะกร้า

จากคำพูดของ Anthony Noto และ Chris Lapointe · รายได้ต่อผลิตภัณฑ์ = รายได้ของกลุ่มในไตรมาส × 4 หารด้วยจำนวนผลิตภัณฑ์ ณ สิ้นไตรมาส

บริษัทเรียกวงจรนี้ว่า Financial Services Productivity Loop สรุปง่ายๆ คือดึงคนเข้ามาด้วยสินค้าตัวหนึ่ง แล้วขายตัวอื่นต่อ ซึ่งถูกกว่าหาลูกค้าใหม่ทุกครั้ง ไตรมาสนี้ผลิตภัณฑ์โต 44% เร็วกว่าจำนวนคนที่โต 35% แปลว่าวงจรนี้ทำงานอยู่ และเป็นไตรมาสที่เพิ่มทั้งสมาชิก (1.2 ล้านคน) และผลิตภัณฑ์ (2.2 ล้าน) มากที่สุดเป็นประวัติการณ์

ตัวที่สามน่าสนใจที่สุด ฝั่งสินเชื่อ รายได้ต่อผลิตภัณฑ์ขึ้นเป็น $942 ต่อปี จาก $782 เมื่อปีก่อน หรือโต 20% เพราะดอกเบี้ยรับและค่าธรรมเนียมเปิดสินเชื่อโต ฝั่งบริการการเงินขึ้นเป็น $90 จาก $88 ในไตรมาสก่อน จากค่าธรรมเนียมรูดบัตร บัตรเครดิต และค่าสมาชิก SoFi Plus แต่ถ้าเทียบปีก่อน ตัวเลขในประกาศผลประกอบการคือ $104 ลดลง 13% เพราะผลิตภัณฑ์ใหม่ที่โตเร็ว อย่างบัญชีคริปโตและบริการติดตามการเงิน ยังทำเงินต่อชิ้นได้น้อย (ผมอธิบายเพิ่มเอง)

Noto พูดเรื่องนี้ตรงๆ ตอนนักวิเคราะห์จาก William Blair ถามว่ารายได้ต่อผลิตภัณฑ์จะไปถึงไหน เขาตอบว่าค่าเฉลี่ยรวมน่าจะลดลงในช่วงปี 2026 ถึง 2030 เพราะธุรกิจที่ได้ต่อชิ้นน้อยจะโตเร็วกว่าสินเชื่อ แต่เขาไม่มองว่าเป็นเรื่องแย่ เพราะจำนวนผลิตภัณฑ์จะโตชดเชยมากกว่า และเป้าคือให้สมาชิกใช้อย่างน้อยคนละ 2 ผลิตภัณฑ์

4. ดอกเบี้ยขึ้นสวนแผน แล้วรอดมาได้ยังไง

ปี 2026: แผนกับของจริงสวนกัน

แผนตอนต้นปี

ประมาณการที่ให้ไว้เดือนมกราคม

  1. ดอกเบี้ยลด 2 ครั้ง
  2. เป้ารายได้ทั้งปีต่ำกว่าวันนี้ราว $385M
ต้นทุนเงินถูกลง

ของจริง

ณ ปลายเดือนตุลาคม

  1. ดอกเบี้ยขึ้นแล้ว 1 ครั้ง และเตรียมรับอีก 2 ครั้ง
  2. เป้ารายได้ทั้งปีปรับขึ้นเป็น $5.04B โต 40% (เป้าก่อนหน้า $4.75–4.85B)
ยังปรับเป้าขึ้น

จากคำพูดของ Anthony Noto · เป้าตอนต้นปีคำนวณจากคำพูดที่ว่ารายได้ปีนี้จะเกินเป้าเดิมราว $385M

สำหรับบริษัทที่ปล่อยกู้ ดอกเบี้ยขาขึ้นมักเป็นข่าวร้าย เพราะต้นทุนเงินแพงขึ้นและผู้กู้อาจผ่อนไม่ไหว Noto เล่าว่ารอบก่อนที่ดอกเบี้ยขึ้น SoFi เลือกชะลอการโตเพราะห่วงเศรษฐกิจ แต่รอบนี้บริษัทมีเงินทุนมากกว่าและธุรกิจหลากหลายกว่า จึงลองโตต่อ ผลคือรายได้โตเร็วขึ้นกว่าสองไตรมาสก่อน เขาสรุปว่าตอนนี้มั่นใจว่าโตได้ทั้งตอนดอกเบี้ยขึ้นและดอกเบี้ยลง

