Abivax S.A (ABVX) ทำธุรกิจอะไร? เข้าใจทั้งบริษัทใน 5 นาที
สรุปภาพรวมบริษัทภาษาไทยสำหรับนักลงทุนมือใหม่ — หาเงินจากไหน จุดแข็งตรงไหน มีอะไรต้องระวัง
🏢 ทำธุรกิจอะไร
Abivax (ABVX) เป็นบริษัทไบโอเทคที่ยังอยู่ในขั้นพัฒนายา (clinical-stage) ก่อตั้งที่ปารีส ฝรั่งเศส ปี 2013 และจดทะเบียนทั้งในตลาด Euronext Paris และ Nasdaq ครับ
โฟกัสหลักคือการพัฒนายารักษาโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease หรือ IBD) โดยเฉพาะ Ulcerative Colitis (UC) ซึ่งคืออาการอักเสบในลำไส้ใหญ่ และ Crohn's Disease (CD) ซึ่งกินวงกว้างกว่าตั้งแต่ปากถึงลำไส้ใหญ่ ทั้งสองโรคนี้เป็นโรคตลอดชีวิต รักษาไม่หาย แต่ควบคุมได้ด้วยยา สิ่งที่ Abivax พัฒนาคือยาชื่อ obefazimod ซึ่งเป็นยากินในรูปเม็ด ยังไม่ได้รับอนุมัติจาก FDA และบริษัทยังไม่มีรายได้จากการขายยาเลยแม้แต่บาทเดียวครับ
💰 เงินเข้ากระเป๋ามาจากไหน
ตรงๆ เลยคือ ณ วันนี้ยังไม่มีรายได้จากการขายสินค้าครับ เงินที่หล่อเลี้ยงการดำเนินงานมาจาก 3 ทางหลัก
ทางแรกคือการระดมทุนจากตลาดหุ้น ตั้งแต่ก่อตั้งมา บริษัทระดมทุนรวมกันกว่า 1,194 ล้านยูโร โดยรอบใหญ่ที่สุดคือการออกหุ้นใหม่ที่ Nasdaq ในเดือนกรกฎาคม 2025 ได้มาถึง 637.5 ล้านยูโร ทำให้ ณ สิ้นปี 2025 บริษัทมีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นรวมกันอยู่ที่ 530.4 ล้านยูโร
ทางที่สองคือ "รายได้อื่น" ซึ่งปี 2025 อยู่ที่ 4.6 ล้านยูโร ประกอบด้วยเครดิตภาษีวิจัย (CIR — สิทธิประโยชน์ภาษีของฝรั่งเศสสำหรับค่าวิจัย) 3.1 ล้านยูโร และค่าธรรมเนียมจาก Citibank ในฐานะ depositary สำหรับ ADS อีกราว 1.5 ล้านยูโร
ทางที่สามคือเงินกู้และตราสารหนี้แบบพิเศษ เช่น senior convertible notes จาก Heights Capital Management และ Kreos/Claret ซึ่งปัจจุบันแปลงเป็นหุ้นไปบางส่วนแล้วครับ
🏰 จุดแข็งของธุรกิจ
จุดแข็งที่บริษัทอ้างถึงชัดที่สุดคือกลไกการออกฤทธิ์ของ obefazimod ที่แตกต่างจากยาในกลุ่มเดียวกันที่มีอยู่ในตลาด ยาปัจจุบันส่วนใหญ่ไปบล็อก cytokine หรือ pathway เดียว แต่ obefazimod ทำงานโดยการเพิ่มการแสดงออกของ micro-RNA ที่เรียกว่า miR-124 ซึ่งเป็นตัวควบคุมธรรมชาติของระบบภูมิคุ้มกัน ผลก็คือกดการอักเสบได้หลาย pathway พร้อมกัน โดยไม่กดภูมิคุ้มกันแบบกว้างๆ และบริษัทระบุว่าเป็นยาตัวเดียวในโลกที่ทำแบบนี้ได้
อีกจุดหนึ่งที่สำคัญคือมันเป็นยากิน (oral) ขนาดวันละเม็ดเดียว ในขณะที่ยาขั้นสูงในตลาดหลายตัวต้องฉีด ซึ่งผู้ป่วยและหมอส่วนใหญ่ชอบยากินมากกว่า