แต่ดอกเบี้ยขึ้นก็มีราคาที่ต้องจ่าย SoFi ถือสินเชื่อไว้ในบัญชีด้วยมูลค่ายุติธรรม ให้นึกถึงพันธบัตรที่ซื้อไว้ตอนดอกเบี้ยต่ำ พอดอกเบี้ยตลาดขึ้น พันธบัตรเก่าที่จ่ายดอกต่ำกว่าก็ขายได้ราคาน้อยลง สินเชื่อก็เหมือนกัน ไตรมาสนี้สินเชื่อส่วนบุคคลถูกตีราคาลดเหลือ 103.3% ของเงินต้น (ลด 1.4 จุด) สินเชื่อนักศึกษาเหลือ 101.9% (ลด 2.4 จุด) สินเชื่อบ้านเหลือ 101.5% (ลด 3.3 จุด) รวมแล้วมูลค่าลดลงกว่า $800M

มูลค่าสินเชื่อที่ลด กับประกันที่ซื้อไว้

>$800M
มูลค่าสินเชื่อที่ลดจากการตีราคาใหม่
~$734M
กำไรจากประกันความเสี่ยงดอกเบี้ย
+0.76
จุด ดอกเบี้ยอ้างอิงที่ใช้ตีราคาสินเชื่อส่วนบุคคลไตรมาสนี้
6.14%
ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ · ขึ้น 0.16 จุดจากไตรมาสก่อน

ตัวเลขมูลค่าที่ลดและกำไรจากประกันจากคำพูดของ Chris Lapointe · ดอกเบี้ยอ้างอิงคือ SOFR อายุ 2 ปี ตามตารางในประกาศผลประกอบการ

SoFi ซื้อประกันความเสี่ยงดอกเบี้ย (hedge) ไว้ ซึ่งได้เงินเมื่อดอกเบี้ยขึ้น ไตรมาสนี้ได้กำไรจากประกันราว $734M หักลบกับมูลค่าที่ลดไปเกือบหมด Chris บอกว่าประกันทำงานตามที่ออกแบบไว้ คือครอบเฉพาะส่วนที่มาจากดอกเบี้ยอ้างอิง ส่วนที่เหลือมาจากปัจจัยอื่น เช่นอัตราผิดนัดชำระที่ใช้ในแบบจำลอง ซึ่งประกันไม่ได้ครอบ

ส่วนรายได้ดอกเบี้ยกลับดีขึ้น ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิขึ้นเป็น 6.14% เพราะผลตอบแทนของสินทรัพย์ขึ้น 0.22 จุด ขณะที่ต้นทุนเงินขึ้นแค่ 0.01 จุด บริษัทคาดว่าส่วนต่างนี้จะอยู่เหนือ 5% ไปอีกนาน Noto อธิบายว่ารอบนี้บริษัทลองดูว่าจะปรับราคาที่คิดกับผู้กู้ให้ทันดอกเบี้ยตลาดได้ไหม เพราะยังมีความต้องการกู้มาก ซึ่งตอนนี้ปรับผ่านทั้งดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมเปิดสินเชื่อ (หัวข้อ 5)

5. สินเชื่อส่วนบุคคล: ปล่อยกู้ 100 เหลือเท่าไร

สินเชื่อส่วนบุคคลคือเครื่องยนต์หลักของ SoFi ไตรมาสนี้ปล่อยกู้ $12.6B สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โต 69% เก็บไว้ในบัญชีตัวเอง $9B ที่เหลือปล่อยผ่าน LPB (หัวข้อ 7) Chris แจกแจงว่าปล่อยกู้ 100 ดอลลาร์ ได้อะไรกลับมาต่อปี

ปล่อยกู้ 100 ดอลลาร์ ได้อะไรกลับมาต่อปี

รับเข้า

ดอกเบี้ย 12.8 + ค่าธรรมเนียมเปิดสินเชื่อ 1.4

เหมือน ค่าเช่าบ้านที่เก็บได้ทั้งปี

หักออก

ต้นทุนเงิน 3.1 + หนี้เสีย 3.4

เหมือน ค่าผ่อนบ้านกับห้องที่ผู้เช่าหนีค่าเช่า

เหลือราว 7.6

ผลตอบแทนหลังหักความเสี่ยง

เหมือน กำไรค่าเช่าที่เหลือจริง ก่อนหักค่าบริหาร

จากคำพูดของ Chris Lapointe (risk-adjusted margin ไตรมาส 3) · ตัวเลขเป็น % ของยอดสินเชื่อต่อปี ผมแปลงเป็นตัวอย่าง 100 ดอลลาร์ให้เห็นภาพ · ตัวเลขแต่ละตัวปัดเศษ บวกลบเองจึงต่างจาก 7.6 เล็กน้อย

ที่น่าสนใจคือค่าธรรมเนียมเปิดสินเชื่อ ไตรมาสนี้ได้ $271M เพิ่มขึ้นราว 2.6 เท่าจากปีก่อน และเกินครึ่งของสินเชื่อส่วนบุคคลใหม่มีค่าธรรมเนียมนี้ Chris อธิบายว่าเมื่อก่อนบริษัทปรับราคาด้วยดอกเบี้ยอย่างเดียว ตอนนี้ใช้ค่าธรรมเนียมด้วย ดอกเบี้ยเฉลี่ยจึงลดลงเล็กน้อย แต่ดอกเบี้ยรวมค่าธรรมเนียมแทบไม่เปลี่ยนจากไตรมาสก่อน

ผู้กู้ที่ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมยังมีพฤติกรรมดีกว่า คือปิดหนี้ก่อนกำหนดน้อยกว่า ทำให้สินเชื่ออยู่นานขึ้น และผิดนัดชำระน้อยกว่า ผลรวมคือผลตอบแทนต่อทุนดีกว่าสินเชื่อที่ไม่มีค่าธรรมเนียม 2–3 จุด ผลตอบแทนหลังหักความเสี่ยงของสินเชื่อส่วนบุคคลจึงสูงขึ้นกว่า 1 จุดจากปีก่อน

นักวิเคราะห์จาก TD Cowen ถามตรงๆ ว่ามีนักลงทุนกังวลที่สินเชื่อส่วนบุคคลโตเร็วกว่าอุตสาหกรรม Chris ตอบว่าปีหน้าสินเชื่อส่วนบุคคลยังโตต่อ แต่จะไม่เร่งเท่าปีนี้ การโตจะย้ายไปที่สินเชื่อบ้านและรีไฟแนนซ์สินเชื่อนักศึกษามากขึ้น ไตรมาสนี้สินเชื่อนักศึกษาปล่อย $2.9B โต 96% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสินเชื่อบ้าน $1.4B โต 44%

6. หนี้เสีย: ตัวเลขที่ทุกคนกลัว

บริษัทที่ปล่อยสินเชื่อไม่มีหลักประกันโตเร็ว คำถามแรกคือหนี้เสียจะตามมาไหม ไตรมาสนี้ตัวเลขยังดีขึ้น อัตราหนี้สูญสุทธิของสินเชื่อส่วนบุคคล (ไม่นับผลจากการขายหนี้ค้างชำระ) อยู่ที่ 3.4% ลดลง 0.8 จุดจากปีก่อน และ 0.3 จุดจากไตรมาสก่อน สินเชื่อที่ค้างชำระเกิน 90 วันอยู่ที่ 0.42% เท่ากับไตรมาสก่อนและปีก่อน

สินเชื่อรุ่นใหม่ เทียบรุ่นปี 2017 ที่ช่วงเวลาเดียวกัน

4.71%
หนี้สูญสะสม สินเชื่อที่ปล่อยปลายปี 2022 ถึงปลายปี 2025
6.62%
หนี้สูญสะสมของรุ่นปี 2017 ที่จุดเวลาเดียวกัน
7–8%
เพดานหนี้สูญตลอดอายุที่บริษัทรับได้
~10%
หนี้สูญที่ต้องเกิดกับเงินต้นที่เหลือ ถ้าจะทำให้ทั้งกลุ่มแตะ 8%

จากประกาศผลประกอบการ · รุ่นปี 2017 คือรุ่นล่าสุดที่หนี้สูญเข้าใกล้เพดาน 7–8% · ตัวเลขช่องสุดท้ายคิดจากสินเชื่อที่ปล่อยต้นปี 2020 ถึงกลางปี 2026 ซึ่งจ่ายคืนเงินต้นไปแล้ว 62%

วิธีอ่านตารางนี้คือเทียบสินเชื่อแต่ละรุ่นที่อายุเท่ากัน สินเชื่อที่ปล่อยช่วงปลายปี 2022 ถึงปลายปี 2025 มีหนี้สูญสะสม 4.71% ขณะที่รุ่นปี 2017 ซึ่งเป็นรุ่นที่แย่ที่สุดในประวัติ มีหนี้สูญ 6.62% ที่ช่วงเวลาเดียวกัน ระยะห่างนี้กว้างขึ้นอีก 0.19 จุดในไตรมาสนี้ แปลว่าสินเชื่อรุ่นใหม่ยังดีกว่ารุ่นเก่า