ผลจากการทดลอง Phase 3 ที่ประกาศออกมาเดือนกรกฎาคม 2025 (ABTECT-1 และ ABTECT-2 รวม 1,272 คน) แสดงว่า obefazimod 50 mg ทำให้ผู้ป่วยเข้าสู่ clinical remission ได้สูงกว่ากลุ่ม placebo ประมาณ 16.4 เปอร์เซ็นต์ (p<0.0001) และผ่าน secondary endpoints ทุกตัว รวมถึงได้ผลในกลุ่มผู้ป่วยที่เคยล้มเหลวกับยาขั้นสูงอื่นๆ แล้ว รวมถึงกลุ่มที่เคยดื้อยา JAK inhibitor ด้วยครับ
🤝 ลูกค้าและพาร์ทเนอร์หลัก
ณ ปัจจุบันยังไม่มีลูกค้า เพราะยังไม่มียาที่ขายได้จริงครับ
ในแง่พาร์ทเนอร์ บริษัทมีข้อตกลงกับ Citibank ในฐานะ depositary สำหรับ ADS และเคยได้รับเงินสนับสนุนจาก Bpifrance (สถาบันการเงินของรัฐฝรั่งเศส) สำหรับโครงการวิจัย แม้ว่าโครงการ RNP-VIR และ CARENA จะถูกยกเลิกไปแล้ว และ Bpifrance ได้ยกหนี้ 60% ให้ในปี 2024 ส่วนการผลิตยาสำหรับทดลองทางคลินิกใช้บริษัทผู้รับจ้างผลิต (CMO) ภายนอก ซึ่งรายละเอียดเฉพาะเจาะจงไม่ได้ระบุไว้ใน filing ที่ให้มาครับ
กลยุทธ์ระยะถัดไปที่บริษัทระบุว่าวางแผนไว้คือการหาพาร์ทเนอร์เชิงกลยุทธ์ในบางประเทศหรือบางภูมิภาค เพื่อแลกกับ upfront payment, milestone และ royalty ในอนาคต แต่ยังไม่มีข้อตกลงที่ประกาศออกมาครับ
⚠️ ความเสี่ยงที่ต้องรู้
ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดคือยังไม่มียาที่ได้รับอนุมัติเลยสักตัว และรายได้จากการขายยาอาจไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ครับ ทุกอย่างแขวนอยู่กับ obefazimod ตัวเดียวเป็นหลัก
ขั้นตอนถัดไปที่สำคัญมากคือผล Phase 3 ABTECT maintenance trial ที่คาดว่าจะออกมาในช่วงปลายไตรมาส 2 ปี 2026 ถ้าไม่ผ่าน หรือผลออกมาไม่ดีพอ การยื่น NDA กับ FDA ที่วางแผนไว้ในไตรมาส 4 ปี 2026 ก็จะต้องเลื่อนหรือล้มเหลว และเงิน 530 ล้านยูโรที่มีอยู่ก็จะถูกเผาต่อไปโดยไม่มีรายได้เข้ามาชดเชย
ตัวเลขขาดทุนสะสมตั้งแต่ก่อตั้งสูงถึง 912.9 ล้านยูโร และขาดทุนสุทธิปี 2025 กระโดดจาก 176.2 ล้านยูโรในปี 2024 ขึ้นเป็น 336.1 ล้านยูโร ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนทางการเงินที่ผันผวนอย่างหนัก โดยเฉพาะ fair value changes ของ convertible notes และ warrants ที่บวกด้วย 65.9 ล้านยูโร เพราะราคาหุ้นขึ้นแรงหลังประกาศผล Phase 3 ปลายปี 2025 ซึ่งเป็น non-cash แต่บวกเข้าขาดทุนในงบครับ
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ระบุเองใน filing ว่ามี "material weaknesses" ในระบบ internal controls ทางการเงิน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องระวังเรื่องความน่าเชื่อถือของตัวเลขในงบด้วยครับ
ความเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (บริษัทรายงานเป็นยูโร แต่ถือเงินสด USD เป็นจำนวนมาก), ความเสี่ยงจากการแข่งขันในตลาด IBD ที่มีผู้เล่นรายใหญ่อยู่ก่อนแล้ว, และการที่บริษัทมีไซต์ทดลองทางคลินิกบางส่วนในยูเครน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งอยู่ครับ
📊 ตัวชี้วัดการเติบโต
บริษัทระบุว่าตลาด UC ทั่วโลกปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 9.2 พันล้านดอลลาร์ และบริษัทระบุว่าคาดว่าจะเติบโตถึง 21.8 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2032 สหรัฐฯ คิดเป็นส่วนใหญ่ที่ประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ส่วนตลาด CD ใหญ่กว่า โดยบริษัทระบุว่าอยู่ที่ 15.2 พันล้านดอลลาร์ทั่วโลกปี 2025
ตัวเลขที่ติดตามได้จริงตอนนี้คือ R&D spending ซึ่งปี 2025 อยู่ที่ 177.8 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน โดยค่าใช้จ่ายในโปรแกรม UC อยู่ที่ 117.4 ล้านยูโร ส่วน CD เพิ่งเริ่ม Phase 2b ปลายปี 2024 ใช้ไปแล้ว 17.6 ล้านยูโรในปี 2025 และ cash runway ณ สิ้นปี 2025 อยู่ที่ 530.4 ล้านยูโร ซึ่งบริษัทระบุว่าพอสำหรับแผนงานที่วางไว้ครับ
🚀 อนาคตจะไปทางไหน
Abivax วางแผนงานหลักๆ เป็นขั้นๆ ครับ ขั้นที่ใกล้ที่สุดคือรอผล maintenance Phase 3 (ABTECT) สำหรับ UC ในช่วงปลาย Q2/2026 ถ้าผ่าน ก็ยื่น NDA กับ FDA ใน Q4/2026 ซึ่งถ้า FDA อนุมัติ Abivax จะกลายเป็นบริษัทที่มีสินค้าขายและมีรายได้จริงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ขนานกันไปคือโปรแกรม CD ที่อยู่ใน Phase 2b โดยบริษัทระบุว่าคาดว่าจะมีผล top-line induction data ใน Q4/2026 และมีการสำรวจยา combination therapy ระหว่าง obefazimod กับยาตัวอื่น รวมถึงการพัฒนา follow-on compounds จาก miR-124 platform โดยบริษัทระบุว่าคาดว่าจะเลือก candidate ได้ในปี 2026
สำหรับการค้าขายเชิงพาณิชย์ บริษัทระบุว่าต้องการถือสิทธิ์ทั่วโลกไว้เอง แต่เปิดรับพาร์ทเนอร์ในบางภูมิภาคเพื่อแลกกับเงินล่วงหน้า ค่า milestone และ royalty ครับ
📈 ผลล่าสุดสั้นๆ
ปี 2025 บริษัทขาดทุนสุทธิ 336.1 ล้านยูโร เพิ่มขึ้น 91% จาก 176.2 ล้านยูโรในปี 2024 โดยส่วนหนึ่งของการเพิ่มขึ้นมาจาก non-cash fair value losses บนตราสารหนี้แปลงสภาพ และค่าภาษีนายจ้างจากหุ้นให้พนักงาน (AGA) ที่เพิ่มขึ้นตามราคาหุ้น ค่าใช้จ่ายวิจัยพัฒนาโต 21% ขณะที่รายได้จากการดำเนินงานลดลง 63% เหลือ 4.6 ล้านยูโร ซึ่งเป็นเครดิตภาษีและค่าธรรมเนียม depositary เท่านั้น ดูตัวเลข/กราฟเต็มได้ที่แท็บงบการเงินครับ
🔓 อยากเจาะลึกกว่านี้?
ดูกราฟ + แนวรับ-แนวต้านของ ABVX →