Noto บอกว่ายังไม่เห็นสัญญาณว่าลูกค้าชะลอการกู้ การใช้จ่าย หรือการออม และลูกค้าของ SoFi เป็นคนรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่ต้องจำไว้ว่าตัวเลขหนี้สูญที่ดีส่วนหนึ่งมาจากสินเชื่อใหม่ที่ปล่อยเยอะ ทำให้ยอดสินเชื่อเฉลี่ยโต ตัวหารจึงใหญ่ขึ้น และสินเชื่อใหม่ยังไม่ถึงช่วงที่มักเริ่มผิดนัด บริษัทเองก็เขียนไว้ในประกาศว่าปัจจัยนี้มีส่วน

7. ปล่อยกู้แทนคนอื่น (LPB)

LPB คือการที่ SoFi หาผู้กู้ ตรวจเครดิต และอนุมัติสินเชื่อ แต่ให้นักลงทุนอื่นเป็นคนออกเงิน เช่นกองทุนสินเชื่อ SoFi ได้ค่าธรรมเนียมการส่งต่อและค่าดูแลสินเชื่อ โดยไม่ต้องใช้เงินทุนของตัวเอง เหมือนบริษัทนายหน้าที่หาผู้เช่าและดูแลห้องให้เจ้าของคอนโด ได้ค่าบริการโดยไม่ต้องซื้อห้องเอง

ไตรมาสนี้ปล่อยกู้ผ่าน LPB $3.8B เพิ่มขึ้น $704M จากไตรมาสก่อน ได้รายได้ $153M จาก $143M ในไตรมาสก่อน มีพาร์ตเนอร์ใหม่ 2 ราย และเริ่มส่งต่อสินเชื่อประเภทใหม่เป็นครั้งแรก คือสินเชื่อธุรกิจขนาดเล็กและสินเชื่อบ้านแบบจำนองลำดับสอง ไตรมาสก่อนบริษัทเซ็นสัญญากับ BasePoint ส่งต่อสินเชื่อธุรกิจขนาดเล็ก $3B ในเวลา 3 ปี Chris บอกว่าไตรมาส 4 ปล่อยผ่าน LPB ได้เร็วกว่าไตรมาส 3 แล้ว

คำถามที่นักวิเคราะห์ถามซ้ำคือ ทำไมไตรมาสนี้เก็บสินเชื่อไว้ในบัญชีตัวเองมากขึ้น Chris ตอบว่าบริษัทไม่ได้ตั้งสัดส่วนตายตัว จะเลือกทางที่ได้ผลตอบแทนหลังหักความเสี่ยงดีที่สุด ตอนนี้มีเงินทุนเหลือมาก การเก็บสินเชื่อไว้เองได้รายได้ดอกเบี้ยต่อเนื่องหลายปี แต่ผู้บริหารก็เตือนว่ารายได้ต่อสินเชื่อของ LPB จะขึ้นลงตามประเภทสินเชื่อและดีลกับพาร์ตเนอร์

8. บัญชีเงินฝาก และเรื่อง AI

ผลิตภัณฑ์บริการการเงิน ณ สิ้นไตรมาส 3

8.5 ล้าน
SoFi Money บัญชีเงินฝาก · โต 34%
4.2 ล้าน
SoFi Invest บัญชีลงทุน · โต 37%
656,000
บัตรเครดิต · โต 67%
503,000
SoFi Crypto · เปิดเมื่อปลายปี 2025

จากตารางผลิตภัณฑ์ในประกาศผลประกอบการ · Relay บริการติดตามการเงินมี 8.7 ล้าน (โต 45%) · SoFi Plus 273,000 · รวมกลุ่มบริการการเงิน 23.2 ล้าน

รายได้กลุ่มบริการการเงิน $525M โต 25% แบ่งเป็นรายได้ดอกเบี้ย $281M (โต 38% จากเงินฝากที่โต) และรายได้อื่น $244M (โต 13%) ค่าธรรมเนียมรูดบัตร $52M โต 77% จากยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตและบัตรเครดิตรวม $31B ต่อปี ค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ $18M โต 47% และรายได้บัตรเครดิตเกือบเป็นเท่าตัวจากไตรมาสก่อน ผู้บริหารบอกว่าหาสูตรหาลูกค้าบัตรเครดิตที่ทำกำไรได้แล้ว โดยไม่ใช้โปรโอนยอดดอกเบี้ย 0% ที่แพง

เงินฝากรวมเพิ่ม $5.8B ในไตรมาสเดียว เป็น $51.3B นักวิเคราะห์จาก Wells Fargo ถามว่า SoFi จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากสูงเกินไปไหม Noto ตอบว่าอย่ามองดอกเบี้ยเงินฝากแบบธนาคารทั่วไป เพราะ SoFi ไม่มีสาขาและไม่มีพนักงานโทรหาลูกค้า ดอกเบี้ยสูงคือค่าหาลูกค้า ที่ใช้แทนค่าสาขา และบัญชีเงินฝากยังบอกข้อมูลว่าลูกค้ามีหนี้บ้าน หนี้บัตร หรือเงินเหลือที่ยังไม่ได้ลงทุน ซึ่งนำไปสู่การขายผลิตภัณฑ์อื่น เขายอมรับด้วยว่าเงินฝากจากโบรกเกอร์ถูกกว่าเงินฝากจากสมาชิก แต่บริษัทดูผลตอบแทนรวม Chris เสริมว่าเงินฝากยังเป็นฐานหลัก 80–90% ของแหล่งเงิน

ช่วงท้าย Noto ยกเรื่อง AI ขึ้นมาเองเพราะไม่มีใครถาม หลายคนกลัวว่าผู้ช่วย AI จะย้ายเงินฝากไปหาดอกเบี้ยที่ดีที่สุดได้ง่ายขึ้น แต่เขามองกลับกัน ถ้าผู้ช่วย AI เทียบดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมแฝง และเงื่อนไขให้ลูกค้าได้หมด ในโลกที่ทุกอย่างโปร่งใส SoFi จะชนะ เพราะมีมูลค่าต่อลูกค้าสูงพอที่จะให้ดอกเบี้ยดีกว่า (ถอดความ) ข้อนี้เป็นความเห็นของซีอีโอ ยังไม่มีตัวเลขพิสูจน์

9. SoFi Plus: สมาชิกรายเดือน

SoFi Plus คือสมาชิกแบบจ่ายรายเดือน เดือนละ $10 หรือปีละ $120 แลกกับดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้น เงินสมทบเมื่อโอนเงินเข้าบัญชีลงทุน รางวัลบัตรเครดิตมากขึ้น และบริการอื่น สิ้นไตรมาสมีสมาชิก 273,000 คน กว่า 80% เป็นลูกค้าเดิม และ 25% ของคนที่สมัครเปิดผลิตภัณฑ์อื่นเพิ่ม ซึ่งเป็นตัวอย่างชัดที่สุดของวงจรขายต่อ

นักวิเคราะห์จาก Loop Capital สังเกตว่าไตรมาสนี้สมาชิกเพิ่มน้อยกว่าไตรมาสก่อน Noto ยอมรับว่าโตต่ำกว่าที่คาด สาเหตุหลักคือมีผู้ไม่หวังดีเข้ามาใช้ประโยชน์จากข้อเสนอ บริษัทจึงต้องปรับเงื่อนไข ซึ่งกระทบการโต ตอนนี้แก้แล้ว และไตรมาส 4 กลับมาโตเร็วขึ้น เป้ายังเป็น 1 ล้านคนภายในสิ้นปีหน้า และเขากดดันทีมให้ถึงเร็วกว่านั้น

Noto เทียบกับ Amazon Prime เขาเล่าว่าตอนเป็นนักวิเคราะห์ เคยสงสัยว่าใครจะยอมจ่ายปีละ $99 เพื่อส่งของฟรี แต่ Amazon ค่อยๆ ใส่ของดีเพิ่ม ทั้งเพลงและหนัง SoFi Plus ก็จะเพิ่มของทุกเดือน เช่น บริการยกเลิกสมาชิกบริการอื่นที่ที่อื่นคิดเดือนละ $9.99 แต่สมาชิก SoFi Plus ใช้ฟรี และพอร์ตลงทุนที่สร้างด้วย AI จาก Composer บริษัทที่ SoFi ซื้อมา ใช้ได้ไม่จำกัด เขาบอกว่าถ้าไม่ถึง 1 ล้านคนตามกำหนดก็ไม่เป็นไร เพราะมีสมาชิก 17 ล้านคนให้ชวน

10. ธุรกิจเทคโนโลยี

กลุ่มเทคโนโลยีมีรายได้ $87M ลด 24% จากปีก่อน แต่เพิ่ม 3% จากไตรมาสก่อน ตัวที่ลดคือลูกค้ารายใหญ่ที่ย้ายออกจากระบบไปตั้งแต่ก่อนสิ้นปี 2025 ถ้าไม่นับรายนี้ รายได้โต 18% ปีนี้มีลูกค้าใหม่ 9 ราย และบริษัทตั้งเป้ากลับไปโต 25% ในปีหน้า แต่กำไรของกลุ่มลดเหลือ $14M อัตรากำไร 16% จาก 28% เมื่อปีก่อน

นักวิเคราะห์จาก Scotiabank ถามว่ารายได้ส่วนนี้มาจากลูกค้าภายนอกเท่าไร และจาก SoFi เองเท่าไร Noto ตอบว่าเขาไม่ได้มองธุรกิจนี้แบบนั้น ระบบถูกสร้างเพื่อ SoFi ก่อน แล้วค่อยขายให้คนอื่น ได้แก่ ระบบออกบัตร ระบบหลักของธนาคารบนคลาวด์ ระบบรับชำระเงิน และระบบป้องกันการโกง ระบบหลักบนคลาวด์นี้ทำให้ SoFi เปิดบริการธนาคารสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่และการซื้อขายคริปโตได้เร็ว และเขาอ้างว่า SoFi เป็นธนาคารระดับประเทศแห่งเดียวในสหรัฐที่ออกเหรียญดิจิทัลสำหรับชำระเงิน (SoFiUSD) และเงินฝากแบบโทเคนแล้ว (ถอดความ)

เพราะ SoFi เป็นธนาคาร ธุรกิจภายในที่ใช้ระบบนี้ต้องจ่ายค่าบริการในราคาตลาดเหมือนลูกค้าทั่วไป ส่วนนี้นับเป็นรายได้ของกลุ่มเทคโนโลยีด้วย Noto บอกว่าเขาไม่ได้ดูตัวเลขแยกส่วนนี้ ข้อนี้ทำให้คนนอกประเมินยากว่าธุรกิจเทคโนโลยีโตจากลูกค้าภายนอกจริงแค่ไหน (ผมอธิบายเพิ่มเอง)

11. ทำไมบอกว่าไม่ต้องเพิ่มทุน

ธนาคารปล่อยกู้ได้เท่าที่เงินทุนรองรับ เหมือนเงินดาวน์ ยิ่งปล่อยกู้มาก ยิ่งต้องมีเงินทุนมาก ถ้าทุนไม่พอ บริษัทต้องขายหุ้นใหม่ ซึ่งทำให้สัดส่วนความเป็นเจ้าของของผู้ถือหุ้นเดิมลดลง นี่เป็นเรื่องที่ผู้ถือหุ้น SoFi จับตา เพราะบริษัทโตเร็วและปล่อยกู้เพิ่มทุกไตรมาส

ทุนที่มีพอปล่อยกู้เพิ่มได้แค่ไหน

รายการตัวเลขหมายถึง
อัตราส่วนเงินทุนรวม17%ขั้นต่ำตามกฎ 10.5% · ลดลง 1.8 จุดจากไตรมาสก่อนเพราะนำทุนไปปล่อยกู้
เงินทุนที่มี$9.6Bรองรับสินทรัพย์เสี่ยงได้ราว $71B ถ้าตั้งเป้าอัตราส่วน 13.5%
สินทรัพย์เสี่ยงตอนนี้$56Bยังเหลือที่ว่างราว $15B
กำไรที่จะทำได้เอง~$270M + $1.28Bกำไรไตรมาส 4 และทั้งปี 2027 รองรับเพิ่มอีกราว $14B
รวม~$29Bที่ว่างที่ยังไม่ได้ใช้ในแผนปี 2027

จากคำตอบของ Chris Lapointe ต่อนักวิเคราะห์ Mizuho · สินทรัพย์เสี่ยงคือสินทรัพย์ที่ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยง ไม่ใช่ยอดสินเชื่อตรงๆ · ตัวเลขรองรับรวมค่าตอบแทนพนักงานที่จ่ายเป็นหุ้นด้วย

Chris ย้ำสองครั้งว่าเป้าปี 2027 ไม่ได้รวมการเพิ่มทุน และไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน ส่วนที่ว่างราว $29B ก็ไม่ได้ถูกนับในแผน บริษัทตั้งใจให้อัตราส่วนเงินทุนค่อยๆ ลดลงสู่ระดับต้นถึงกลาง 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งยังสูงกว่าขั้นต่ำ

อีกตัวที่ผู้บริหารพูดถึงคือผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่จับต้องได้ (ROTCE) ตอนนี้อยู่ราว 10% เป้าคือ 20–30% สูตรคือ อัตรากำไรสุทธิ × รายได้ต่อทุน อัตรากำไรสุทธิปีหน้าคาด 20% ส่วนรายได้ต่อทุนตอนนี้ 57% จาก 50% เมื่อสองไตรมาสก่อน จะโตได้อีกเมื่อรายได้ค่าธรรมเนียมและธุรกิจเทคโนโลยีที่ไม่ต้องใช้ทุนโตเร็วขึ้น มูลค่าทางบัญชีที่จับต้องได้ต่อหุ้นอยู่ที่ $7.48 เพิ่มขึ้น 25% จาก $5.97 เมื่อปีก่อน

12. เป้าปี 2026, 2027 และ 2030

เป้าที่บริษัทให้ไว้ (แบบปรับปรุง)

รายการปี 2026ปี 2027
รายได้$5.04B (โต 40%)~$6.4B (โต 27%)
EBITDA$1.66B (อัตรา 33%)$2.24B (อัตรา 35%)
กำไรสุทธิ~$840M (อัตรา 17%)$1.28B (อัตรา 20%)
กำไรต่อหุ้น$0.61$0.90

จากประกาศผลประกอบการและคำพูดของผู้บริหาร · เป้าปี 2027 สมมติดอกเบี้ยขึ้น 2 ครั้งในปีนั้น และอัตราภาษี 24% · เป็นตัวเลขคาดการณ์ ไม่ใช่ผลจริง

เป้าปี 2026 ที่ปรับขึ้นแปลว่าไตรมาส 4 บริษัทคาดรายได้ราว $1.375B โต 36% แยกเป็นสินเชื่อ $785M บริการการเงิน $550M และเทคโนโลยี $90M ส่วนกำไรต่อหุ้นไตรมาส 4 คาด $0.19 ปกติ SoFi ให้เป้าปีถัดไปพร้อมงบไตรมาส 4 แต่ครั้งนี้ให้เร็วกว่าปกติหนึ่งไตรมาส Noto บอกว่าทำได้เพราะมองเห็นรายได้ล่วงหน้าชัดขึ้น ไตรมาสนี้มีรายได้ที่เป็นเงินสดจริง $1.4B ในนั้นราว $0.93B เป็นดอกเบี้ยรับสุทธิที่เข้ามาสม่ำเสมอ

สำหรับปี 2027 Chris แจกแจงว่าสินเชื่อคาดโต 25% บริการการเงินโต 35% และเทคโนโลยีกลับมาโต 25% นักวิเคราะห์จาก Piper Sandler คำนวณตามนี้แล้วได้รายได้ราว $6.7B สูงกว่าเป้า $6.4B ราว $300M Chris ตอบสั้นๆ ว่าส่วนต่างมาจากรายการส่วนกลางที่ขยับขึ้น

เส้นทางที่ผู้บริหารวางไว้

  1. ปี 2018สินค้าหลักตัวเดียว (รีไฟแนนซ์สินเชื่อนักศึกษา) · สมาชิกราว 650,000 คน
  2. ไตรมาส 3 ปี 2026สมาชิก 17.1 ล้านคน · 26.7 ล้านผลิตภัณฑ์ · ธุรกิจรายได้เกิน $100M ต่อปี 8 ตัว
  3. สิ้นปี 2027เป้า SoFi Plus 1 ล้านคน · รายได้ ~$6.4B
  4. สิ้นปี 2030เป้า 100 ล้านผลิตภัณฑ์ (4 เท่าของวันนี้) · ธุรกิจรายได้เกิน $1B 5 ตัว เกิน $500M อีก 5 ตัว และเกิน $100M อีก 5 ตัว

จากคำพูดของ Anthony Noto · ปี 2027 และ 2030 เป็นเป้าหมายของบริษัท

ตอนปิดการประชุม Noto พูดว่าถ้าผลิตภัณฑ์โต 4 เท่าภายในปี 2030 ก็ไม่ต้องจินตนาการมากว่ากำไรจะโตได้ 4 เท่าเหมือนกัน แต่เขาก็บอกว่าเป็นเป้าที่ทะเยอทะยานมาก และแค่ 3 เท่าก็ถือว่าสำเร็จมากแล้ว (ถอดความ) ตอนนี้ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของ SoFi ทำรายได้เกิน $2B ต่อปี อีกตัวเกิน $1B อีก 3 ตัวเกิน $300M และอีก 3 ตัวเกิน $100M

13. มุมผู้ถือหุ้น: ไตรมาสนี้บอกอะไร

SoFi หาเงินจากสินเชื่อเป็นหลัก แต่สร้างฐานลูกค้าด้วยบัญชีเงินฝากและบริการอื่นที่ทำเงินต่อชิ้นน้อยกว่า ไตรมาสนี้ตอบคำถามสำคัญสองข้อของผู้ถือหุ้น ข้อแรกคือธุรกิจโตได้ไหมตอนดอกเบี้ยขึ้น คำตอบคือได้ และโตเร็วขึ้นด้วย โดยมีประกันความเสี่ยงช่วยรับแรงกระแทกด้านมูลค่าสินเชื่อ ข้อสองคือต้องเพิ่มทุนอีกไหม ผู้บริหารตอบว่าปีหน้าไม่ต้อง

สิ่งที่ต้องดูต่อคือคุณภาพของการโต ผลิตภัณฑ์โตเร็วกว่าคนก็จริง แต่ส่วนที่โตเร็วที่สุดยังทำเงินต่อชิ้นน้อย รายได้หลักยังมาจากสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งบริษัทบอกเองว่าปีหน้าจะไม่เร่งเท่าเดิม ส่วนหนี้เสียของสินเชื่อที่ปล่อยเยอะในปีนี้ ยังต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าจะเห็นภาพชัด

อยากเข้าใจว่า SoFi หาเงินจากอะไร มีความเสี่ยงอะไรที่บริษัทเขียนไว้ในรายงานประจำปี ดูได้ที่หน้าภาพรวมบริษัท SoFi

14. อีกด้านของเหรียญ

🔭 สิ่งที่ยังไม่รู้ และควรติดตาม

สรุป: ไตรมาส 3 ปี 2026 ของ SoFi รายได้โต 44% สมาชิกโต 35% และผลิตภัณฑ์โต 44% ทั้งที่ดอกเบี้ยขึ้นสวนแผนตอนต้นปี มูลค่าสินเชื่อในบัญชีลดกว่า $800M แต่ประกันความเสี่ยงชดเชยได้เกือบหมด บริษัทปรับเป้าทั้งปีขึ้นเป็น $5.04B ให้เป้าปี 2027 ที่ $6.4B ก่อนกำหนด และบอกว่าไม่ต้องเพิ่มทุน จุดที่ต้องจับตาคือรายได้ต่อผลิตภัณฑ์ฝั่งบริการการเงินที่ยังต่ำกว่าปีก่อน หนี้เสียของสินเชื่อรุ่นปีนี้ และ SoFi Plus ที่โตช้ากว่าคาด

ที่มา: การประชุมนักลงทุน SoFi ไตรมาส 3 ปี 2026 (27 ต.ค. 2026) และประกาศผลประกอบการที่ยื่นต่อ ก.ล.ต.สหรัฐ (แบบ 8-K เอกสารแนบ 99.1) ในวันเดียวกัน · ตัวเลขผลิตภัณฑ์ หนี้สูญ การตีมูลค่าสินเชื่อ และรายได้ต่อผลิตภัณฑ์ฝั่งบริการการเงินเทียบปีก่อนมาจากประกาศผลประกอบการ · ตัวเลขที่ผู้บริหารพูดไม่ตรงกันสองจุด (สัดส่วนสมาชิก SoFi Plus ที่เป็นลูกค้าเดิม 83% กับ 85%) ใช้คำว่า “กว่า 80%” · คำพูดของผู้บริหารและนักวิเคราะห์เป็นการถอดความ ไม่ใช่การแปลคำต่อคำ · ข้อมูล ณ 28 ตุลาคม 2026

อยากรู้ว่า SoFi หาเงินจากอะไร?

สรุปธุรกิจ จุดแข็ง และความเสี่ยงของ SoFi เป็นภาษาไทย อ่านจากรายงานที่บริษัทยื่นต่อ ก.ล.ต.สหรัฐ

อ่านภาพรวมบริษัท SoFi →

บทความนี้จัดทำเพื่อการศึกษา เป็นการรวบรวมและอธิบายข้อมูลจากการประชุมนักลงทุน ประกาศผลประกอบการ และเอกสารที่บริษัทยื่นต่อหน่วยงานกำกับ ไม่ถือเป็นคำแนะนำการลงทุน ไม่ใช่บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ และไม่ใช่การชี้แนะให้ซื้อหรือขายสินทรัพย์ใดๆ · ตัวเลขคาดการณ์ทั้งหมดเป็นของบริษัท ไม่ใช่ผลประกอบการจริง · การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทางการและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจเสมอ · DaddyInvestor © 2026